สรุปข่าวประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2564

วันนี้ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยว่า วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 13,256 คน โดยแบ่งเป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 12,763 คน มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 10,620 คน และจากการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน 2,143 คน ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 15 คน และการตรวจคัดกรองเชิงรุกจากเรือนจำ 478 คน ส่งผลให้ผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 1,524,613 คน มีผู้หายป่วยเพิ่มขึ้น 13,829 คน รวมทั้งหมด 1,380,362 คน ผู้ป่วยรักษาอยู่ในระบบการรักษาพยาบาล 128,367 คน แบ่งเป็นในโรงพยาบาล 41,589 คน และโรงพยาบาลสนาม 86,778 คน มีอาการหนักอยู่ที่ 3,422 คน ใช้เครื่องช่วยหายใจ 747 คน โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 131 ราย ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตสะสม 15,884 ราย

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเห็นชอบลดวันกักตัวผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทย ทั้งทางบก เรือ อากาศ เป็นเกณฑ์เดียวกันหมดไม่ว่าชาติใดก็ตาม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการระบาดไปทั่วทุกพื้นที่และการรับวัคซีน โดยเหลือวันกักตัว เป็น 7 วัน ,10 วัน และ 14 วัน จากเดิม 14 วัน แบ่งเป็น 1 .การลดวันกักตัว เหลือ 7 วัน จะทำในกลุ่มผู้รับวัคซีน ครบ 2 เข็ม แล้ว และมีเอกสารยืนยัน ไม่ว่าจะเดินทางด้วย ทางบก ทางเรือ และทางอากาศ จะมีการตรวจ RT-PCR 2 ครั้ง ในวันที่ 0 และ วันที่ 7 2.การลดวันกักตัว เหลือ 10 วัน จะทำในผู้ที่ไม่มีเอกสาร รับรองการฉีดวัคซีน ผู้เดินทางทางอากาศเท่านั้น ตรวจในวันแรกที่เดินทาง และวันที่ 10 วัน 3.การลดวันกักตัว เหลือ 14 วัน คือ จะทำในผู้ที่ที่เดินทางมาจากทางบก หรือช่องทางธรรมชาติ หรือคนที่มีเอกสารการฉีดวัคซีนไม่ครบ ต้องมีการตรวจ RT-PCR 2 ครั้ง ในวันแรกที่เดินทาง และ วันที่ 14

นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้อำนวยการโรงพยาบาลบุษราคัม เปิดเผยว่า เตรียมปิดโรงพยาบาลบุษราคัมอย่างเป็นทางการ เนื่องจาก 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยเข้ามาใช้บริการเพียง 3-5 คนต่อวันเท่านั้น ในขณะที่ผู้ป่วยรายเก่าเดินทางกลับบ้านหมดตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา เป็นผลจากสถานการณ์การระบาดในพื้นที่กรุงเทพมหานครเริ่มคลี่คลาย มีผู้ป่วยรายใหม่ลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่จำนวนเตียงไอซียูของโรงพยาบาลต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับโรงพยาบาลสนามอีกหลายแห่ง พร้อมย้ำความเชื่อมั่น ว่าระบบสาธารณสุขในพื้นที่กทม.และปริมณฑล สามารถรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้แน่นอน เนื่องจากสถานพยาบาลต่าง ๆ ทั้งโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลของกรมการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน ต่างขยายจำนวนเตียงสำหรับผู้ป่วยอาการปานกลางและหนักมาอย่างต่อเนื่อง

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อโควิด-19 วัคซีน การกระตุ้นเข็มที่ 3 โดยมีใจความว่า การเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง การกระตุ้นภูมิต้านทานให้สูงขึ้นจึงมีความจำเป็น การฉีดวัคซีนมีการให้เบื้องต้น และ กระตุ้น เช่น ไวรัสตับอักเสบบี จะให้เบื้องต้น 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน และกระตุ้นเข็มที่ 3 อีก 6 เดือนต่อมา ทำนองเดียวกัน วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ถ้ามีการกระตุ้นเข็ม 3 ภูมิต้านทานจะสูงขึ้นมาก โดยการให้วัคซีนเบื้องต้น 2 เข็ม เช่นเชื้อตาย เปรียบเสมือนให้ร่างกายรู้จักเหมือนการติดเชื้อ เมื่อกระตุ้นด้วยวัคซีนชนิด ไวรัส เวคเตอร์หรือ mRNA กระตุ้นภูมิต้านทานได้สูงมาก โดยการกระตุ้นเข็ม 3 ด้วยแอสตราเซเนกา หลังจากได้รับ ซิโนแวกมาแล้ว 2 เข็ม ภูมิต้านทานสูงมาก และขัดขวางสายพันธุ์เดลต้าในการทดลอง และ มีระดับภูมิต้านทาน IgA ในเลือดสูงกว่าการให้เบื้องต้นอย่างมาก โดยการตรวจในห้องปฏิบัติการ ภูมิที่สูงขึ้นสามารถขัดขวางสายพันธุ์ไวรัสเดลต้าได้ ทั้งนี้ มีหลายประเทศมีการให้วัคซีนเข็ม 3 กันแล้ว ประเทศไทยให้เข็ม 3 ด้วยวัคซีนตามคุณสมบัติและการศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรค

พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ที่จะเริ่มต้นการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบบูสเตอร์โดส ซึ่งศูนย์ได้วางแนวทางการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ที่เคยรับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม ที่ศูนย์กลางบางซื่อก่อน ซึ่งมีจำนวน 150,000 คน คือผู้ที่ทำการฉีดวัคซีนในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมจากจำนวนผู้รับวัคซีน ซิโนแวค 2 เข็มทั้งหมด 550,000 คน โดยการเดินทางมารับวัคซีนนี้ จะมีข้อความแจ้งเตือนล่วงหน้า 2 วันก่อนวันนัดหมาย สามารถเข้าฉีดวัคซีนได้ทุกประตู ซึ่งผู้ที่มีนัดฉีดวัคซีนพรุ่งนี้ ส่วนใหญ่จะได้ข้อความไปแล้วตั้งแต่เมื่อเย็นวานนี้ โดยผู้รับวัคซีนเข็ม 3 จะเริ่มฉีดคนแรกในเวลา 11 นาฬิกาเป็นต้นไป โดยศูนย์ฉีดจะทำการฉีดวัคซีนเข็ม 3 จะทำการนัดหมายฉีดวันละ 15,000 คน เป็น เวลา 3 วัน หรือวันที่ 24 กันยายน ถึงวันที่ 26 กันยายนก่อน จากนั้นจะทยอยฉีดวัคซีนวัน 10,000 คน และสิ้นสุดของผู้ที่เคยรับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มที่บางซื่อในวันที่ 13 ตุลาคม จากนั้นถึงจะเริ่มเปิดให้บริการฉีดวัคซีนในกลุ่มอื่นที่ไม่ได้มีการรับวัคซีนที่ศูนย์กลางซื่อ โดยเป็นการประสานกับ แพลตฟอร์มหมอพร้อม ส่งรายชื่อมาให้ทำการฉีดวันละ 2,000 คน

เว็บไซต์ worldometers รายงานสถานการณ์โควิด-19 พบผู้ติดเชื้อทั่วโลก 230,840,298 คน เพิ่มขึ้น 526,948 คน เสียชีวิต 4,731,709 ราย เพิ่มขึ้น 9,292 ราย รักษาหาย 207,538,424 คน สำหรับประเทศที่พบผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1. สหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 43,404,877 คน เพิ่มขึ้น 133,620 คน เสียชีวิต 699,748 ราย เพิ่มขึ้น 2,228 ราย 2. อินเดีย มีผู้ติดเชื้อ 33,562,034 คน เพิ่มขึ้น 31,957 คน เสียชีวิต 446,080 ราย เพิ่มขึ้น 279 ราย 3. บราซิล มีผู้ติดเชื้อ 21,283,567 คน เพิ่มขึ้น 36,473 คน เสียชีวิต 592,357 ราย เพิ่มขึ้น 839 ราย 4. สหราชอาณาจักร มีผู้ติดเชื้อ 7,530,103 คน เพิ่มขึ้น 34,460 คน เสียชีวิต 135,621 ราย เพิ่มขึ้น 166 ราย 5.รัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 7,333,557 คน เพิ่มขึ้น 19,706 คน เสียชีวิต 200,625 ราย เพิ่มขึ้น 817 ราย

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า ที่ผ่านมาบทบาทของภาครัฐคือการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ชะลอตัว ในกรณีที่เกิดปัญหาต่างๆ เนื่องจากการหมุนเวียนของเงินเริ่มช้าลง โดยในประเทศอื่นๆก็มีการดำเนินงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แต่ความแตกต่างกันในเรื่องของสภาพฐานะทางการเงินการคลัง การมองภาพในระยะยาว ซึ่งไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการอัดฉีดเม็ดเงินสูง เพราะมีการกู้เงินจำนวนกว่า ล้าน 5 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10 ของจีดีพี โดยในประเทศอื่นนั้นอาจจะน้อยกว่าไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้หรือสมเหตุสมผล เพราะว่าไทยได้รับผลกระทบสูงจากการท่องเที่ยวที่หยุดชะงัก ขณะเดียวกันการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 70 ของจีดีพีนั้น แม้ว่าคือสิ่งที่จำเป็น แต่ก็ต้องการให้ภาครัฐ จัดลำดับความสำคัญให้ในการนำเงินไปใช้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ให้มีเงินมาชำระหนี้ เนื่องจากความสามารถในการกู้เงินก็จะลดลงทุกครั้ง และไม่สามารถเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะไปได้ตลอด

นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวถึงสถานการณ์การค้าไทยภายใต้การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และการเติบโตตลาดค้าปลีกในอนาคต ว่า ภาพรวมการค้าปลีกของไทยก่อนที่จะเกิดการระบาดในปี 2563 อุตสาหกรรมการค้าปลีกติดลบ ร้อยละ 12 โดยในปี 2564 คาดการณ์ว่าการค้าปลีกจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1-3 จากปี 2563 ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ติดลบ โดยการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าระลอกแรก การที่รัฐบาลได้ประกาศมาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวในเดือนสิงหาคม โดยเฉพาะพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด ส่งผลให้การค้าปลีกต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะฟื้นตัวสู่ระดับปกติ พร้อมคาดว่า หากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการค้าปลีกของไทย จะฟื้นตัวได้ในปี 2566

ภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันนี้ ดัชนีปิด 1,631.15 จุด เพิ่มขึ้น 11.56 จุด มูลค่าการซื้อขายกว่า 140,529 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีเอ็มเอไอ ปิดที่ 555.55 จุด ลดลง 3.43 จุด มูลค่าการซื้อขายกว่า 7,642 ล้านบาท

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเรื่องพายุดีเปรสชั่น ฉบับที่ 1 ระบุว่า เมื่อเวลา 10.00 น. พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางที่ทวีกำลังแรงจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเมื่อเวลา 7 นาฬิกา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 14.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 111 องศาตะวันออก กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางในวันพรุ่งนี้ และจะอ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง เคลื่อนตามแนวร่องมรสุมเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ในช่วงวันที่ 24-25 กันยายน 2564 ตามลำดับ ส่งผลทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

ข่าวต้นชั่วโมงล่าสุด
สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz.
อาคารวิทยพัฒนา ชั้น 7 จุฬาฯ ซอย 12 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact Center0-2218-3970-74
E-mail Addresscuradio@chula.ac.th
Line Messenger@curadio
ติดตาม Chula Radio Plus ได้ทุกช่องทาง
รับฟังรายการสดได้ทาง