ธงชาติอินเดีย
604 views
0
0

เพลง Jana Gana Mana
คือเพลงชาติอินเดีย แต่งโดยครุเทพ รพินทรนาถ ฐากูร (Gurudev Rabindranath Tagore) เวอร์ชั่นนี้ขับร้องร่วมกันโดยนักร้องระดับปรมาจารย์

15 สิงหาคม อินเดียได้รับเอกราช

ท่านรพินทรนาถ ฐากูร ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1941 เสียชีวิตก่อนเห็นอินเดียได้รับเอกราช อินเดียได้รับเอกราชในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 ซึ่งวันพรุ่งนี้ก็จะมีพิธีฉลองกันก่อนอย่างเช่นเคย รวมถึงการเชิญธงชาติอินเดียขึ้นสู่ยอดเสาด้วย วันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราพูดเรื่องธงชาติกันสักหน่อย

ติรังคะ กับ ไตรรงค์

คนอินเดียเรียกธงชาติของตนเป็นภาษาฮินดีว่า jhanda แต่หลายคนก็ใช้คำว่า ติรังคะ (Tiranga) แทนธงชาติ ซึ่งคำนี้ตรงกับภาษาไทยคำว่า ไตรรงค์ หรือสามสี

[ ประเด็นนี้คุณณัฐเคยพูดคุยกับเพื่อนอินเดียคนหนึ่งว่า แม้ธงของเราทั้งสองประเทศมีชื่อเหมือนกัน แต่ธงชาติไทยมีความเป็นติรังคะ หรือไตรรงค์จริงๆ ส่วนธงชาติอินเดียนั้นไม่ใช่ คุณณัฐช่วยขยายความด้วย ]

อย่างที่ทราบดีอยู่แล้ว การที่เราเรียกธงไทยว่า ธงไตรรงค์ ก็เพราะประกอบด้วย 3 สี ดังที่เนื้อเพลงสมัยเด็กเราร้องกันว่า “ไตรรงค์ธงไทย ปลิวไสวสวยงามสง่า สีแดงคือชาติ สีขาวศาสนา น้ำเงินหมายว่าพระมหากษัตริย์ไทย”

แต่สาเหตุที่กล่าวว่าธงชาติอินเดียไม่ได้เป็นติรังคะจริงๆ นั้น ถึงแม้เป็นเพียงเรื่องล้อเล่นกับเพื่อน แต่ก็แฝงด้วยมูลความจริง เพราะธงชาติอินเดียแม้มี 3 สีหลัก คือสีส้ม (หรือที่คนอินเดียเรียกว่าแซฟฟรัน อันหมายถึงหญ้าฝรั่น) สีขาว และสีเขียว แต่ก็มีธรรมจักรสีน้ำเงินอยู่ตรงกลาง เป็นสีที่ 4 เพิ่มขึ้นมาจากอีก 3 สีซึ่งเป็นสีหลักของธงชาติ จึงเป็นจตุรงค์มากกว่าไตรรงค์

ธงชาติอินเดีย

แท้จริงแล้วธงชาติอินเดียมีทั้งหมด 4 สี หากดูอย่างละเอียด กล่าวคือมีแถบสีส้ม สีขาว และสีเขียว แต่ธรรมจักรที่อยู่ตรงกลางเป็นสีน้ำเงิน รวมเป็น 4 สี แต่เอาละชาวอินเดียเขาจะเรียกเป็นไตรรงค์ก็สุดแต่เขา ไม่ใช่หน้าที่อะไรของเราที่จะไปเปลี่ยนชื่อธงเขาเป็นจตุรงค์

ความเป็นมา

วันนี้ที่เราต้องการคุยกันคือธงชาติของอินเดีย เราต้องอธิบายก่อนว่า ธงชาติอินเดียมีความเป็นมาอย่างไร

อินเดียในอดีตไม่ใช่ประเทศหรือรัฐ-ชาติอย่างที่เรารู้จักกันในวันนี้ นี่คือเหตุผลที่หนังสือหลายเล่มใช้คำว่า อนุทวีปอินเดีย หรือ The Indian Subcontinent

การมีธงชาติจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการเรียกร้องเอกราชอินเดีย ซึ่งตรงนี้ก็จะคล้ายกับขบวนการเรียกร้องเอกราชในหลายพื้นที่ เพราะธงชาติถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญในการบ่งบอกความเป็นรัฐ-ชาติ อย่างไรก็ดี เมื่อแรกเริ่มธงชาติอินเดียมิได้มีหน้าตาดังที่เห็นในปัจจุบัน แต่ผ่านการปรับเปลี่ยนมาแล้วหลายครั้ง ขอให้คุณณัฐช่วยเล่าหน่อยครับว่าแรกสุดธงอินเดียมีลักษณะอย่างไร

จุดกำเนิดของธงติรังคะ

ในปี ค.ศ. 1921 นักศึกษาที่มีชื่อว่า ปิงกะลี หรือชื่อเต็มว่า ปิงกะลิ เวงไกยะ (Pingaly Venkayya) ชาวอานธรประเทศ ได้เสนอแบบธงให้มหาตมาคานธี ซึ่งมีสีบ่งบอกถึง 2 ศาสนาหลักของอินเดีย สีแดงสำหรับชาวฮินดู และสีเขียวสำหรับชาวมุสลิม

ลาลา หังสะ ราช (Lala Hans Raj) ผู้ร่วมขบวนการปลดแอกอินเดียจากการปกครองอังกฤษคนสำคัญคนหนึ่ง ได้เสนอให้มีจรขา หรือกงปั่นด้ายแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของคานธีในการพึ่งพาตนเอง อยู่ตรงกลางระหว่างแถบสีแดงกับแถบสีเขียว

มหาตมาคานธี ปรับเปลี่ยนธงโดยเสริมแถบสีขาวไว้ตรงกลางเพื่อหมายถึงชุมชนที่นับถือศาสนาอื่นๆ นอกจากชาวฮินดูกับชาวมุสลิม การวางแถบสีขาวก็ทำให้จรขาหรือกงปั่นด้ายดูเด่นชัดขึ้นมาทันที ธงนี้ก็ใช้มาโดยตลอด ดังที่ได้เห็นประจักษ์ชัดแจ้งในการประท้วงโดยสันติวิธีในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1923 ณ เมือง นาคปูร์ (Nagpur)

ท่านผู้ฟังจำต้องตระหนักนะครับว่า ธงนี้ยังไม่ใช่ธงชาติ และเป็นเพียงธงของขบวนการเรียกร้องเอกราชนำโดย All-India Congress เท่านั้น

รับรองธงชาติอินเดียอย่างเป็นทางการ

ในการประชุมประจำปีของคองเกรส เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1931 ได้รับรองธงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ รับรองที่ว่านี้คือการบอกว่านี่แหละที่จะเป็นธงของชาติอินเดียทันทีที่ได้รับเอกราช ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการเปลี่ยนแถบสีแดงเป็นสีแซฟฟรัน หรือสีส้ม

ต่อมาเพื่อไม่ให้เน้นเรื่องศาสนามากเกินไป ก็เลยไม่เปลี่ยนสี แต่ให้ความหมายใหม่แก่สีต่างๆ คือ
สีส้ม หมายถึงความกล้าหาญและการเสียสละ
สีขาว หมายถึงสันติภาพและความจริง
สีเขียว หมายถึงศรัทธาและการรักเกียรติ

สุภาส จันทร โบส กับธงที่ใช้

แต่ปัญหาของการยอมรับธงนี้คงไม่ง่ายนัก เพราะความขัดแย้งระดับผู้นำก็เป็นปัญหา สุภาส จันทร โบส (Subhas Chandra Bose) ผู้ซึ่งเคยเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่สมาชิกคองเกรส เมื่อความนิยมลดลง เขาจึงหันไปสร้างกองกำลังอินเดียนอกประเทศอินเดียเพื่อต่อสู้กับอังกฤษ สุภาส จันทร โบส เชื่อว่าต้องใช้ความรุนแรงในการขับไล่อังกฤษ ฉะนั้นแล้ว ธงที่สุภาส จันทร โบส ใช้เป็นสัญลักษณ์ในพื้นที่ที่ญี่ปุ่นครอบครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเป็นธงเดียวกันแต่ไม่มีจรขาวางอยู่บนแถบสีขาวตรงกลาง พูดง่ายๆ คือจะเอาจรขาไปทำไม ในเมื่อจรขามีความเป็นคานธีมาก และย่อมบ่งบอกถึงสันติวิธีด้วย ซึ่งขัดกับวิถีของสุภาส จันทร โบส คือการใช้กองกำลัง

การใช้สัญลักษณ์ "ธรรมจักร" บนธง

วันเวลาผ่านไป และแล้วอินเดียก็ได้รับเอกราชในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 แต่ก่อนวันเอกราช คือวันที่ 22 กรกฎาคม ปีเดียวกัน อินเดียได้เชิญธงดังกล่าวขึ้น ทว่าธงดังกล่าวตรงแถบสีขาวที่เคยมีจรขาวางอยู่นั้น ได้เปลี่ยนไปเป็นธรรมจักรแทน ตราธรรมจักรที่ว่านี้มีกำ (หรือซี่ล้อ) ทั้งหมด 24 กำ

แน่นอนว่าผู้ฟังหลายคนก็คงจะทราบบ้างแล้วว่า ธรรมจักรนั้นสัมพันธ์กับจักรพรรดิอะโชก้า หรือที่ไทยเรานิยมเรียกว่าพระเจ้าอโศก เชื่อว่าตราธรรมจักรใช้ครั้งแรกในช่วง 3 ศตวรรษก่อนคริสตกาล

นัยสำคัญของการใช้สัญลักษณ์ธรรมจักรน่าจะเป็นเพราะในช่วงสมัยพระเจ้าอโศกเป็นความพยายามจริงจังครั้งแรกในการรวมอินเดียไว้ภายใต้การปกครองเดียว

นับตั้งแต่ ค.ศ. 1947 อินเดียก็ได้ใช้ธงชาตินี้มาโดยตลอด ทว่าไม่มีกฎหมายรับรองอย่างเป็นทางการ

กฎหมายธงชาติ

แม้จะมีการกล่าวถึงมาตรฐานของธงชาติ และประเด็นอื่นๆ มาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะหลังจากอินเดียได้นำรัฐธรรมนูญของตนมาใช้ และประกาศเป็นสาธารณรัฐ ทว่ากฎหมายธงชาติอย่างครอบคลุมเพิ่งออกในปี ค.ศ. 2002 กฎหมายฉบับดังกล่าวระบุชัดเจนว่าธงชาติจะใช้ได้เมื่อใด อย่างไร และโดยใคร เช่น บอกว่าผู้คนของรัฐบาลอินเดียกลุ่มใดสามารถติดธงชาติที่รถได้

กฎกติกาเรื่องธงชาติอินเดียในปัจจุบันถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่จะไปทำอะไรเล่นๆ กับธงชาติได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการกระทำและเจตนาของบุคคลนั้นๆ แม้แต่ผ้าที่นำมาผลิตก็ระบุไว้ด้วย
________________

วันนี้คงต้องจบลงแค่นี้ ก่อนจากกันเราทั้งสองก็ขอแสดงความยินดีกับชาวอินเดียในวันเอกราชอินเดีย และหากใครสนใจเรื่องพิธีกรรมอันสง่างามและเป็นเอกลักษณ์ก็คงต้องติดตามกันในวันพรุ่งนี้ (15 สิงหาคม) เชื่อว่านายกรัฐมนตรีอินเดียคงจะแจ้งข่าวสำคัญเรื่องที่อินเดียจะเข้าสู่การฉลอง 75 ปีแห่งการได้รับเอกราชด้วย
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย