อินเดียโพ้นทะเลในสิงคโปร์
814 views
0
0

อินเดียโพ้นทะเลในสิงคโปร์

mera joota hai japani (รองเท้าข้าพเจ้ามาจากญี่ปุ่น)

เพลงประกอบภาพยนตร์ Shree 420 หรือ ศรี 420
คำว่า 420 แปลว่า ศรีโจร ประเทศไทยเรียกกันว่า 18 มงกุฎ แต่ที่อินเดียเรียกว่า 420

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้น ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) สร้าง กำกับ และแสดงโดย Raj Kapoor นางเอกชื่อ Nargis เพลงนี้ขับร้องโดย Mukesh คำร้องโดย Shailendra เนื้อหาของเพลงบ่งบอกถึงความรักที่มีต่อภารัตมาตา มาตุภูมิอินเดีย

เพลงนี้เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั่นคือ ชาวอินเดียโพ้นทะเลในสิงคโปร์ เรื่องราวเป็นมาอย่างนี้ ในวันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อทรงนำนักเรียนนายร้อยและคณะราชการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าไปทัศนศึกษา ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ผมตามเสด็จในโอกาสดังกล่าว ผมจึงมีโอกาสได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรมากมายไปหมด และอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง

ศูนย์มรดกอินเดีย (Indian Heritage Centre – IHC)

พิพิธภัณฑ์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประชากรชาวอินเดียและวัฒนธรรมอินเดียในสาธารณรัฐสิงคโปร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2558 ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการมรดกแห่งชาติ (National Heritage Board) ของรัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์

มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมชุมชนอินเดียในสาธารณรัฐสิงคโปร์และสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมอินเดีย การก่อตั้งชุมชนอินเดียในสาธารณรัฐสิงคโปร์และความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ระหว่างชุมชนอินเดียและเอเชียใต้ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในศูนย์แบ่งเป็น 4 ชั้น มีการออกแบบอาคารที่ผสมผสานระหว่าง สถาปัตยกรรมอินเดียแบบดั้งเดิมกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่การออกแบบด้านหน้าอาคารเป็นบันไดไขว้กันซึ่งได้รับ แรงบันดาลใจจากบ่อน้ำแบบขั้นบันไดของอินเดีย (baoli) นายลีเซียน ลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์มรดกอินเดียเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 (ค.ศ. 2015)

ปัจจุบันศูนย์มรดกอินเดียจัดแสดงนิทรรศการแบบระยะยาว ที่ชั้น 3 และชั้น 4 ในหัวข้อ ชาวอินเดียในสิงคโปร์: อดีตและปัจจุบัน (Indians in Singapore: Past & Present) โดยจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 (ค.ศ. 2015) จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (ค.ศ. 2025) บอกเล่าความเป็นมาของชุมชนชาวอินเดียตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผ่านศิลปวัตถุต่าง ๆ โดยเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ของชุมชนชาวอินเดีย ในสิงคโปร์และมาลายาในยุคการล่าอาณานิคม และคุณูปการของชุมชนอินเดียและเอเชียใต้ต่อการสร้างชาติของสาธารณรัฐสิงคโปร์

วัด Sriveeramakaliamman หรือวัดศรีวีรมหากาลีอัมมัน

แปลเป็นไทยแบบเข้าใจง่ายคือ วัดแห่งพระเม่กาลีผู้ยิ่งใหญ่และกล้าหาญ

เบงกาลี ในช่วงแรกของการก่อตั้งวัด มีความเชื่อมโยงกับแรงงานอพยพจากอินเดียที่เข้ามาประกอบอาชีพ และตั้งรกรากในสิงคโปร์ซึ่งบูชาเจ้าแม่กาลีเพื่อให้ตนเองรู้สึกปลอดภัยเมื่อต้องมาอาศัยต่างแดน ในอดีต มีการเรียกขานวัดแห่งนี้ว่า วัดซูนัมบูกัมบัม โควิล (Soonambu Kambam Kovil) ในภาษาทมิฬแปลว่า "วัดแห่งหมู่บ้านหินปูน" เนื่องจากชาวอินเดียที่ไปสวดมนต์ในวัดแห่งนี้ทำงานที่บริเวณเตาเผาหินปูน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัด โดยหินปูนเป็นวัสดุก่อสร้างที่เป็นที่นิยมในสมัยนั้น ต่อมา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินรบญี่ปุ่นได้มาทิ้งระเบิดในสิงคโปร์ทำให้ประชาชน จำนวนมากต้องขอเข้ามาหลบภัยที่วัดแห่งนี้และสวดมนต์ขอให้เจ้าแม่กาลีคุ้มครองให้พ้นภยันตราย ปรากฏว่า สถาปัตยกรรมและเทวรูปต่าง ๆ ภายในวัดศรีวีรมหากาลีอัมมัน รอดพ้นจากการถูกทำลายโดยระเบิดในช่วงดังกล่าว

ปี 2523 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดศรีวีรมหากาลีอัมมันครั้งใหญ่ โดยมีการสร้าง "ราชโกปุรัม" (เจดีย์องค์ด้านหน้า) เพิ่มเติม และมีการสร้างโดมขนาดใหญ่จำนวน 8 โดม และขนาดย่อมอีกหลายโดมเล็ก รวมทั้งต่อเติมอาคารหลังเล็กด้านหลังของวัดฯต่อมาในปี 2542-2543 (1999 - 2000) ได้มีการบูรณะและการจัดพิธีปลุกเสกวัด ในเดือนมิถุนายน 2557 (2014) ได้จัดให้มีพิธีปลุกเสกขึ้นอีกครั้งเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่การ บูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เสร็จสิ้นด้วยความเรียบร้อย โดยได้มีการก่อสร้างอาคาร 6 ชั้นหลังใหม่ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ห้องสำหรับจัดงานสมรสตามศาสนาฮินดูห้องเอนกประสงค์และที่พักสำหรับเจ้าหน้าที่ของวัด

__________

• สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี หรือทูลกระหม่อมอาจารย์ทรงมีวิธีการสอนที่น่าสนใจยิ่ง แม้ผมจะตามเสด็จในฐานะวิทยากร แต่ความรู้ของผมก็น้อยนิดมาก พระองค์ทรงเสริมในจุดต่างๆ เพื่อให้นักเรียนนายร้อยและคณะราชการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าที่ไปทัศนศึกษาได้เรียนรู้ ได้นำไปคิดต่อ เน้น Migration และ Diaspora

• ถ้าเปรียบเทียบกับการดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ความเป็นชาวอินเดียในฐานะชนกลุ่มน้อย เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคนเอเชียอาคเนย์เชื้อสายอินเดีย ผมมีความเห็นว่า คนไทยเชื้อสายอินเดียมีความเป็นอินเดียน้อยกว่า ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะเราอยู่ใต้พระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน ดังที่สมเด็จพระสังฆราชประทานพระสัมโมทนียกถา ในวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ว่า "เราทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นไทยหรือเป็นอินเดียต่างอยู่ร่วมกันได้ด้วยเมตตาธรรม ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกัน ทำให้ความแตกต่างทางเชื้อชาติ หรือศาสนา ไม่อาจเป็นอุปสรรคกีดขวางความสมัครสมานสามัคคี"

• ส่วนหนึ่งก็เพราะเราเป็นสังคมที่ไม่ปิดกั้น และความใจกว้างของสังคมไทยมีพื้นที่ให้ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนขัดเกราอัตลักษณ์ของตนได้ดีมาก วันนี้คนไทยเชื้อสายอินเดียเริ่มแต่งงานข้ามเชื้อชาติกันมาก และมีความเป็นไทยมาก ลองดูตัวอย่างจากเชียงใหม่ เรื่องการนับถือศาสนาอย่างน้อยสามศาสนา
.
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย