สรุปข่าวประจำวัน

ศาสตราจารย์นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ชี้แจงผลการศึกษาภูมิต้านทานที่เกิดจากการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ในประชากรไทย โดยระบุว่า"การศึกษาภูมิต้านทานที่เกิดจากการฉีดวัคซีนในประเทศไทย เมื่อฉีดวัคซีน Sinovac ครบ 2 เข็มแล้วเป็นระยะเวลา 1 เดือน กับการตรวจภูมิต้านทานหลังฉีดวัคซีน AstraZeneca 1 เข็มเป็นเวลา 1 เดือน เปรียบเทียบกับการตรวจภูมิต้านทานในผู้ที่หายจากการติดเชื้อโรคโควิด 19 ในช่วงระยะเวลา 4 ถึง 8 สัปดาห์ หลังจากที่มีการติดเชื้อ จะเห็นว่าระดับภูมิต้านทานของวัคซีน Sinovac เมื่อฉีดครบแล้ว 2 ครั้ง มีค่าระดับภูมิต้านทานเฉลี่ย 85.9 unit/ml ส่วนภูมิต้านทานหลังฉีด AstraZeneca เพียงเข็มเดียวมีค่าเฉลี่ย 47.5 เมื่อเทียบกับภูมิต้านทานหลังติดเชื้อ 60.9 unit/ml และยังแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนส่วนใหญ่จะตรวจพบภูมิต้านทานได้ 98-99 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผู้ติดเชื้อ ตรวจพบภูมิต้านทานได้ร้อยละ 92.4 จากข้อมูลนี้ไม่ได้บอกประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่รู้แน่ว่าถึงแม้ว่าจะเป็นโรคแล้ว ระดับภูมิต้านทานก็ยังแตกต่างกันมากและบางคนก็ตรวจไม่พบ แสดงให้เห็นว่าโรคนี้มีโอกาสเป็นแล้วเป็นอีกได้ ทำนองเดียวกันการฉีดวัคซีนในปัจจุบัน ยังไม่ทราบว่าจะต้องใช้ระดับภูมิต้านทานเท่าใด จึงจะสามารถป้องกันการติดเชื้อ แต่ที่รู้แน่ ๆ ก็คือว่าถ้าเรามีภูมิต้านทาน ก็จะสามารถลดความรุนแรงของโรคได้ ทั้งนี้ การศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนโดยทั่วไปจะทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ให้วัคซีน กับกลุ่มที่ให้วัคซีนหลอก หรือไม่ได้ให้วัคซีน แล้วติดตามไปดูว่ากลุ่มไหนจะมีการเกิดโรค covid-19 มากน้อยแค่ไหน แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบเป็นประสิทธิภาพที่ออกมาเป็นรูปเปอร์เซ็นต์ ระดับภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นนี้ก็แสดงให้เห็นว่าวัคซีนทั้งสองชนิดที่ฉีดในประเทศไทย กระตุ้นให้สร้างภูมิต้านทานได้ดีในประชากรไทย ทั้งวัคซีน Sinovac และ AstraZeneca ระดับภูมิต้านทานจะอยู่ไปได้นานแค่ไหน ขณะนี้กำลังติดตามระยะยาว โดยเฉพาะถ้าภูมิต้านทานลดลงมาก ก็อาจจะต้องมีการกระตุ้นด้วยวัคซีนให้ภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นได้สูงอยู่ตลอดเวลา เพราะโรคโควิด-19 มีระยะฟักตัวสั้น จึงต้องอาศัยภูมิต้านทานที่สูงอยู่ตลอดรายการป้องกันการติดเชื้อ

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,101 คน แบ่งเป็นพบเชื้อจากระบบเฝ้าระวัง 1,674 คน จากตรวจเชิงรุก 412 คน วันนี้คนกลับบ้านเพิ่ม 2,186 คน มีผู้ป่วยภาวะปอดอักเสบ 1,442 คน เสียชีวิต 17 ราย ส่งผลทำให้มีจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสมในประเทศระลอกใหม่อยู่ที่ 54,512 คน ผู้หายป่วยสะสม จำนวน 26,179 คน เพิ่มขึ้น 2,186 คน ขณะเดียวกัน จากตัวเลขที่มีการรายงานยังพบว่า สถานการณ์การติดเชื้อในกรุงเทพมหานครยังน่าวิตก เฉพาะวันนี้เพียงวันเดียว กรุงเทพมหานครและอีก 5 จังหวัด มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1400 คน ขณะที่อีก 71 จังหวัด พบการการติดเชื้อเพียง 629 คนเท่านั้น ทำให้เห็นแนวโน้มการติดเชื้อในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่รุนแรงมากขึ้น ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย และมีแนวโน้มกระจายตัวไปยังชุมชน ขณะที่วันนี้ไทยมีตัวเลขผู้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 รวม 13,232 โดส คิดเป็นรอยละ 1.924 ต่อสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ โดย แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 10,963 คน และเข็มที่ 2 จำนวน 2,269 คน รวมแล้วมีผู้ได้รับวัคซีนสะสมทั้งหมด 1,743,720 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 1,273,666 คน และเข็มที่ 2 จำนวน 470,054 คน ซึ่งถือเป็นผู้ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์โควิด 19ว่า วันนี้ กทม.และ 5 จังหวัดปริมณฑล (นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม) พบผู้ติดเชื้อรวม 1,457 ราย คิดเป็นร้อยละ 70 ของการติดเชื้อทั้งหมด สำหรับ กทม.การระบาดแนวโน้มเพิ่มขึ้นในชุมชนแออัด เช่น คลองเตย สี่แยกมหานาค ปากคลองตลาด แฟลตดินแดง บางแคบริเวณห้างสรรพสินค้าและชุมชนใกล้เคียง ส่วนปริมณฑลพบระบาดเป็นกลุ่มก้อน จากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน ตลาด สถานประกอบการ และการสัมผัสผู้ป่วยในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ส่วนภูมิภาค 71 จังหวัดสถานการณ์การระบาดมีแนวโน้มลดลงผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากสัมผัสในครอบครัว และที่ทำงาน ขณะนี้เริ่มพบการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนในสถานประกอบการที่รับแรงงานต่างชาติเข้ามาใหม่ เช่น สมุทรสาคร ในส่วนภูมิภาค เช่น เลย นครราชสีมา พบผู้ติดเชื้อเป็นแรงงานที่เดินทางกลับบ้าน ได้กำชับให้ทุกจังหวัดเร่งรัดการค้นหาคัดกรองแรงงานกลับบ้านรวมทั้งผู้ที่เดินทางที่มาจากพื้นที่เสี่ยง พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการงดการเคลื่อนย้ายแรงงานป้องกันการแพร่ระบาด ส่วนภาพรวมการบริหารจัดการเตียงโควิด ใน กทม. วันที่ 8 พค. มีผู้ติดเชื้อติดต่อสายด่วนต่าง ๆ จำนวน 203 ราย ได้เตียงแล้ว 83 ราย รอดำเนิน 106 ราย โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จัดทีมจิตอาสารับ-ส่งผู้ติดเชื้อ ใน 6 โซน กทม. จำนวน 122 ราย โดยในวันนี้จัดทีมเตรียมพร้อมในพื้นที่ 38 ทีมและในที่ตั้ง 116 ทีม

