เกมกระดาน นันทนาการแบบอินเดีย

- รายการปกิณกะอินเดีย

รับฟังเสียง


เกมกระดาน นันทนาการแบบอินเดีย

เพลง Carrom Board
เป็นเพลงภาษาปัญจาบี ผลิตในปี ค.ศ. 2016 อำนวยการสร้างโดย One Plus One Eleven Production เขียนเนื้อเพลงและร้องนำโดย Sharry Mann ดนตรีโดย Goldboy คำว่า Carrom Board (กระดานคารัม) ที่เป็นชื่อเพลงคือชื่อเกมกระดานชนิดหนึ่งที่คนอินเดียและเอเชียใต้นิยมเล่นกันมากในยามว่าง ลักษณะคล้ายบิลเลียดหรือพูล แต่เล่นด้วยนิ้วมือ

การละเล่นชาวอินเดีย
ผู้ฟังที่ติดตามรายการปกิณกะอินเดียมาตลอด คงจำได้ว่าเราเคยพูดถึงการละเล่นของชาวอินเดียไว้บ้างแล้ว ในตอนหนึ่งเราเคยพูดถึง จตุรงค์หรือหมากรุกอินเดีย ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของหมากรุกชาติต่าง ๆ ทั่วโลก และอีกตอนหนึ่งเราเคยพูดถึงกีฬาที่นิยมเล่นกันมากที่สุดคือ คริกเก็ต อย่างที่เคยบอกไว้ว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่นิยมเล่นกันทุกตรอกซอกซอย ถ้าเล่นกันแถวบ้านคนก็อาจมีการทำกระจกแตกกันบ้าง

อย่างไรก็ตาม คริกเก็ตเป็นกิจกรรมนันทนาการที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่กว้างและมีค่าใช้จ่ายบ้างไม่มากก็น้อย อย่างต่ำที่สุดก็ต้องมีวัสดุอุปกรณ์ และการหาผู้เล่นให้ครบทีมก็คงต้องใช้ความพยายามพอสมควร ถ้าจะเล่นกันให้เต็มรูปแบบก็ต้องมีชุดยูนิฟอร์ม แน่นอนว่าสำหรับคนที่มีฐานะเป็นเรื่องที่จัดหามาได้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ ชุด สถานที่ ลูกทีม แต่สำหรับระดับชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ก็จะมีความเพลิดเพลินยามว่างในลักษณะที่เรียบง่ายและสะดวกกว่านั้น และวันนี้เราจะมาพูดถึงเกมกระดานบางชนิดที่เกิดขึ้นในอนุทวีปอินเดีย
เกมกระดานในอินเดีย
จอปัร (Chaupar) หรือ ปจีสี (Pachisi)
อย่างแรกที่จะเล่าให้ฟัง และเป็นชนิดที่มีนัยสำคัญในทางวรรณกรรมอินเดียมากคือ “จอปัร” (Chaupar) หรือ “ปจีสี” (Pachisi)

ที่จริงคนไทยรู้จักการละเล่นชนิดนี้จากวรรณกรรมที่แปลมาจากภาษาสันสกฤต แต่โดยทั่วไปมักแปลเป็นภาษาไทยว่า “สกา”

ผู้ฟังที่มีพื้นความรู้ในวรรณกรรม จะต้องได้ยินมาบ้างจากวรรณกรรมไทยที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวรรณกรรมอินเดีย จะมีตัวละครบางตัว เช่น พระนลหรือยุธิษเฐียรจากเรื่องมหาภารตะที่แพ้พนันสกาจนเสียบ้านเสียเมือง

เมื่อเห็นคำว่า “สกา” ก็มักนึกภาพไปถึงกระดานสกาแบบไทย ๆ ที่มีตัวเบี้ยเดินตามจุ่ม 24 จุ่ม ลักษณะคล้ายคลึงกับแบ็คแกมมอนของฝรั่ง หรือตาฟลาหรือตาบุลาของพวกตุรกี อาหรับ เปอร์เซีย เป็นต้น ต้องขอเรียนให้ทราบว่า นั่นมิใช่เกมเดียวกับที่พระนลและยุธิษเฐียรเล่นจนแพ้พนันหมดตัว เพียงแต่เป็นเกมที่ใช้ลูกเต๋าเล่นเหมือนกัน ดังนั้นการแปลว่า “สกา” จึงเป็นการปรับใช้คำที่คนท้องถิ่นคุ้นเคยอยู่แล้วมาแปลคำจากต่างวัฒนธรรมเท่านั้น

