วันที่ 14 ธันวาคม 2568
ผ่าปัญหาน้ำท่วมของประเทศไทยในมิติเชิงวิชาการ พื้นที่ และระบบบริหาร เพื่อชี้ให้เห็นความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า ประเทศไทยมีทุกอย่างพร้อมทั้งเทคโนโลยี ความรู้ และข้อมูลขนาดใหญ่ แต่น้ำท่วมยังคงเป็นภัยซ้ำซาก เพราะสิ่งที่ขาดที่สุดไม่ใช่เครื่องมือ หากแต่คือระบบบริหารจัดการที่ไม่เคยรับผิดชอบและไม่มีใครกล้าตัดสินใจ
ประเทศไทยมีเทคโนโลยี GIS และแบบจำลองน้ำที่ทันสมัยไม่แพ้ประเทศพัฒนาแล้ว
ตั้งแต่ปี 2545 เราทำ Dynamic Model วิเคราะห์การไหลของน้ำแบบ 2D/3D ได้ละเอียดถึงขั้นคำนวณได้ว่า น้ำจากต้นน้ำจะถึงพื้นที่ใดในกี่ชั่วโมงและระดับเท่าไร แต่แม้จะมีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับอย่างแม่นยำ ระบบจริงกลับไม่เคยถูกนำไปใช้เพื่อพยากรณ์หรือแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าเลย
ภาครัฐลงทุนซื้อระบบมูลค่าหลักพันล้าน แต่กลับ “ไม่กล้าใช้” เพราะกลัวความผิดพลาด หากทำนายคลาดเคลื่อน ข้าราชการก็มักถูกสอบสวน จึงเลือกปลอดภัยไว้ก่อนด้วยการ “ไม่ประกาศอะไรทั้งนั้น” ผลลัพธ์คือ เทคโนโลยีที่ควรช่วยชีวิตคน กลายเป็นเสือกระดาษ ขณะที่คำเตือนที่ประชาชนได้รับกลับเป็นเพียงคำว่า “เอาอยู่” จากผู้บริหาร
การเตือนภัยของไทยในปัจจุบันเน้น “รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว” มากกว่า “คาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรต่อไป”
เช่น รู้ว่าฝนตกหนัก รู้ว่าน้ำท่วมแล้ว แต่สิ่งที่สังคมต้องการคือการแจ้งว่า อีก 3 ชั่วโมง น้ำจะสูงขึ้น 5 เมตร เพื่อจะได้อพยพทันเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น การพึ่งพาแต่สัญญาณโทรศัพท์มือถือนับเป็นความเสี่ยงร้ายแรง เพราะเมื่อไฟดับหรือเสาล่ม การสื่อสารทั้งหมดจะหยุดทันที ทว่าเครื่องมือพื้นฐานที่เคยใช้ได้ผล เช่น คลื่นวิทยุท้องถิ่น กลับถูกลดบทบาทลงโดยไม่จำเป็น
ผลลัพธ์คือระบบเตือนภัยที่ไม่สามารถพึ่งพาได้ในยามคับขัน ประชาชนต้องประเมินสถานการณ์ด้วยตัวเอง ทั้งที่ข้อมูลจริงมีครบ และควรได้รับการสื่อสารอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นทาง
หาดใหญ่คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของการ “รู้ล่วงหน้าแต่ไม่เคยลงมือแก้” ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนและออกแบบแผนบริหารลุ่มน้ำเอาไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่แก้มลิง คลองผันน้ำ พื้นที่รองรับน้ำ ไปจนถึงพื้นที่ต้องห้ามสำหรับการพัฒนาเมือง ทว่าในความเป็นจริง แผนเหล่านั้นกลับถูกคัดค้าน ถูกแก้ไข และสุดท้ายถูกล้มเลิกด้วยเหตุผลทางสังคมและการเมือง
ถนนลพบุรีราเมศวร์เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ เป็นถนนที่ถูกสร้างขวางทางไหลน้ำตามธรรมชาติราวกับกำแพงยักษ์ แม้จะเคยมีการปรับเป็นช่องระบายน้ำ 100 เมตร แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ถูกถม ถูกยกถนนใหม่ และทำให้ปัญหาเดิมกลับมาเลวร้ายกว่าเดิม ส่งผลให้น้ำย้อนกลับเข้าตัวเมืองโดยตรง ทั้งที่เราทราบและเตือนเรื่องนี้มาตลอดสองทศวรรษ
นี่ไม่ใช่อุทกภัยธรรมชาติ แต่คือ Man-made Disaster จากการจัดการเชิงพื้นที่ที่ผิดพลาด และการไม่รักษามาตรฐานงานที่เคยทำไว้

แม้จะมีคณะกรรมการระดับลุ่มน้ำ มีสำนักงานบริหารน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ตั้งขึ้นเป็นองค์กรกลาง แต่ในความเป็นจริง หน่วยงานเหล่านี้ไม่มีอำนาจจริงในการสั่งการ การบริหารน้ำยังถูกครอบโดยกรมเดียว โดยไม่ครอบคลุมองค์ความรู้ด้านธรณี ภูมิศาสตร์ ผังเมือง และระบบชุมชน
ทุกหน่วยงานทำงานแบบ Piece-milled ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างยึดกฎหมายของตัวเอง ไม่มีเจ้าภาพบูรณาการข้อมูล GIS เชิงพื้นที่ให้ครบ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” ทำให้ประเทศไทยไม่มี Masterplan ระยะยาวที่ต่อเนื่อง เพราะทุกครั้งที่รัฐบาลเปลี่ยน แผนก็หายไป
จึงไม่แปลกที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Lesson Not To Be Learned - บทเรียนที่ไม่เคยเรียน และไม่เคยจำ”
ลุ่มน้ำไทยส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น “กะละมังปลายเปิด” ซึ่งรับน้ำจากเทือกเขา ตะกอน และน้ำป่าไหลหลากลงมาตามโครงสร้างธรณีแบบร่องลึก บางพื้นที่แรงมาก บางพื้นที่ชะลอและขัง ทำให้ความเสี่ยงแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันเลย
ต้นน้ำ = น้ำป่าแรงและรวดเร็วที่สุด
กลางน้ำ = คลื่นน้ำสูงและรุนแรง
ปลายน้ำ = ท่วมยาว ท่วมขังหลายวันหรือหลายสัปดาห์
ดังนั้นระบบเตือนภัยควรมีการแจ้งเตือนแตกต่างกันแบบเฉพาะพื้นที่ (Area-specific Warning) แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังให้ข้อมูลแบบเหมารวม ทำให้คนจำนวนมากตัดสินใจผิดและเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น
ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้ข้อมูลดาวเทียมและระบบ GIS ทำงานร่วมกันแบบ Real-Time ให้ประชาชนเห็นภาพการไหลของน้ำเป็นแผนที่เคลื่อนที่ แต่ไทยกลับทำไม่ได้ ทั้งที่มีเทคโนโลยีใกล้เคียงกัน เพราะ
• หน่วยงานกลัวผิด กลัวถูกสอบ จึงไม่ประกาศ
• ข้อมูลถูกกักไว้ ไม่ถูกปล่อยสู่สาธารณะ
• ระบบเตือนภัยไม่มีคนรับผิดชอบโดยตรง
• การตัดสินใจด้านน้ำยังผูกกับการเมืองมากกว่าเหตุผลเชิงวิชาการ
ผลลัพธ์สุดท้าย ประชาชนคือผู้รับเคราะห์
1. ตั้งหน่วยงานกลางที่มีอำนาจจริง บริหารลุ่มน้ำแบบเบ็ดเสร็จ
2. ทำระบบเตือนภัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คำพูด เช่น จำลองน้ำแบบ Real-time แสดงผลเป็นแผนที่ (ไม่ใช่ข้อความสั้น)
3. บูรณาการลุ่มน้ำแบบ Area-based ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำต้องทำงานเชื่อมกัน
4. ผสมผสานองค์ความรู้เก่าเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ เช่น จุดพลุเตือนน้ำป่า กระบอกน้ำวัดฝน ฯลฯ
5. เปิดข้อมูลสู่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจเองได้อย่างมีข้อมูล
รายการรอบตัวเรา วันอาทิตย์ 10.30 น. Chula Radio [14 ธ.ค.68]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิทยากร: ผศ.ดร.สมบัติ อยู่เมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาและภูมิสารสนเทศประจำศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย