สรุปข่าวประจำวัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ถึงกรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เขตคลองเตย ว่า ตนได้ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด โดยมีผู้ติดเชื้อไปแล้วเป็นจำนวนมาก หลายรายอยู่ในชุมชนแออัดที่แพร่ระบาดในครอบครัว และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เมื่อวานนี้ในช่วงบ่าย จึงได้เรียกประชุมกับทีมแพทย์ที่ปรึกษา กรุงเทพมหานคร รวมทั้ง ศูนย์ปฏิบัติการ ศบค. อย่างเร่งด่วน เพื่อกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยให้มีการตรวจเชิงรุกในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วนทั้ง 39 ชุมชน โดยเน้นไปที่ 20 ชุมชนที่เกิดการระบาด โดยเร่งตรวจชุมชนที่มีการติดเชื้อให้ได้อย่างน้อย 1,000-1,500 คนต่อวัน โดยหน่วยเคลื่อนที่ และรถเก็บตัวอย่างชีวะนิรภัยพระราชทาน โดยจะตรวจเชิงรุกให้ได้อย่างน้อยทั้งหมด 20,000 คน ซึ่งได้ดำเนินการทันทีตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วหากพบผู้ติดเชื้อ ให้มีการแยกผู้ป่วยออกจากชุมชนตามระดับอาการ เขียว เหลือง แดง เพื่อให้ศูนย์เอราวัณส่งตัวต่อเข้ารับการรักษา ณ สถานพยาบาลสำหรับกลุ่มนั้นๆ โดยเบื้องต้นจะถูกส่งตัวไปที่ศูนย์แรกรับ-ส่งต่อ ที่สนามกีฬานิมิบุตร หรือศูนย์พักคอยการส่งตัว ที่วัดสะพาน เขตพระโขนง หรือโรงพยาบาลสนาม ที่ จ.สมุทรสาคร สำหรับกลุ่มสีแดง หรือกลุ่มติดเชื้อและมีอาการหนัก จะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลของกรุงเทพมหานครทันที ส่วนกลุ่มผู้เสี่ยงสูงที่ยังไม่พบว่าติดเชื้อ จะต้องกักตัวในบ้านจนกว่าจะได้รับการแจ้งผล และให้ผู้นำชุมชนช่วยเป็นผู้ประสานงาน ส่งอาหารให้ผู้กักตัว ขณะที่วันนี้จะมีการระดมกำลัง 10-20 จุด เพื่อฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด วันละ 1,000-3,000 คน รวมให้ได้อย่างน้อย 50,000 คน ภายใน 2 สัปดาห์ และจะฉีดต่อไปให้ได้ถึง 60% ของประชาชนในชุมชนแออัดคลองเตย หรือประมาณ 80,000 คน พร้อม ระบุว่า ทั้งหมดนี้ได้ทำไปแล้ว โดยตนได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันการขยายวงของการแพร่ระบาด และให้รายงานความคืบหน้าโดยตรง ซึ่งตนจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความจำเป็นในการปรับแผนการควบคุมสถานการณ์หากมีความจำเป็น เป้าหมายคือการจำกัดวงการแพร่ระบาดให้เล็กที่สุดและควบคุมให้ได้เร็วที่สุด

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านทางเฟสบุคส่วนตัว เรื่อง โควิด 19 การระบาดของโรค โดยระบุว่า ในเกือบทุกประเทศการระบาดของโรคโควิด 19 จะเริ่มจากในเมือง ที่มีประชากรอยู่หนาแน่น แล้วจึงกระจายไปสู่ต่างจังหวัดและอำเภอ ส่วนหมู่บ้านจะกระทบทีหลังสุด ไม่ว่าจะเป็นในพม่า ในกัมพูชาและประเทศทางตะวันตก จะเป็นรูปแบบเดียวกันหมด ในปัจจุบันทราบดีแล้วว่า (จากการศึกษาในอังกฤษ) การให้วัคซีน นอกจากลดความรุนแรงของโรคแล้ว ยังสามารถลดการแพร่กระจายของโรคลงได้กว่าเท่าตัว ในภาวะที่เกิดการระบาดในประเทศไทย ที่เป็นอยู่ขณะนี้ สิ่งที่จะช่วยการระบาดของโรค คือการปูพรมฉีดวัคซีน ให้ในจังหวัดสีแดงเข้มก่อน เพื่อควบคุมการระบาดให้ได้ รวมทั้งกระจายไปยังเมืองใหญ่ก่อน ส่วนเมืองเล็กหรือชนบท ยังสามารถรอได้ เพราะจะมีผลกระทบท้ายสุดการให้แบบหมู่มาก จากเมืองออกไปในทางปฏิบัติสามารถทำได้ง่ายกว่า และทำได้รวดเร็ว เพราะกลุ่มคนอยู่หนาแน่น และมีโรงพยาบาลที่รองรับหรือมีสถานบริการที่จะให้บริการเป็นจำนวนมาก เมื่อสามารถควบคุมโรคได้ การเก็บตกในการให้วัคซีนสามารถทำได้ง่ายกว่า ในภาวะที่ไม่มีการระบาดของโรค การเลือกเป้าหมายให้กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และกลุ่มเสี่ยงต่างๆ เป็นวิธีการที่ดี ประเทศไทยใหญ่กว่าอิสราเอลมาก ในอิสราเอลเองสามารถเลือกจากกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ก่อนได้ แต่สำหรับประเทศไทย ถ้าให้แบบอิสราเอล ในแต่ละวัน จะให้ได้จำนวนไม่มาก ดูเรื่องกันการกระตือรือร้น ในการลงทะเบียน ไม่ได้มากและเร็วอย่างที่คิด ในการให้กลุ่มแรกถ้าเลือกเฉพาะกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หรือมีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ เป้าหมายในการฉีดวัคซีนในระยะแรกให้ได้วันละ 3-5 แสน ในทางปฏิบัติจะทำได้ยากพอสมควร หรืออาจจะทำพร้อมกัน ทั้งฉีดหมู่มากในเชิงรุกและรณรงค์ในกลุ่มเสี่ยง ให้กลุ่มเสี่ยงมาฉีดให้มากที่สุด ที่เหลือเป้าหมายก็ให้ในวงกว้างในจังหวัดสีแดงเข้ม

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้พบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1,763 คน เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 1,750 คน จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 1,519 คน และจากการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน 231 คน ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศอยู่ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 13 คน ส่งผลให้ผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 72,788 คน ผู้ป่วยรักษาอยู่ในระบบการรักษาพยาบาล 30,011 คน แบ่งเป็นในโรงพยาบาล 21,453 คน และโรงพยาบาลสนาม 8,558 คน ขณะที่ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก 1,009 คน และผู้ป่วยที่ต้องใช้ท่อช่วยหายใจ อีก 311 คน โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 27 ราย ทำให้ผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 303 ราย สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 27 ราย อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 8 ราย จังหวัดนนทบุรี 5 ราย จังหวัดลำพูนและสมุทรปราการ 2 ราย จังหวัดชลบุรี อุบลราชธานี ปทุมธานี นครปฐม บุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กำแพงเพชร น่าน และชัยนาท 1 ราย โดยปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่ที่ทำให้ติดเชื้อคือ ใกล้ชิดสมาชิกครอบครัวที่ติดเชื้อ 9 ราย สัมผัสผู้ติดเชื้อยืนก่อนหน้า 9 ราย ซึ่งการระบาดตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน เริ่มเห็นภาพการระบาดได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่พบผู้ติดเชื้อมากกว่า 51 คนมากขึ้น

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือ ศบค. กล่าวระหว่างแถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดประจำวันว่า จำนวนยาฟาวิพิราเวียร์ที่นำมาใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีอาการหนัก ยังคงมีจำนวน 1,621,631 เม็ด ซึ่งอยู่ทั้งในองค์การเภสัชกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค ซึ่งภายในวันที่ 12 พฤษภาคมจะสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากประเทศญี่ปุ่นอีกประมาณ 2 ล้านเม็ด ดังนั้นจากกระแสข่าวที่ระบุว่า ยามีไม่เพียงพอนั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งยังคงมีความมั่นคงทางยาและภาครัฐบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง ส่วนวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้มีการจัดสรรไปแล้วมากกว่า 2,000,000 โดสทั่วประเทศ ส่วนการประชุม ศบค. นัดพิเศษเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะที่ประชุม ได้หารือเรื่องของการสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงได้ยกระดับมาตรการจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งจะมีการนำเสนอโครงสร้างและบทบาทการทำงานต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่โดยคร่าวแล้วจะมีการแบ่งการทำงานในระดับเขต เพื่อให้ลงลึกไปถึงชุมชนมากทีสุด โดยจะมีการดูแลทุกประเด็นอย่างครอบคลุม ทั้งการตรวจค้นหาเชิงรุกและการแจกจ่ายวัคซีน

ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) เปิดเผยรายชื่อจังหวัดที่มีคำสั่งหรือประกาศให้กักตัวสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากนอกพื้นที่ รวม 53 จังหวัด แยกเป็น ภาคเหนือ 15 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ภาคกลางและภาคตะวันออก 6 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท นครนายก ประจวบคีรีขันธ์ ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี ภาคใต้ 12 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ระนอง สงขลา สตูล สุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ การกักตัวเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละจังหวัด ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ https://www.moicovid.com

เว็บไซต์ worldometers รายงาน สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก ประจำวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 พบผู้ติดเชื้อแล้ว 154,174,340 คน เพิ่มขึ้น 668,803 คน เสียชีวิต 3,226,726ราย เพิ่มขึ้น 10,437 ราย รักษาหายแล้ว 131,544,525 คน โดย ประเทศที่พบผู้ติดเชื้อสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา พบผู้ติดเชื้อแล้ว 33,230,542 คน เพิ่มขึ้น 39,748 คน เสียชีวิตรวม 591,514ราย 2.อินเดีย พบผู้ติดเชื้อแล้ว 20,275,543 คน เพิ่มขึ้น 355,828คนเสียชีวิต 222,383ราย 3.บราซิล พบผู้ติดเชื้อแล้ว 14,791,434 คน เพิ่มขึ้น 36,524 คน เสียชีวิต 408,829ราย 4.ฝรั่งเศส พบผู้ติดเชื้อแล้ว 5,656,007 คน เสียชีวิต รวม 105,130 ราย รักษาหาย 4,656,418 คน 5.ตุรกี พบผู้ติดเชื้อแล้ว 4,900,121 คน เสียชีวิตรวม 41,191 ราย รักษาหาย 4,515,819 คน

พระสมุห์บุญเกิด ฐานุตตโร เจ้าอาวาสวัดบางม่วง และ หัวหน้าสำนักปฎิบัติธรรมศรีมงคล ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี กล่าวถึงแนวคิดและเจตนารมณ์ในการให้ฌาปนกิจร่างผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า ที่ผ่านมาในเรื่องของการฌาปนกิจแก่ผู้เสียชีวิตที่เป็นคนยากไร้ได้ดำเนินการมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปีแล้ว เพราะมองว่าวัดเป็นสถานที่สาธารณะ เป็นของประชาชนทุกคน ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากมูลนิธิต่างๆในการติดต่อประสานงานด้านข้อมูลในการนำร่างผู้เสียชีวิตที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ารับการฌาปนกิจที่วัดแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ การฌาปนกิจผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 เจ้าหน้าที่ภาคส่วนต่างๆของวัดได้มีการเตรียมตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องของการรักษาความสะอาด ปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารศุข เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งผู้ประกอบพิธีและผู้ที่นำร่างผู้เสียชีวิตไปฌาปนกิจ

ข่าวต้นชั่วโมงล่าสุด
สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz.
อาคารวิทยพัฒนา ชั้น 7 จุฬาฯ ซอย 12 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact Center0-2218-3970-74
E-mail Addresscuradio@chula.ac.th
Line Messenger@curadio
ติดตาม Chula Radio Plus ได้ทุกช่องทาง
รับฟังรายการสดได้ทาง