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่า จะเดินหน้ากระจายวัคซีนต้านโควิด-19 ไปตามชุมชนต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 39 ชุมชน โดยยึดหลักการทำงานด้วยความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ เพราะสิทธิในการเป็นมนุษย์ของทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงต้องให้ความเป็นธรรมกับประชาชนทุกคน พร้อมสั่งการเดินหน้าในการตรวจเชื้อเชิงรุกอย่างเต็มที่ โดยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่าย จัดทีมลงพื้นที่เสี่ยง เพื่อตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อด้วยการ SWAB อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ตั้งเป้าคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงให้ได้ 3,000 คนต่อวัน ด้าน ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร สรุปการตรวจหาเชื้อ Covid-19 เชิงรุก ในชุมชนคลองเตย โดยระบุว่า จากที่ได้เร่งตรวจเชิงรุกค้นหาผู้ติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยง และผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเพิ่ม รวมการตรวจเชิงรุก ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน จนถึง 8 พฤษภาคม ทั้งสิ้น 16,131 คน ตรวจเพิ่ม 6,784 คน พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 256 คน และจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ทราบผล 9,347 คน พบผู้ติดเชื้อ 477 คน คิดเป็นร้อยละ 5.10 พร้อมระบุว่า จากนี้กรุงเทพมหานครจะตรวจหาเชื้อเชิงรุกให้ได้มากที่สุดและเร่งฉีดวัคซีนเพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในชุมชุมให้เร็วที่สุด

นายเจมส์ ทีก ประธาน บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ในวันนี้ว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก ในการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าในประเทศไทย โดยโรงงานสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่ง วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ ได้ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพตามเกณฑ์ข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ อาทิ องค์ประกอบทางเคมีและความปลอดภัย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และมีเรื่องที่น่ายินดีมาแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ตัวอย่างวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพจากห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ของแอสตร้าเซนเนก้าทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเราที่จะส่งมอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชุดแรกให้แก่รัฐบาลไทยเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าผ่านการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยทั้งในกระบวนการผลิตและการจัดส่ง โดยมีการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพวัคซีนในแต่ละรุ่นการผลิตรวมกันมากกว่า 60 ครั้ง นับตั้งแต่เริ่มกระบวนการผลิตไปจนถึงการฉีดวัคซีน และมีการประกันคุณภาพอย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน แอสตร้าเซนเนก้าได้สร้างเครือข่ายการวิเคราะห์คุณภาพและความปลอดภัยของวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อให้มั่นใจว่าวัคซีนที่ผลิตจากทุกแหล่งการผลิตของแอสตร้าเซนเนก้านั้นมีคุณภาพดีสม่ำเสมอตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ แอสตร้าเซนเนก้ายังทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขในประเทศไทย เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของวัคซีนให้ตรงตามมาตรฐานและข้อกำหนดของประเทศไทย

เว็บไซต์ Worldometer รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก รายงานตัวเลขผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทั่วโลก อยู่ที่158,312,868 ราย เพิ่มขึ้น 786,359 ราย มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั่วโลก 3,296,591 ราย เพิ่มขึ้น 13,302 ราย หายป่วยสะสม 135,761,043 รายสำหรับประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสมมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ 33,454,581 ราย อินเดีย 22,295,911 ราย บราซิล 15,150,628 ราย ฝรั่งเศส 5,767,959 ราย ตุรกี 5,016,141 ราย รัสเซีย 4,871,843 ราย อังกฤษ 4,433,090 ราย อิตาลี 4,102,921 ราย สเปน 3,567,408 ราย เยอรมนี 3,519,250 ราย ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 98 มีจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสม 83,375 ราย

ข่าวต้นชั่วโมงล่าสุด
สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz.
อาคารวิทยพัฒนา ชั้น 7 จุฬาฯ ซอย 12 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact Center0-2218-3970-74
E-mail Addresscuradio@chula.ac.th
Line Messenger@curadio
ติดตาม Chula Radio Plus ได้ทุกช่องทาง
รับฟังรายการสดได้ทาง