จอปัรหรือปจีสีมีหน้าตาอย่างไร หากผู้ฟังเคยชมภาพยนตร์เรื่องมหาภารตะ หรืออาจเคยเห็นภาพวาดฉากการเล่นพนันระหว่างยุธิษเฐียรกับทุรโยธน์และศกุนิ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ใน “สภาบรรพ” อันเป็นที่มาแห่งมหายุทธการครั้งนั้น ก็จะพบว่าเกมที่เล่นมีหน้าตาเป็นกากบาทเหมือนกับตัว x ในภาษาอังกฤษ ตีตารางเป็นช่องย่อย ๆ และมีตัวหมากเดินตามช่อง มีลูกบาศก์ให้ทอย ซึ่งบาศก์ของเกมนี้จะมีลักษณะพิเศษ เป็นแท่งสี่เหลี่ยมรูปยาว มิได้มีหน้าตาเหมือนลูกเต๋า

ลูกบาศก์ชนิดนี้เวลาเล่น ผู้เล่นจะใช้มือปั่นให้หมุนเข้าหากันแล้วทิ้งลงบนพื้น เมื่อออกแต้มอะไรก็เดินหมากตามนั้น ในการละเล่นบางถิ่นจะใช้หอยเบี้ยเสี่ยงทายแต้ม หลายคนก็บอกว่า ที่ใช้ลูกบาศก์แท่งนี่แหละที่เรียกว่า ปจีสี ส่วนที่ใช้หอยเบี้ยเรียก จอปัร ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีเกณฑ์แยกเด่นชัดขนาดนั้น มักจะหมายถึงเกมตระกูลเดียวกันที่ใช้กระดานกากบาทนี้ แต่ส่วนกติกาก็แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น

ปจีสีหรือจอปัรมีความเป็นมาเก่าแก่มาก มีหลักฐานถึงเกมกระดานชนิดนี้มาตั้งแต่ประมาณ 1100 ปีก่อนคริสตกาล ก็ร่วม 3000 ปีแล้ว

อุปกรณ์คือ กระดานรูปกากบาท โดยแต่ละปีกที่ยื่นออกไปนั้นตีเป็นตาราง 3 คูณ 8 รวมปีกละ 24 ช่อง ส่วนตรงกลางเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเรียกว่า “ฆัร” (แปลว่าบ้าน) ซึ่งเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและเส้นชัย หมากหรือตัวเดินแบ่งเป็นสี่สี คือ เหลือง ดำ แดง เขียว จำนวนสีละสี่ตัว

การเล่นจะมีผู้เล่นสองหรือสี่คนก็ได้ แต่ถ้ามีสี่คนมักจะแบ่งเป็นสองทีม ทีมหนึ่งเล่นเหลืองดำ ส่วนอีกทีมหนึ่งเล่นแดงเขียว ถ้าเล่นสองคน แต่ละคนก็จะคนละเล่นสองสีดังกล่าว ส่วนวิธีการเล่นนั้นก็ไม่มีอะไรซับซ้อน

จุดประสงค์ของเกมคือ ผู้เล่นแต่ละคนต้องทอยบาศก์เดินหมากแต่ละตัวตามแต้ม จากจุดเริ่มไต่ไปรอบ ๆ ขอบนอกของกระดานในทิศทวนเข็มนาฬิกา จนกระทั่งย้อนกลับเข้ามาในบ้าน ใครเข้ามาครบสี่ตัวก่อนก็ชนะ แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้สนุกขึ้น คือสามารถเตะตัวหมากของคู่แข่งกลับไปหาจุดเริ่มต้นได้ ดังนั้น กว่าจะจบหนึ่งกระดาน อาจต้องเสียเวลาเล่นไปนานมากพอสมควรทีเดียว

ปจีสีหรือจอปัร เป็นกิจกรรมที่ชาวอินเดียนิยมเล่นกันในครอบครัวมาก เพราะกติกาเข้าใจง่ายและสนุกเพลิดเพลิน แม้แต่อุปกรณ์ก็หาง่าย

ถ้าไม่มีกระดาน ซึ่งปกติมักทำจากผ้าปักลาย ก็อาจจะเอาชอล์กขีดตารางบนพื้นแล้วใช้ก้อนหินหรือเม็ดมะขามเดินเอาก็ได้ และยังเป็นเกมที่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวนิยมเล่นกันในงานแต่งงานด้วย ทั้งนี้เพราะยกย่องกันว่าเป็นเกมที่พระศิวะโปรดเล่นกับเจ้าแม่ปารวตีในยามว่าง มีปรากฏอยู่ในภาพจิตรกรรมโบราณมากมาย

เกมนี้เป็นที่แพร่หลายทั่วโลกในปัจจุบัน เพราะบริษัทเกมแห่งหนึ่งของอเมริกาได้เอาไปผลิตขายในนาม Parcheesi และอีกหลายบริษัทในนาม Ludo หลายคนไม่ทราบว่าเกมชนิดนี้มีที่มาจากอินเดียโบราณ
งูกับบันได (Snakes & Ladders)
อีกเกมหนึ่งที่น่าสนใจและหลายคนไม่ทราบว่ามีที่มาจากอินเดียโบราณ ก็คือเกมที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Snakes & Ladders (งูกับบันได) ผู้ฟังหลายคนน่าจะเคยเล่นเกมนี้มาก่อน

วิธีเล่นง่ายมาก มีกระดานซึ่งมักจะตีตารางเป็น 100 ช่อง เขียนเลขกำกับจากล่างขึ้นไปหาบน ผู้เล่นมีได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ละคนวางหมากตรงช่องเลข 1 ทอยลูกเต๋าเดินหมากของตัวเองไปตามแต้ม ใครถึงช่องสุดท้ายก่อน ก็ชนะ ฟังดูเหมือนง่ายมาก แต่แน่นอนถ้าไม่มีอุปสรรคหรือรางวัลอะไรเลย เกมก็ไม่สนุก

ความพิเศษของเกมนี้คือ บนกระดานจะมีภาพงูและบันไดพาดไปมา ถ้าผู้เล่นโชคดีไปตกช่องที่มีเชิงบันได ก็จะไต่บันไดนั้นข้ามขึ้นไปบนปลายยอดทันที ในขณะที่ผู้เล่นที่โชคร้ายไปตกช่องที่มีหัวงู ก็จะไหลตกลงมาในช่องที่เป็นหางงู ซึ่งจะอยู่ต่ำกว่าหัวเสมอ

เกมนี้ดูไปก็เหมือนกับชีวิตของคนเรา ที่บางครั้งก็มีโชคดีและโชคร้าย บางครั้งก็พบเจอทางลัดสู่ความสำเร็จ ในขณะที่บางครั้งโชคร้ายประสบเคราะห์ ทำให้ชีวิตต้องถดถอยลงมาบ้าง ต้องกลับมาตั้งหลักใหม่แล้วเดินไปข้างหน้าอีก

นี่แหละคือเสน่ห์ของเกมที่แสนจะเรียบง่ายนี้ นั่นฟังดูเป็นปรัชญามาก และทราบหรือไม่ว่า จุดเริ่มต้นของเกมนี้ก็มาจากปรัชญานั่นเอง

เกมนี้ในอินเดียโบราณรู้จักกันในนาม “โมกษปาตัม” ซึ่งเป็นชื่อทางฝั่งฮินดู หรือ “ชญานเจาปัฑ” ชื่อเรียกทางฝั่งเชน

ในสมัยโบราณซึ่งมีหลักฐานย้อนไปหลายร้อยปีก่อน เกมนี้เคยถูกใช้เป็นเสมือนสื่อสอนธรรมะให้แก่เด็กเล็ก

ในแต่ละช่องของกระดานจะมีคำอธิบายการกระทำกรรมดีและกรรมชั่ว โดยเปรียบเทียบกรรมดีเสมือนบันไดที่พาให้ชีวิตเราไต่สูงขึ้นใกล้ความสำเร็จ ในขณะที่กรรมชั่วเปรียบเหมือนงูที่พาชีวิตเราไหลลงสู่ที่ต่ำ จุดหมายปลายทางสูงสุดคือโมกษะหรือนิรวาณ กล่าวคือความหลุดพ้นนั่นเอง

สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ สื่อการสอนลักษณะเดียวกันนี้ ในภายหลังถูกนำไปใช้ในศาสนาอื่น ๆ ด้วย เช่นศาสนาคริสต์และอิสลาม เรื่องของกรรมดีและชั่วที่เขียนบรรยายในช่องต่าง ๆ ก็จะแตกต่างกันตามหลักคำสอน และจุดสูงสุดของเกมก็จะต่างกันไปตามศาสนาของตน เกมนี้ในสมัยปัจจุบันมักทำเป็นรูปตัวเลขและภาพบันไดกับงูอย่างง่าย ๆ โดยตัดเรื่องศาสนาหรือจริยธรรมออก จะเห็นได้ว่าการตีความเรื่องธรรมะบางทีก็ไม่จำเป็นนัก เพราะสิ่งที่ผู้เล่นต้องการก็คือความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นหลัก
คารัม (Carrom)
เกมสุดท้ายที่วันนี้เราจะพูดถึง ซึ่งเป็นเกมที่กล่าวไว้ในเพลงเมื่อต้นรายการคือเกมที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Carrom ออกเสียงว่า คารัม หรืออเมริกันมักพูดว่า แครัม ในภาษาถิ่นต่าง ๆ ของอินเดียจะออกเสียงต่างกันไป บ้างเรียกว่า “แกรัม” บ้างก็ “การัม” “เกรัม” “กอรัม” แล้วแต่สำเนียงภาษาถิ่นนั้น

เกมนี้คนไทยอาจรู้จักน้อย เพราะเป็นเกมที่นิยมเล่นกันมากเป็นพิเศษเฉพาะในเอเชียใต้ และมีการแข่งขันระดับภูมิภาคด้วย ส่วนในฟากตะวันตกนั้น มีผู้เล่นคารัมอยู่ในหลายประเทศ เช่น ในสหราชอาณาจักร เยอรมนี และอิตาลี ในสหรัฐและแคนาดาก็นิยมเล่นเช่นกัน

การแพร่หลายของคารัมไปยังส่วนอื่นของโลกนอกจากอนุทวีปอินเดียเพิ่งเริ่มเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 โดยอังกฤษนำเข้าไปจากอินเดียนั่นเอง

ลักษณะของคารัม เป็นเกมที่คล้ายกับสนุกเกอร์หรือบิลเลียด แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก เล่นบนกระดานสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดด้านละ 29 นิ้ว และใช้เบี้ยแบนเหมือนหมากฮอสแทนที่จะเป็นลูกบอล กระดานคารัมส่วนใหญ่ทำด้วยไม้อัด ตีกรอบสูงขึ้นมาเล็กน้อยสี่ด้านไว้สำหรับเป็นชิ่ง มุมทั้งสี่มุมเจาะช่องให้ทะลุและใต้ช่องนั้นรองด้วยตาข่ายเพื่อให้เป็นหลุม กลางกระดานมีวงกลมเป็นจุดสำหรับวางเบี้ยตอนเริ่มเกม และทั้งสี่ด้านถัดเข้ามาจากชิ่งไม่มากนัก จะมีเส้นตีไว้เป็นแนวสำหรับวาง “สไตรเกอร์” ที่จะใช้ดีดเบี้ยตัวอื่น (เหมือนคิวบอลในสนุกเกอร์)

เบี้ยในเกม แบ่งเป็นเบี้ยขาว 9 ตัว เบี้ยดำ 9 ตัว และมีเบี้ยสีแดงอยู่ 1 ตัวที่เรียกว่า “ควีน” ซึ่งเป็นตัวให้คะแนนมากเป็นพิเศษกว่าตัวอื่น ๆ

วิธีเริ่มเกมคือ จัดวางควีนตัวนี้ไว้กลางวงกลม แล้วจัดเรียงเบี้ยขาวดำล้อมรอบตามรูปแบบที่กำหนด ผู้เล่นคนที่เปิดเกมจะวางสไตรเกอร์บนเส้นแนวยิง แล้วดีดไปชนกลุ่มเบี้ยตรงกลางให้กระจายออก จากนั้นก็จะผลัดกันใช้สไตรเกอร์ยิงเบี้ยบนกระดาน โดยคนหนึ่งจะยิงเฉพาะเบี้ยขาว และอีกคนหนึ่งยิงเฉพาะเบี้ยดำ ทุกครั้งที่ดีดจะต้องนำสไตรเกอร์วางลงบนเส้นแนวยิงของฝั่งตัวเองเสมอ เมื่อผู้เล่นยิงเบี้ยสีของตัวเองลงหลุมในการดีดครั้งใด ก็จะได้เล่นต่อไป จนกว่าจะยิงไม่ลง จึงจะผลัดให้อีกฝ่ายมีโอกาสมาเล่นบ้าง

เบี้ยสีแดงที่เรียกว่า ควีน จะให้คะแนนมากกว่าตัวอื่น กล่าวคือถ้าผู้เล่นคนใดยิงเบี้ยฝ่ายตัวเองลงหมดก่อน ก็จะได้คะแนนเท่ากับจำนวนเบี้ยฝ่ายตรงข้ามที่เหลือบนกระดาน แต่ถ้าในระหว่างนั้นผู้เล่นได้ควีนด้วย ก็จะบวกเพิ่ม 3 คะแนน แต่วิธีการได้คะแนนจากควีนจะมีข้อกำหนดพิเศษ กล่าวคือ ผู้เล่นจะต้องยิงควีนลงหลุมก่อน แล้วในครั้งต่อไปจะต้องยิงเบี้ยฝ่ายตนเองตามลงไปด้วย ศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Covering the Queen” ถ้าทำเช่นนี้ไม่ได้ ควีนก็จะถูกนำมาวางไว้กลางกระดานเหมือนเดิม กติกาข้อนี้ ทำให้ควีนไม่อาจเหลือเป็นตัวสุดท้ายบนกระดานได้ ถ้าผู้เล่นคนใดยิงเบี้ยตัวสุดท้ายลงหลุมโดยที่ควีนอยู่บนกระดาน เขาจะแพ้ไปโดยปริยาย

คารัมเป็นกีฬาในร่มที่สนุกสนานและไม่ต้องลงทุนมาก เพียงใช้กระดานไม้อัดที่ราคาไม่แพงเท่าไรนัก กับเบี้ยไม้จำนวน 19 ตัว ซึ่งถ้ามีเวลาว่างก็ทำเองได้ อีกอย่างที่ใช้ก็คือแป้งสำหรับโรยบนกระดานเพื่อลดแรงเสียดทาน ทำให้เบี้ยไหลลื่นมากขึ้น มีแป้งพิเศษที่ใช้สำหรับการนี้โดยเฉพาะก็จริง แต่ที่เล่นกันตามบ้าน ส่วนใหญ่ก็ใช้แป้งเด็กธรรมดา

กิจกรรมยามว่างชนิดนี้พบได้แทบทุกตรอกซอกซอยในอินเดีย ยืนล้อมกระดานเล่นกันเป็นหมู่ บางคนก็เพลิดเพลินมากจนขลุกกับกระดานคารัมทั้งวัน ลักษณะเดียวกับที่คนไทยหลายคนไปแทงสนุกเกอร์ และคงเลี่ยงไม่ได้ที่บางครั้งมีเรื่องการพนันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่สนับสนุน หนทางดีกว่ามากที่จะเอาดีทางนี้คือการแข่งระดับนานาชาติ ซึ่งในเอเชียใต้เกือบทุกประเทศก็มีสถาบันรองรับอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมีในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมไปถึงบางประเทศในตะวันออกกลาง ยุโรปและอเมริกา สุดท้ายต้องไม่ลืมกล่าวว่า คนไทยเชื้อสายอินเดียก็นิยมเล่นเช่นกัน ถ้าท่านใดมีเพื่อนเชื้อสายอินเดียก็ลองให้เขาสอนเล่นดู
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


Notice: Undefined variable: device in /var/www/curadio.chula.ac.th/v2022/crp_footer.php on line 166

(Live) รายการ News Connect