ประเด็นน่าจับตาใน Asean Summit 2019 และการประชุม G20 | วิเคราะห์การดำเนินนโยบายด้านการค้าและความมั่นคงของทรัมป์
1,639 views
0
0

>>ประเด็นน่าจับตาใน Asean Summit 2019 และการประชุม G20

>>วิเคราะห์การดำเนินนโยบายด้านการค้าและความมั่นคงของทรัมป์
การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้มาตรการกดดันขั้นสูงสุดเพื่อจัดการปัญหา
1. ความขัดแย้งทางการค้ากับจีน 2. ปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ 3. มาตรการไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์

การประกาศว่าต้องชนะเท่านั้นถึงจะบรรลุเป้าหมาย ได้ผลจริงหรือ
เกิดผลกระทบต่อระเบียบเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคงระหว่างประเทศตามมาหรือไม่
การเมืองภายในสหรัฐมีผลต่อพฤติกรรมในการดำเนินนโยบายของทรัมป์มากเพียงใด

*การประชุม Asean Summit 2019 ประเทศไทย [นาที 6.30]

ประเด็นที่น่าสนใจ

1. อาเซียนเปิดตัว The Disaster Emergency Logistics System for ASEAN หรือ DELSA

โครงการจัดตั้งระบบโลจิสติกส์ฉุกเฉินสำหรับใช้ในกรณีเกิดภัยพิบัติของอาเซียน
สำคัญอย่างไร?
แสดงว่าอาเซียนเริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริงในการให้ความสำคัญ Asean people’s centre (ประชาชนเป็นศูนย์กลาง)

2. อาเซียนออกเอกสารสำคัญ Asean Outlook on the Indo-Pacific

โยงไปสู่คำถามสำคัญว่าอาเซียนมีจุดยืนอย่างไรในนโยบายอินโด-แปซิฟิก

สาระสำคัญ
1. อาเซียนมองว่ามหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียเป็นเขตแดนต่อเนื่องกัน อาเซียนในฐานะผู้อยู่ตรงกลางจะมีบทบาทในการส่งเสริมการเจรจาและความร่วมมือ ไม่ใช่เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างมหาอำนาจ
2. ทำอย่างไรให้ความมั่นคงทางทะเล (Maritime Security) เกิดขึ้นได้

วิเคราะห์เพิ่มเติม
ท่าทีของอาเซียนชัดเจน ใครจะมาสร้างระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ไม่ได้ อาเซียนวางตัวเองอยู่บนหลักการเป็นแกนกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันอาเซียนก็ไม่พิษเป็นภัยกับใคร

ประเด็นที่ต้องตามกันต่อ
เนื้อหาของเอกสารนี้ยังค่อนข้างกว้าง แม้มีไว้เพื่อแสดงว่าอาเซียนมีจุดยืนร่วมกัน แต่ยังต้องคุยกันอีกเยอะว่ารายละเอียดจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่คนเห็นพ้องต้องกันคือเป็นโอกาสของอาเซียนที่จะขยายกรอบความร่วมมือออกไป

*การประชุม G20 ประเทศญี่ปุ่น [นาที 23]

ก่อนการประชุม G20 หลายประเทศพุ่งเป้าไปที่ประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ อาจบดบังความสำคัญของ G20 ซึ่งก็บดบังจริงๆ

ประเด็นที่อยากให้สนใจ

1. ไม่สามารถผลักดันให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยการต่อต้านการกีดกันทางการค้า (Protectionism) เรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญ สวนทางกับความต้องการของหลายประเทศที่อยากให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น

2. ต้องการผลักดันเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ปรากฏว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งถอนตัวจาก Paris Agreement ตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ยังยืนยันไม่เข้าร่วม

ประเด็นเพิ่มเติม

เป็นครั้งแรกของการประชุม G20 ที่มีการประชุมรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน และพยายามผลักดันเรื่อง Climate Change

นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษเตือนผู้นำ G20 ขณะนี้คนหนุ่มสาวกำลังเฝ้ามองและเรียกร้องการกระทำที่เป็นรูปธรรมจากเรา เป็นโอกาสสุดท้ายของเราก่อนที่จะถูกตัดสินในหน้าประวัติศาสตร์ว่าได้ทำอะไรเพื่อปกป้อง Climate Change บ้าง นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่าเรื่องนี้มีผลกระทบต่อมนุษยชาติ ถ้าไม่เริ่มทำอะไรตั้งแต่วันนี้ เราจะตอบคนรุ่นหลังอย่างไร และคนรุ่นหลังจะมองเราว่าสร้างหายนะให้พวกเขามากเพียงใด

*วิเคราะห์การดำเนินนโยบายด้านการค้าและความมั่นคงของทรัมป์ มาตรการกดดันขั้นสูงสุดได้ผลจริงหรือ [นาที 36.30]

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้มาตรการกดดันขั้นสูงสุด (Maximum pressure) เพื่อจัดการปัญหา
1. ความขัดแย้งทางการค้ากับจีน
2. ปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ
3. มาตรการไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์

การใช้มาตรการกดดันเพื่อให้แต่ละประเทศยอมแพ้ไปเอง ได้ผลจริงหรือ?

ความขัดแย้งทางการค้ากับจีน...หมากเกมนี้ฉันก็รู้

การประชุม G20 ทรัมป์กับสี จิ้นผิงทำความตกลงกันเพื่อระงับการขยายสงครามการค้าและจะเริ่มเจรจากันใหม่ การที่ทรัมป์ยอมลดราวาศอก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงกดดันภายในประเทศ

สี จิ้นผิง บอกว่าถ้าจีนกับสหรัฐร่วมมือกัน ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ เพราะการค้าระหว่างประเทศต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ถ้ามัวแต่มาขัดแย้งกัน ไม่มีใครชนะ มีแต่ใครจะเสียมากกว่ากัน

ฮิลลารี คลินตัน พูดไว้ตอนไปเยือนจีนเมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสมัยบารัก โอบามา
คนอเมริกันต้องเลิกมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามสหรัฐ ต้องมองว่าจีนที่เฟื่องฟูเป็นผลดีกับสหรัฐ ขณะเดียวกันคนจีนต้องไม่มองว่าสหรัฐสกัดกั้นจีน ต้องมองว่าสหรัฐที่มั่งคั่งเป็นผลดีกับจีนเช่นกัน ในศตวรรษที่ 21 เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ทฤษฎี zero-sum game ที่ประเทศหนึ่งได้กินรวบหมด ส่วนอีกประเทศแพ้ไปเลย จะไม่เหมือนอย่างศตวรรษที่ผ่านมาอีกแล้ว

ทรัมป์พูดแล้วพูดอีกว่าเป้าหมายคือชนะจีน แบบนี้ใครอยากจะเจรจาด้วย
ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญการเจรจาจาก Wharton School of the University of Pennsylvania บอกว่าทรัมป์ตกพื้นฐานการเจรจา การเจรจาที่ดีไม่ใช่เรื่องการเอาชนะกันเพื่อประโยชน์ระยะสั้น แต่ต้องเข้าใจผลประโยชน์และเป้าหมายระยะยาว ทำให้ผู้ที่เจรจาด้วยรู้สึกว่าถ้าเจรจาแล้วจะเกิดผลดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ไม่ใช่บอกว่าเจรจาแล้วต้องชนะ แบบนี้ใครอยากจะเจรจาด้วย โดยเฉพาะถ้าคู่เจรจาอยู่ในระดับเท่าเทียมกันจะกดดันกันไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างมีศักดิ์ศรี เช่นเดียวกับจีน จีนก็ไม่ยอมเพราะถือว่าตัวเองเป็นมหาอำนาจ อยู่ๆ จะมาข่มขู่กันได้อย่างไร

เป้าหมายของทรัมป์
โยงกับการเมืองภายในประเทศ ทรัมป์ต้องการบอกคนอเมริกันที่ ignorance เหมือนกันว่าเขาได้ทำโน่นนี่นั่น จีนเพลี่ยงพล้ำสหรัฐไปตั้งเท่าไร นี่คือวิธีโชว์ของทรัมป์และทำสำเร็จด้วย

อยากปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ...ถอดมันออกเถอะนะ

ทรัมป์ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ขอพบผู้นำเกาหลีเหนือ การพบกันของทั้งคู่ ทำให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐในตำแหน่งคนแรกที่เหยียบแผ่นดินเกาหลีเหนือในเขตปลอดทหาร

แล้วทำไมจะไม่พบ
ถามว่าทำไมผู้นำเกาหลีเหนือจะไม่ยอมมาพบ เพราะไม่เสียอะไรเลยกับการที่ผู้นำอับดับหนึ่งของโลกมาพบที่เขตแดนของเรา

เรื่องนี้ทำให้ทรัมป์คุยนักคุยหนาว่ารัฐบาลก่อนหน้าไม่เคยมีใครทำสำเร็จเลยในการเจรจากับเกาหลีเหนือ ถามว่าจริงๆ แล้วทรัมป์ไปทำอะไร ไปถ่ายรูปเพื่อแสดงภาพว่าประสบความสำเร็จในการทำให้เกาหลีเหนือยอมอ่อนข้อต่อสหรัฐ และเพื่ออ้างว่าเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่ไปเยือนเกาหลีเหนือ

พวกอนุรักษ์นิยมด้วยกันยืนยันว่าทรัมป์ไม่ได้ทำอะไรสำเร็จเลย นอกจากเกาหลีเหนือไม่ทำลายอาวุธนิวเคลียร์แล้ว ยังพัฒนาเพิ่มอีกหกลูกเป็นอย่างน้อย เห็นได้จากการพบกับผู้นำเกาหลีเหนือสองครั้งที่ผ่านมา ไม่มีผลลัพธ์อะไรในทางบวกเลย

รายการรัฐศาสตร์สู่สังคม
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู และ ผศ.ดร.ปราณี ทิพย์รัตน์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย