พืชและสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติอินเดีย
245 views
0
0
" ตอนที่ 2"

เพลง Yeh Mera India (นี่แหละอินเดียของฉัน)
เป็นเพลงประกอบสารคดีชื่อเดียวกันที่ช่อง Animal Planet India ได้สร้างขึ้น สำหรับเวอร์ชั่นที่ได้รับฟังเป็นเวอร์ชั่นปี ค.ศ. 2017 ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเอกราชอินเดียปีที่ 71 เนื้อร้องแต่งโดย Prashant Ingole และ Babla Sen ประพันธ์ดนตรีโดย Ram Sampath ประพันธกรมีชื่อเสียงแห่งบอลลีวูด ซึ่งตัวเขาเองก็ได้ขับร้องร่วมกับศิลปินหญิง Sona Mohapatra และศิลปินแร็ปอย่าง Divine, Enkore และ Kalaivanan Kannan

Yeh Mera India แสดงความหลากหลายทางธรรมชาติของผืนแผ่นดินอินเดียอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งตั้งแต่เหนือจรดใต้มีพืชและสัตว์นานาชนิดและมีระบบนิเวศที่แตกต่างกันมากมาย สอดคล้องกับเนื้อหาสารคดีชุดดังกล่าวที่นำเสนอเรื่องราวของพืชและสัตว์อินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์และจำเป็นต้องอนุรักษ์

พืชและสัตว์ประจำชาติอินเดีย


สัปดาห์ที่แล้ว เราได้กล่าวถึงพืชและสัตว์ที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติอินเดียอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 8 ชนิด เราได้เล่าถึงแต่ละชนิดพอสังเขป แต่ด้วยเวลาอันจำกัดจึงยังเล่าให้ฟังไม่ครบถ้วน วันนี้เราจะมาพูดต่อเรื่องสัตว์ประจำชาติที่ยังเหลืออีกสองชนิด แต่ก่อนอื่น เพื่อทบทวนความจำ ขอให้ช่วยไล่ให้ฟังอีกครั้งหน่อยครับว่าพืชและสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติอินเดียทั้ง 8 ชนิดมีอะไรบ้าง

พืช 3 ชนิด
1. ดอกไม้ประจำชาติ ได้แก่ ดอกบัว ขอเสริมว่า ในสัปดาห์ที่แล้วเราได้ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ในภาษาฮินดีเรียกดอกบัวว่า kamal แม้จะตรงกับคำว่า “กมล” ในภาษาไทย แต่รากศัพท์เดิมที่ว่า กมล ในภาษาสันสกฤตนั้น แม้จะมีความหมายอื่นอีกมากมาย เช่น แปลว่าพระพรหม พระลักษมี ทรัพย์สมบัติ ความรุ่งเรือง สีแดง และอีกหลายความหมาย แต่เท่าที่ไปค้นโกศครันถ์ภาษาสันสกฤต ไม่พบการใช้งานที่แปลว่า “หัวใจ” เหมือนที่นิยมกันในภาษาไทย สาเหตุที่ความหมายแผลงมาเป็นหัวใจได้นั้น น่าจะเริ่มจากการที่กวีไทยมองว่าดวงใจมีรูปร่างคล้ายดอกบัว นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ต้องค้นคว้ากันต่อไป และเรายินดีรับข้อเสนอแนะจากท่านผู้ฟัง
2. ผลไม้ประจำชาติ ได้แก่ มะม่วง
3. ต้นไม้ประจำชาติ ได้แก่ ต้นไทร

สัตว์ 5 ชนิด
1. สัตว์ประจำชาติ ได้แก่ เสือโคร่งเบงกอล
2. สัตว์มรดกแห่งชาติ ได้แก่ ช้าง
3. สัตว์น้ำประจำชาติ ได้ แก่โลมาแม่น้ำ
4. สัตว์เลื้อยคลานประจำชาติ ได้แก่ งูจงอาง
5. นกประจำชาติ ได้แก่ นกยูง

สัปดาห์ก่อนเราจบที่โลมาแม่น้ำ คราวนี้เราจะพูดถึงสัตว์อีก 2 ชนิดที่เหลือ คือ งูจงอาง และ นกยูง

"งูจงอาง" สัตว์เลื้อยคลานประจำชาติอินเดีย

งูจงอาง ภาษาอังกฤษเรียกว่า King Cobra ภาษาฮินดีเรียกว่า Nagraj หมายถึง ราชาแห่งงูใหญ่ คำนี้ในภาษาไทยก็รับมาใช้เช่นกันว่า “นาคราช” งูจงอางเป็นงูพิษที่ขนาดยาวที่สุดในโลก ยาวเฉลี่ย 3.5-4.5 เมตร ยาวได้ที่สุดเกือบ 6 เมตร พบมากบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ตอนใต้ของจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั่วทั้งภูมิภาค

งูจงอางมีพิษร้ายแรงมาก มีฤทธิ์ทำลายระบบประสาท แม้จะแรงน้อยกว่าหากเปรียบเทียบกับงูเห่าซึ่งเป็นงูพิษอีกชนิดหนึ่งที่เรารู้จักกันดี เมื่องูจงอางกัดจะฉีดพิษในปริมาณมากกว่า เพราะจะกัดแบบฝังเขี้ยวติดแน่น ไม่ใช้วิธีฉกไว ๆ อย่างงูเห่า ทำให้เหยื่อเสียชีวิตได้ในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง และมีอัตราการตายสูงถึง 75% เลยทีเดียว

ในทางวัฒนธรรม งูจงอางมีสถานะสำคัญมากในปกรณัมของฮินดู เป็นที่มาในธรรมชาติของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในคติความเชื่อฮินดูที่เรียกว่านาคราชหรือพญานาค ตัวสำคัญ ๆ ก็เช่น เศษะ หรืออีกชื่อว่า อนันตะ เป็นพระแท่นของพระวิษณุในเกษียรสมุทร และวาสุกีซึ่งประดับอยู่บนพระศอของพระศิวะ เป็นพี่น้องกับเศษะด้วย

ไทยเราก็รับคติความเชื่อเรื่องพญานาคมาอย่างแพร่หลาย ทั้งจากคติฮินดูและคติพุทธ
คติฮินดู เช่นเรื่องอนันตนาคราชที่เรานำมาเป็นเรือพระที่นั่งสำคัญองค์หนึ่ง ด้วยคติเทวราชาที่เราถือกันว่าพระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์
คติพุทธ ถือกันว่าพญานาคมีบทบาทสำคัญหลายตอนในพุทธประวัติ เช่นพญากาฬนาคราชหรือภุชคินทร์ ซึ่งนอนหลับอุตุอยู่ใต้แม่น้ำเนรัฐชราที่พระโคดมพุทธเจ้าทรงอธิษฐานลอยถาด และตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงถาดของพระโคดมจมลงมากระทบกับถาดสามใบของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ หน้า อีกตนคือพญามุจลินท์ ที่คนไทยรู้จักดีที่สุด เพราะเป็นพญานาคที่แผ่พังพานเจ็ดเศียรเพื่อกันแดดฝนให้พระพุทธเจ้ายามประทับอยู่ใต้ต้นจิก และเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรกนั่นเอง ส่วนอีกตนเป็นพญานาคดุร้าย ชื่อนันโทปนันทะ ได้แปลงร่างใหญ่มาขวางทางเสด็จของพระพุทธเจ้ากับพระสาวก จนพระมหาโมคคัลลานะแสดงอิทธิฤทธิ์ปราบได้สำเร็จ กลายเป็นที่มาของคาถาบทหนึ่งในพาหุงที่เราสวดกันประจำ เป็นต้น

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ในไทยนิยมใช้พญานาคในสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนา เช่นประดับที่เชิงบันไดโบสถ์วิหาร ในฐานะผู้ปกป้องพิทักษ์สถานที่ บันไดพญานาคที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งที่ผู้ฟังทุกท่านคงจะรู้จัก เห็นจะหนีไม่พ้นบันไดพญานาคเจ็ดเศียรที่พระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งลำตัวทอดยาวขึ้นไปตลอดจนถึงยอด ประกอบขั้นบันไดทั้งหมด 306 ขั้น บันไดนี้สร้างขึ้นโดยอ้างอิงตำนานพญามุจลินท์ที่กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้นั่นเอง เรื่องพญานาคมีรายละเอียดมาก จำเป็นต้องของดไว้เพียงเท่านี้

"นกยูง" นกประจำชาติอินเดีย

นกยูง ภาษาอังกฤษเรียกว่า peafowl เป็นคำรวมทั้งสองเพศ ถ้าแยกเพศผู้เพศเมียจะเรียกว่า peacock และ peahen ตามลำดับ ส่วนภาษาฮินดีเรียกว่า Mayur ซึ่งภาษาไทยก็รับมาใช้ ว่ามยุรา มยุรี หรือ โมรา โมรี

นกยูงสายพันธุ์อินเดีย เป็นสายพันธุ์หนึ่งในตระกูลนกยูง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอนุทวีปอินเดีย อันรวมถึงศรีลังกาด้วย หลังจากนั้นจึงกระจายไปสู่ประเทศอื่น ๆ โดยมีผู้นำเข้าไป ลักษณะเด่นของนกยูงอินเดียคือ ตัวผู้จะมีลำคอและอกสีน้ำเงินประกายเหลือบเขียวสดใส ซึ่งต่างจากนกยูงแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีสีเขียวเป็นหลัก แต่ที่เหมือนกันคือ มีขนหางยาว ลวดลายสีสันสวยงามสะดุดตา ลักษณะเป็นวงเหมือนดวงตาหลายดวง ยามเกี้ยวพาราสีจะแผ่ขนหางออกเป็นวงกว้างรูปพัด เรียกว่ารำแพนหาง

ตัวเมียนั้นแตกต่างกับตัวผู้มาก ขนาดตัวย่อมกว่า มีสีเทาอมน้ำตาลแซมขาว หางสั้น ดูแล้วไม่มีความสวยงามพิเศษแต่อย่างใด ซึ่งเน้นย้ำปรากฏการณ์ที่ศัพท์ทางชีววิทยาเรียกว่า Sexual Dimorphism หมายถึงการที่สัตว์เพศผู้เพศเมียมีลักษณะแตกต่างกัน อาจเป็นได้ตั้งแต่ต่างเล็กน้อย ไปจนถึงต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่างนกยูง หรือเป็ดแมนดารินซึ่งตัวผู้ก็จะมีสีสันสวยงามกว่าตัวเมียมากเช่นกัน เป็นต้น

ทางวัฒนธรรม นกยูงเป็นสัญลักษณ์แห่งความทะนงในเกียรติยศ ความกล้าหาญ และความสง่างาม

ในปกรณัมฮินดู นกยูงเป็นพาหนะของพระกรรติเกยะหรือพระสกันทะ ซึ่งทางอินเดียใต้มักเรียกว่าพระมุรุกัน เป็นโอรสองค์โตของพระศิวะและเป็นเชษฐาของพระคเณศ ขนหางนกยูงใช้เป็นเครื่องประดับ พระกฤษณะเองก็ประดับพระเศียรด้วยขนหางนกยูง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทำพัดได้ด้วย นักบวชเชนนิกายทิคัมพรจะเก็บขนหางนกยูงที่ร่วงตามธรรมชาติไปทำเป็นพัด ถือเป็นบริขารสำคัญที่ต้องมีติดตัว ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในรายการตอนหนึ่ง

ความงามของขนหางนกยูงยังถูกนำไปดัดแปลงเป็นลวดลายประดับตกแต่งในศิลปะอินเดีย นิยมใช้มากในลวดลายผ้าและรังโกลี เป็นต้น

รัฐบาลอินเดียได้ประกาศให้นกยูงมีสถานะเป็นนกประจำชาติในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1963 และมีสถานะเป็นสัตว์คุ้มครองตามรัฐบัญญัติสงวนพันธุ์สัตว์ป่า ปี ค.ศ. 1972
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย