สรุปข่าวประจำวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2564

ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 รายงานว่า วันนี้พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 เพิ่มขึ้น 6,335 คน แบ่งเป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 6,298 คน มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 6,092 คน และจากการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน 206 คน ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 7 คน และการตรวจคัดกรองเชิงรุกจากเรือนจำ 30 คน ส่งผลให้ผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 2,088,327 คน มีผู้หายป่วยเพิ่มขึ้น 7,218 คน รวมทั้งหมด 1,987,089 คน ผู้ป่วยรักษาอยู่ในระบบการรักษาพยาบาล 80,657 คน แบ่งเป็นในโรงพยาบาล 38,881คน และโรงพยาบาลสนาม 41,776 คน มีอาการหนักอยู่ที่ 1,508 คน ใช้เครื่องช่วยหายใจ 363 คน โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 37ราย ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตสะสม 20,581 ราย ขณะที่ยอดการฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน มีจำนวน 90,468,955 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 47,233,526 คน เข็มที่ 2 จำนวน 40,056,072 คน และเข็มที่ 3 จำนวน 3,179,357 คน ภาพรวมการฉีดวัคซีนเมื่อวานนี้ ยอดฉีดทั่วประเทศ 574,772 โดส เข็มที่ 1 จำนวน 199,502 คน เข็มที่ 2 จำนวน 331,802 คน และเข็มที่ 3 จำนวน 43,468 คน

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากวัฒนธรรม ความเชื่อ ความเป็นอิสระ การไม่ยอมรับหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง ความไม่ไว้วางใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน การผ่อนคลายสภาวะที่ถูกควบคุม การร่วมกิจกรรมสันทนาการโดยไม่มีการควบคุม ภูมิอากาศ อุณหภูมิลดลงทำให้คนอยู่ในอาคาร อากาศถ่ายเทไม่สะดวก และไม่สวมหน้ากาก โดยการฉีดวัคซีนนานแล้ว ภูมิคุ้มกันเริ่มตก ทำให้ต้องมีการฉีดกระตุ้นเข็มถัดไป โดยในช่วงเวลาเสี่ยงคือเดือน ธ.ค. ที่เราหยุดยาว มีเทศกาล และอากาศเย็นลง พร้อมย้ำผู้ประกอบการอย่าทำสถานบริการของท่านให้เป็นสถานที่เสี่ยง และมีกิจกรรมเสี่ยง อย่าให้มีคนเสี่ยง จึงต้องให้ฉีดวัคซีน และสวมหน้ากาก ประชาชนก็อย่าทำให้ตัวเองเป็นคนเสี่ยง และเข้าไปในสถานที่เสี่ยง หากเราช่วยกัน ปีใหม่เราสามารถเปิดปีใหม่ได้อย่างมีความสุข

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่า ที่ประชุมมีมติ 3 เรื่อง คือเห็นชอบแนวทางปฏิบัติของคนต่างชาติที่เข้ามายังประเทศไทยตามนโยบายการเปิดประเทศระยะที่ 2 เริ่ม 1 ธันวาคม โดยไม่กักตัว หากมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนครบโดส มีการตรวจหาเชื้อก่อนเดินทาง ซึ่งปัจจุบันมี 63 ประเทศในระบบ Test & Go ซึ่งกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคอย่างใกล้ชิด 2.เห็นชอบยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการออกวัคซีนพาสปอร์ตอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมที่เก็บ 50 บาทและเพิ่มจุดการขอเอกสารดังกล่าวเพิ่ม 120 แห่งทั่วประเทศ และ 3. การจัดซื้อยารักษาโรคเพิ่มเติม โดยวันนี้ลงนามซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ แล้ว 50,000 คอร์ส จำนวน 2 ล้านเม็ด และกำลังเจรจาซื้อยาแพกซ์โลวิดเพิ่มเติมจำนวนเท่ากันคือ 50,000 คอร์ส จำนวน 2 ล้านเม็ด โดยผู้ป่วย 1 คน ใช้ 40 เม็ด ส่วนเป้าฉีดวัคซีนให้ได้ 100 ล้านโดส คาดว่าจะครบในช่วงสิ้นเดือนนี้

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเด็นการเปิดประเทศระยะที่ 2 จะเสนอเข้าที่ประชุม ศบค.ในวันพรุ่งนี้ โดยหลักการ คือ เปิดช่องทางการเข้าประเทศเพิ่มมากขึ้นหลังอัตราการติดเชื้อในคนที่เข้ามาในประเทศ Test & Go ค่อนข้างน้อยติดเชื้ออยู่ที่ ร้อยละ 0.08 ซึ่งจะเสนอเปิดช่องทางการเข้าประเทศมากขึ้น จากเดิมอนุญาตให้เข้ามาเฉพาะทางอากาศเท่านั้น เพิ่มช่องทางเรือ และทางบก แบบนำร่อง จะเลือกเฉพาะด่านที่มีความปลอดภัย ไม่ใช่เปิดทั้งหมด และให้มีข้อจำกัดน้อยลง แต่ต้องเข้มข้นเรื่องการฉีดวัคซีน และการตรวจทางห้องปฏิบัติการส่วนรายชื่อประเทศที่จะเข้ามานั้น ที่ประชุม ศบค.ก่อนนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ประกาศเพิ่ม แต่แนวโน้มไม่น่าจะมีการประกาศลดประเทศจากเดิม

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงถึงกรณีกระแสข่าวพบคนติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จากคลัสเตอร์ร้านอาหารในศูนย์การค้าว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่กรมอนามัยลงไปร่วมตรวจสอบร่วมกับกรมควบคุมโรค กรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปยังร้านแล้ว ทั้งมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร COVID Free Setting สำหรับร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีการแสดงดนตรี ในด้านสิ่งแวดล้อมควรให้มีการทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมทุก 1-2 ชั่วโมง การเว้นระยะห่าง การระบายอากาศในส่วนของพนักงานและผู้รับบริการ มีการประเมินความเสี่ยง ตรวจสอบการได้รับวัคซีนตามเกณฑ์ หรือตรวจ ATK ทุก 7 วัน พร้อมกำกับให้มีการปฏิบัติตามมาตรการ UP-DMHTA อย่างเคร่งครัดด้วย

เว็บไซต์ worldometers รายงานสถานการณ์โควิด-19 พบผู้ติดเชื้อทั่วโลก 259,678,027 คน เพิ่มขึ้น 621,363 คน เสียชีวิต 5,191,221 ราย เพิ่มขึ้น 7,644 ราย รักษาหาย234,809,911 คน เพิ่มขึ้น 460,448 คน สำหรับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 48,965,761 คน เพิ่มขึ้น 100,565 คน เสียชีวิต 798,137 ราย เพิ่มขึ้น 1,488 ราย 2 อินเดีย มีผู้ติดเชื้อ 34,541,349 คน เพิ่มขึ้น 5,586 คน เสียชีวิต 466,584 ราย เพิ่มขึ้น 437 ราย 3 บราซิล มีผู้ติดเชื้อ 22,043,417 คน เพิ่มขึ้น 4,686 คน เสียชีวิต 613,416 ราย เพิ่มขึ้น 176 ราย 4 อังกฤษ มีผู้ติดเชื้อ 9,974,843 คน เพิ่มขึ้น 43,676 คน เสียชีวิต 144,286 ราย เพิ่มขึ้น 149 ราย 5 รัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 9,434,393 คน เพิ่มขึ้น 33,558 คน เสียชีวิต 267,819 ราย เพิ่มขึ้น 1,240 ราย

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงกรณีการประกาศควบรวมกิจการโทรคมนาคมขอองบริษัทขนาดใหญ่ทั้งสองแห่งในประเทศไทยว่า รัฐบาลเป็นห่วงเรื่องการควบรวมกิจการดังกล่าว โดยนายกรัฐมนตรีให้นโยบายผู้เกี่ยวข้องไปศึกษาติดตามว่ามีอำนาจยับยั้งได้หรือไม่ ขณะนี้การรวมกิจการเป็นแค่การควบรวมระดับผู้ถือหุ้น ยังไม่ถึงขั้นการรวมกิจการมือถือ ซึ่งขณะนี้กระทรวงดิจิทัลฯ กำลังศึกษากรณีดังกล่าวว่าจะมีผลกระทบหรือไม่ ถ้ามีผลกระทบต่อการผูกขาดจะเข้าไปกำกับดูแล ซึ่งกสทช.ติดตามเรื่องนี้และจะมีมาตรการออกมาในอนาคตแน่นอน แต่รัฐบาลจะเห็นด้วยกับการควบรวมกิจการหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้ เพราะการที่เอกชนวางแผนธุรกิจ เพื่อลดต้นทุนเป็นอำนาจเอกชนในการตัดสินใจทางธุรกิจ เป็นสิทธิเอกชน สิ่งที่รัฐบาลต้องควบคุมคือ การดูแลเรื่องการให้บริการ ไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบในราคาที่เป็นธรรม

ผศ.ดร. พรเทพ เบญญาอภิกุล รองคณบดีคณะเศรษศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า บทบาทการปฎิบัติหน้าที่ของ คณะกรรม กสทช.ตลอด 3 วันที่ผ่านมาในกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ส่วนตัวรู้สึกผิดหวังอย่างมาก โดยเฉพาะมีกรณีที่มีกระแสข่าวว่า อยู่นอกเหนือจากอำนาจของตนเองในการตรวจสอบ โดยถึงแม้ในขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติในการควบรวมกิจการของธุรกิจขนาดใหญ่สองแห่งในประเทศไทย แต่สิ่งสำคัญที่สุดเลือกปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งในฐานะผู้บริโภคทำได้เพียงส่งเสียง และขอให้หน่วยงานที่กำกับดูแลเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ด้วย ขณะเดียวกันยกตัวอย่างกรณีการควบรวมในต่างประเทศที่อนุญาตให้มีการควบรวมธุรกิจ เนื่องจากมีมาตรการเยียวยาที่องค์กรที่ควบรวมสัญญาว่าจะดำเนินการ เพื่อรักษาระดับการแข่งขันก่อนการควบรวมให้คงอยู่เหมือนเดิม และผู้บริโภคได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น

นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้รถต้องหยุดวิ่งกว่าร้อยละ 30-40 เนื่องจากผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมบางส่วนต้องหยุดการผลิตไป รวมถึงมีคลัสเตอร์การระบาดในภาคแรงงานที่มีเป็นระยะ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ไม่ฟื้นตัว แม้ว่าขณะนี้จะกลับมาเปิดเมืองมากขึ้นก็ตามแต่ก็พบว่ายังคงประสบปัญหาขาดทุน เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังกลับมาไม่ได้เต็มที่มากนัก รวมถึงการท่องเที่ยวก็ไม่ได้มีจำนวนนักท่องเที่ยวตามที่คาดหมายไว้ ประกอบกับปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ยังคงประสบปัญหาขาดทุนอยู่ในขณะนี้ พร้อมระบุว่า กรณีข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการที่ขอให้ลดน้ำมันดีเซลเหลือประมาณ 25 บาทต่อลิตรนั้น ขณะนี้รัฐบาลรับฟังมากยิ่งขึ้นแล้ว เพื่อให้มีการหารือร่วมกัน ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นจะมีการแถลงอีกประมาณ 2-3 วันข้างหน้าต่อจากนี้ แต่ถือเป็นทิศทางที่ดีที่รัฐบาลรับฟังประชาชนมากขึ้น

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศว่า ได้เตือนชุมชนนอกคันกั้นน้ำเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงต่อเนื่อ โดยข้อมูลจากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือได้ประกาศสภาวะระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาว่าระดับน้ำอาจสูงขึ้นในช่วงวันที่ 28 พฤศจิกายนถึงช่วงต้นเดือนธันวาคมในบริเวณกองบัญชาการกองทัพเรือ ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ และพื้นที่ใกล้เคียง จึงได้ขอให้ประชาชนที่อาศัยในชุมชนนอกคันกั้นน้ำจำนวน 11 ชุมชน 239 ครัวเรือน ในพื้นที่ 7 เขต ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย เขตดุสิต ชุมชนซอยสีคาม, ชุมชนราชผาทับทิมร่วมใจ, ชุมชนปลายซอยบิตตาคาม เขตพระนคร ชุมชนท่าวัง เขตสัมพันธวงศ์ ชุมชนวัดปทุมคงคา, ชุมชนตลาดน้อย เขตบางคอแหลม ชุมชนหลัง ร.พ.เจริญกรุงประชารักษ์, ชุมชนวัดบางโคล่นอก เขตยานนาวา ชุมชนโรงสี ถนนพระราม 3 เขตบางกอกน้อย ชุมชนดุสิต นิมิตรใหม่ เขตคลองสาน ชุมชนเจริญนคร

ภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันนี้ ดัชนีปิด 1648.46 จุด ลดลง 1.36 จุด มูลค่าการซื้อขายกว่า 73,497 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีเอ็มเอไอ ปิดที่ 571.57 จุด เพิ่มขึ้น 3.34 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6,792 ล้านบาท

ข่าวต้นชั่วโมงล่าสุด
สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz.
อาคารวิทยพัฒนา ชั้น 7 จุฬาฯ ซอย 12 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
Contact Center0-2218-3970-74
E-mail Addresscuradio@chula.ac.th
Line Messenger@curadio
ติดตาม Chula Radio Plus ได้ทุกช่องทาง
รับฟังรายการสดได้ทาง