สารพันปัญหาการถ่ายเสียงภาษาในอินเดีย
516 views
0
0

เพลง We Are India
ทำขึ้นโดยบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ในโอกาสวันสาธารณรัฐ 26 มกราคม ค.ศ. 2020 เพื่อฉลองความหลากหลายของอินเดียในมิติชนชาติและภาษา จึงเลือกนักร้องชั้นนำจากทั่วประเทศมาร้องเพลงเพลงเดียวที่ประกอบด้วยภาษาถึง 26 ภาษาด้วยกัน ตามตัวเลขของวันที่ 26 มกราคม ซึ่งมิได้หมายความว่าภาษาในอินเดียจะมีเพียง 26 ภาษาเท่านั้น เพียงแต่การทำเพลงหนึ่งเพลงก็คงจำเป็นต้องมีข้อจำกัด เลือกภาษาที่เป็นตัวแทนมาเพียงจำนวนหนึ่ง สาเหตุที่เราเลือกเพลงนี้ก็เพราะหัวข้อในวันนี้เกี่ยวข้องกับภาษาในอินเดียโดยตรง

สารพันปัญหาการถ่ายเสียงภาษาในอินเดีย

ตั้งแต่เราเริ่มจัดรายการปกิณกะอินเดียมา ผู้ฟังคงสังเกตอยู่ตลอดว่า ในบางครั้งเวลามีชื่อคนอินเดียหรือสถานที่ในอินเดีย นอกจากเราจะอ่านชื่อตามแบบการออกเสียงของคนอินเดียแล้ว ถ้าชื่อนั้นมีความหมายเป็นที่รู้กันในภาษาไทยหรือใช้กันในภาษาไทยอยู่แล้ว บางทีเราจะเทียบกับลิ้นคนไทยให้ด้วย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการออกเสียงเวลาอ่านข้อความที่ปรากฏชื่อดังกล่าวนั้นหลายครั้ง

ตัวอย่างเช่น ในรายการสัปดาห์ที่แล้ว เรากล่าวถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่งคือ รพินทรนาถ ฐากูร นี่เป็นการออกสำเนียงแบบไทยแท้เลยทีเดียว เพราะว่าปรับเสียงพยัญชนะให้ออกเสียงตามตัวสะกดไทยทั้งหมด ซึ่งในเชิงรากศัพท์นั้นจัดว่าถูกต้อง คนไทยที่ศึกษารากศัพท์สันสกฤตมาก็จะเข้าใจความหมายได้ทันที เช่น ทราบในเดี๋ยวนั้นว่า รพิ- รพี- นี้มีความเกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์

ทว่าหากนำเสียงนี้ไปใช้เวลาต้องการสื่อสารกับคนอินเดีย เขาจะฟังไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิง ในความคิดของเขาจะรับรู้เป็นตัวอักษรตัวอื่น เสียงที่ถูกต้องของชื่อ Rabindranath ก็เป็นดังที่สะท้อนในตัวอักษรโรมันนั่นเอง คือออกเสียงเป็น ตัว บ ตัว ด ไม่ใช่ตัว พ และ ตัว ท ดังที่สะกดในภาษาไทย

ผู้ฟังหลายคนจึงสงสัยว่า ทำไมเขียนอย่างหนึ่ง ภาษาไทยเรากลับอ่านเป็นอีกอย่าง

อิทธิพลจากภาษาบาลีและสันสกฤต

อย่างที่เราทราบกันดีว่าแหล่งที่มาของคำศัพท์ในภาษาไทยเรา โดยเฉพาะในระดับสูงและลึกขึ้นไปเช่นในวรรณกรรมนั้น พึ่งพาคลังศัพท์จากภาษาคลาสสิกของอินเดียคือภาษาสันสกฤตอยู่มาก รวมถึงภาษาบาลีอีกด้วย ภาษาบาลีมีอิทธิพลอย่างยิ่งในบรรดาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ทั้งภาษาสันสกฤตและบาลีนั้นมาจากตระกูลอินโดอารยันซึ่งเป็นแขนงหนึ่งในกลุ่มอินโดยุโรเปียนอีกที จึงมีสำเนียงเหมือนภาษาตะวันตก

แต่เนื่องจากภาษาทั้งสองนี้เป็นสื่อในการเผยแพร่ศาสนา โดยส่วนใหญ่จึงสืบทอดกันในลักษณะคัมภีร์ซึ่งเป็นตัวอักขระ และความจำเป็นในการศึกษาคัมภีร์ศาสนา ก็นำมาสู่การที่ประเทศต่างๆ ในสุวรรณภูมิพยายามประดิษฐ์อักขระของตนให้รองรับการเขียนภาษาบาลีสันสกฤตได้แบบอักษรต่ออักษร และรับเอาคำภาษาบาลีสันสกฤตเข้ามาในภาษาของตัวเองด้วยวิธีการอ่านของตัวเองอย่างสมบูรณ์

สาเหตุที่จำเป็นต้องเน้นหนักที่รูปอักษรมากกว่าการออกเสียง ก็เพราะคำต่างๆ เหล่านั้นกลมกลืนเข้ากับคำพูดในชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่นนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการยากที่จะรักษาสำเนียงดั้งเดิมเอาไว้ได้ จะต้องกลายไปตามสำเนียงคำพูดของชาวบ้านทั่วไปเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือรูปการเขียน เพราะตัวอักษรสื่อให้เห็นถึงความหมายที่รับรู้ได้เมื่อตาเห็น ไม่ต้องออกเสียง

ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ชื่อวันในสัปดาห์ วันพฤหัสบดี เดิมทีในภาษาสันสกฤตคือ Brhaspati เป็นชื่อเทพองค์หนึ่ง เมื่อภาษาต่างๆ ในสุวรรณภูมิรับเอาชื่อนี้มา ก็ออกเสียงเปลี่ยนไปตามอักขรวิธีของตน
ไทยออกเสียง “พฤหัสบดี”
มอญออกเสียงว่า "แปร่ฮ์ปะตอย"
เขมรออกเสียงว่า "ปรอฮัวะพเด็ย"
พม่าออกเสียงว่า "จาต๊ะปะเด"
เชื่อไหมครับว่า ถ้าเราถอดอักษรแต่ละภาษาเหล่านี้มาเทียบกัน จะเห็นว่าตัวสะกดใกล้เคียงกันมาก

เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดชื่อภาษาในอินเดีย จึงมีแง่มุมความสลับซับซ้อนบางประการอยู่ ทั้งนี้เพราะภาษาของเรามีขนบการใช้คำบาลีสันสกฤต เราจึงรักษารูปคำในการถ่ายทอดศัพท์ที่มาจากภาษาเหล่านี้ ซึ่งมีอิทธิพลกระจายไปทั่วอินเดีย คำบางคำที่เราถ่ายทอดออกมาเป็นอักขรวิธีแบบไทย จึงฟังเข้าหูสนิทแนบเนียนและรูปเขียนสวยงามกว่าที่จะใช้การออกเสียงภาษาเดิม เช่น Vishnu Mandir แทนที่จะเขียนว่า วิชนุมันดีร์ ก็ใช้ว่า วิษณุมณเฑียร คนไทยอ่านหรือฟังก็เข้าใจทันทีว่าคือวัดพระวิษณุ

ใช้อักขระเป็นเกณฑ์ หรือ ใช้เสียงเป็นเกณฑ์

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่ผู้ฟังหลายคนสนใจและรอฟังอยู่ ในเมื่อคำบางคำเทียบเคียงกับภาษาไทยได้ เราพอจะมีวิธีสังเกตไหมครับว่าอักษรโรมันตัวไหนจะตรงกับอักษรไทยตัวไหน ทั้งนี้เพราะเราเคยเห็นมามากแล้วว่า บางคนถ่ายเสียงตามความรู้สึก ซึ่งไม่ถูกทั้งอักขรวิธีและไม่ถูกทั้งการออกเสียงด้วย เช่นเขียน Jaipur ว่า แจเปอร์ ทั้งที่ภาษาเดิมออกเสียงเป็นสระอุ เป็นต้น

สิ่งที่อาจารย์พูดมานั้นถือเป็นปัญหาข้อหนึ่งในการตัดสินใจเลือกวิธีถ่ายทอดคำเลยครับ ว่าจะใช้อักขระเป็นเกณฑ์หรือใช้เสียงเป็นเกณฑ์ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามต้องยึดเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งในสองข้อนี้ การใช้อักขระเป็นเกณฑ์จะได้เปรียบในผลงานเชิงวรรณกรรม ส่วนการใช้เสียงเป็นเกณฑ์นั้นดีต่องานเขียนที่ต้องการให้นำไปสื่อสารกับคนท้องถิ่น เช่น หนังสือนำเที่ยว แต่ถ้าผิดทั้งอักขระ ผิดทั้งเสียง อย่างในกรณีแจเปอร์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ถือว่าเป็นอย่างหนึ่งที่เรายอมรับไม่ได้

การถ่ายด้วยอักขระเป็นเกณฑ์ เทียบด้วยอักษรแบบสันสกฤตตัวต่อตัว โดยไม่สนใจเสียงอ่าน ก็จะใช้วิธีเอาพยัญชนะวางเทียบตารางเลย เช่นตัว g = ค, j = ช, d = ท, b = พ จะสังเกตได้ว่าเสียงที่เราออกมา ไม่ตรงกับอักษรโรมันเลย เช่น Gandhi เราออกเสียงเป็น คานธี, Jaipur เราออกเสียง ชัยปุระ, Ramdas เราออกเสียง รามทาส หรือ Buddha เราออกเสียงเป็น พุทธะ อย่างนี้เป็นต้น กล่าวง่าย ๆ คือเสียงก้องหรือเสียงโฆษะจำนวนหลายเสียง จะกลายเป็นเสียงไม่ก้อง คือเสียงพ่นลมในภาษาไทย

เสียงอีกกลุ่มหนึ่งที่อินเดียแยกขาดชัดเจนกับเสียงกลุ่มข้างต้น คือประเภทเสียงก้องแบบลงหนักด้วย คือพยัญชนะก้องตามด้วยตัว h อีกตัวหนึ่ง เช่น gh = ฆ, dh = ธ, bh = ภ อย่างในคำว่า ghee ฆี, dhup ธูป, Bharat ภารัต เป็นต้น เห็นได้ว่า ไทยจะออกเสียงซ้ำกันเลยกับกลุ่มแรก คือ ค กับ ฆ หรือ พ กับ ภ ออกเสียงไม่ต่างกัน

พยัญชนะกลุ่มนี้ ถ้าเป็นภาษาปัญจาบี จะมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งก็คือ แทนที่จะใช้เสียงหนักแบบในภาษาฮินดีหรือสันสกฤต จะกลายเป็นพยัญชนะเสียงเบาแต่ใส่วรรณยุกต์เข้าไปแทน คือแทนที่จะได้ยินเป็น ฆี แบบหนัก ๆ คนปัญจาบจะพูดคล้าย กี๋ หรือคำว่า ภารัต ก็จะฟังใกล้เคียง ป๋ารัต นี่เป็นลักษณะพิเศษในภาษาปัญจาบี ที่มีการใช้เสียงสูงต่ำแยกคำบางคำออกจากกัน ซึ่งแทบไม่พบในภาษาอารยันอื่นในอินเดีย

ขอเสริมเกร็ดเล็กๆ แต่สำคัญด้วยว่า ความพยายามรักษาเสียงเดิมในภาษาบาลีนั้น บุคคลสำคัญพระองค์หนึ่งคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงศึกษาระบบอักษรไทยบาลีเทียบกับอักษรโรมัน แล้วทรงปรับเสียงภาษาบาลีที่ใกล้เคียงสำเนียงอินเดียเดิมมาใช้กับการสวดมนต์ของพระสงฆ์ในคณะธรรมยุติกนิกาย ที่พระองค์พระราชทานกำเนิดขึ้น เพราะฉะนั้นทุกวันนี้สิ่งหนึ่งท่ามกลางหลายสิ่งที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของพระภิกษุมหานิกายหรือธรรมยุติกนิกาย ก็คือสำเนียงสวดมนต์นั่นเอง ตัวอย่างเช่น มหานิกายจะเปล่งเสียง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตรงตามอักษรไทย แต่ธรรมยุตจะสวดเป็น บุทธัง สะระณัง กัจฉามิ ตามสำเนียงที่ใกล้เคียงอินเดียมาก

ฉะนั้นต่อไปนี้ เวลาท่านผู้ฟังเข้าวัดทำบุญ ลองสังเกตเวลาพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ดูนะครับ ถ้าออกเสียงแบบอักษรไทย อย่างที่เราท่านสวดกันในห้องพระทุกวัน ก็คือพระมหานิกาย แต่ถ้าเสียงฟังก้อง มีพยัญชนะที่ไม่เหมือนภาษาไทย คือพระธรรมยุต

ยังมีที่มาจากภาษาเปอร์เซีย

อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะว่าอินเดียเป็นประเทศพหุวัฒนธรรม เราต้องอย่าลืมว่า หนึ่งในศาสนาที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมอินเดียมากคือศาสนาอิสลาม ซึ่งอินเดียรับผ่านทางชนชาติเปอร์เซีย นั่นทำให้ภาษาฮินดูสตานีมีคำศัพท์จำนวนมากทั้งที่มาจากภาษาสันสกฤตและภาษาเปอร์เซีย มาตอนหลังฮินดูสตานีจึงแตกเป็นสองภาษาที่อยู่บนฐานไวยากรณ์เดียวกัน คือภาษาฮินดีที่ใช้ศัพท์สันสกฤตเป็นหลัก และภาษาอุรดูที่ใช้ศัพท์เปอร์เซียเป็นหลัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีปะปนทั่วไปในทั้งสองภาษา ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ งานเฉลิมฉลองเอกราชอินเดียที่เริ่มจากปีนี้ชื่อว่า Azadi ka Amrit Mahotsav คำว่า Azadi ที่เป็นคำเปอร์เซีย อยู่เคียงกับคำสันสกฤตว่า Amrit และ Mahotsav ได้อย่างสวยงาม

เรื่องก็จะตกหนักกับคนที่ทำงานแปล คือจะต้องศึกษารากศัพท์ด้วยว่าคำไหนได้รับอิทธิพลมาจากภาษาอะไร ในเมื่อเป็นภาษาเปอร์เซีย เราจะเอา ท ไปแทนอักษร d ในคำว่า Azadi เช่น จะถ่ายทอดออกมาเป็น อาศาที อย่างนี้ไม่ได้ ต้องเขียนว่า อาซาดี ไปนั่นเอง หรือตัว j อย่างในชื่อ Jinnah ผู้นำปากีสถานคนแรก ก็ต้องเป็น จินนาห์ ไม่ใช่ ชินนาห์ แล้วไม่ใช่แต่เท่านั้น บางทีมีคำภาษาทมิฬ ภาษาคาสี เป็นต้น ซึ่งมาจากต่างตระกูลและมีขนบอักษรโรมันที่ต่างกับภาษาฮินดีหรืออุรดูไปอีก โดยสรุปแล้ว การถ่ายทอดตัวสะกดชื่อเฉพาะจากภาษาต่างๆ ในอินเดียนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย