วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมุ่งมั่นดูแลผืนป่าพร้อมพัฒนาคน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติและชีวิต
พระราชดำรัส “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า” ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีระหว่างน้ำกับป่า แต่ยังเป็นรากฐานของแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
พระองค์ทรงริเริ่มโครงการป่ารักน้ำ-บ้านเล็กในป่าใหญ่ เพื่อให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล มีอาชีพ มีชีวิตที่ดี และร่วมกันดูแลผืนป่าต้นน้ำของไทยให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
พระราชดำริเหล่านี้ ไม่เพียงพลิกฟื้นผืนแผ่นดินไทย แต่ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ทั้งการขจัดความยากจน การส่งเสริมสุขภาวะ การศึกษา ความเท่าเทียม และการอนุรักษ์ระบบนิเวศบนบก
ครั้งนี้จะเป็นการพูดคุยต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่อง “การอนุรักษ์ป่า” และได้อ้างถึง พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พระราชทานแก่ราษฎรบ้านถ้ำติ้ว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2525 โดยมีพระราชดำรัสว่า
“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”
พระราชดำรัสนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ “น้ำกับป่า” ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง
ปัจจุบันโครงการต่าง ๆ เช่น “บ้านเล็กในป่าใหญ่” หรือ “ป่ารักน้ำ” ถูกมองว่าเป็นแนวทางเดียวกับหลักสากลด้าน ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Corporate Social Responsibility: CSR)
หากพิจารณาให้ลึกซึ้ง จะเห็นว่าโครงการตามพระราชดำรินั้นดำเนินมาก่อนแนวคิด CSR และยังสอดคล้องโดยตรงกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ
โครงการพระราชดำริต่าง ๆ เช่น “บ้านเล็กในป่าใหญ่” และ “ป่ารักน้ำ” สามารถเชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs ได้โดยตรง ดังนี้
เป้าหมายที่ 1 ยุติความยากจน
สร้างอาชีพเสริมด้านเกษตรกรรมผสมผสาน แปรรูปผลิตภัณฑ์จากป่า ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้มั่นคง ลดการตัดไม้ทำลายป่า
เป้าหมายที่ 2 ยุติความหิวโหย
ส่งเสริมการปลูกพืชอาหาร พืชพื้นบ้าน สมุนไพร เพื่อสร้างระบบอาหารที่มั่นคง
เป้าหมายที่ 3 สุขภาวะที่ดี
ส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีน้ำและอากาศสะอาด ลดโรคจากมลพิษและสารเคมีเกษตร
เป้าหมายที่ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ
ส่งเสริมให้ชาวบ้านได้รับการศึกษา ควบคู่ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์
เป้าหมายที่ 5 ความเสมอภาคทางเพศ
ประเทศไทยให้ความสำคัญกับบทบาทสตรีและความเสมอภาคในสังคม
เป้าหมายที่ 6 การเติบโตทางเศรษฐกิจและงานที่มีคุณค่า
สนับสนุนอาชีพ สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง
เป้าหมายที่ 9-10 โครงสร้างพื้นฐานและชุมชนยั่งยืน
วางผังหมู่บ้านและแหล่งน้ำให้เหมาะสม ชุมชนในป่ามีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เป้าหมายที่ 12 การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน
ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสียและมลพิษจากการผลิต
เป้าหมายที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Sink) โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. หรือ TGO) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ
เป้าหมายที่ 15 ระบบนิเวศบนบก
เน้นฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ป้องกันการบุกรุกและการเสื่อมโทรมของดิน
เป้าหมายที่ 16 สังคมสงบสุขและมีส่วนร่วม
ลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน ส่งเสริมความร่วมมือ
เป้าหมายที่ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา
สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน มูลนิธิ และกรมอุทยานฯ
• โครงการพระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวงเกิดขึ้นมากว่า 40 ปี ก่อนแนวคิด SDGs ซึ่งเพิ่งเริ่มแพร่หลายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
• แนวพระราชดำริจึงถือเป็นต้นแบบของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่โลกเพิ่งมาตระหนักตามภายหลัง
• หน่วยงานต่าง ๆ ควรนำความสำเร็จของโครงการเหล่านี้มาใช้เป็นกรณีศึกษาระดับโลก เพื่อเผยแพร่พระปรีชาญาณด้านการอนุรักษ์ของสมเด็จพระพันปีหลวงและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
• ควรนำโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” และ “ป่ารักน้ำ” มาเชื่อมโยงกับ SDGs อย่างเป็นรูปธรรม
• หน่วยงานรัฐควรให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาเชิงนิเวศและคาร์บอนเครดิต” เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
• แนวพระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวงจึงไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็น แบบอย่างแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ล้ำยุค ซึ่งควรเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้เห็นคุณค่า
รายการรอบตัวเรา วันอาทิตย์ 10.30 น. Chula Radio [9 พ.ย.68]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย