อะวาบาย วาเดีย: สตรีผู้บุกเบิกด้านการวางแผนครอบครัวในอินเดีย

- รายการปกิณกะอินเดีย

รับฟังเสียง


อะวาบาย วาเดีย: สตรีผู้บุกเบิกด้านการวางแผนครอบครัวในอินเดีย

เพลง Dil Hai Chhota Sa
เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ Roja ฉายในปี ค.ศ. 1992 Roja เป็นภาพยนตร์ทมิฬ กำกับโดยมณิ รัตนัม (Mani Ratnam) เพลง “Dil Hai Chhota Sa” แปลว่า หัวใจดวงน้อย ๆ [ของฉัน] ภาพยนตร์เรื่องนี้นำมาทำเป็นพากย์ฮินดีด้วย เพลงนี้ขับร้องโดยมินมินิ (Minmini) ผู้กำกับเพลงคือ เอ.อาร์. เราะห์มาน (A. R. Rahman)

เนื้อหาของเพลงท่อนที่เปิดให้ฟังมีดังนี้
• Dil hai chhota sa chhoti si aasha - หัวใจดวงน้อยของฉัน และความปรารถนาอันเล็กน้อย
• Masti bhare man ki bholi si aasha - ความปรารถนาที่ไร้เดียงสาของหัวใจที่เปี่ยมด้วยความสนุกสนาน
• Chaand taaron ko chhoone ki aasha - ความปรารถนาที่จะเอื้อมมือไปสู่ดวงดาวและดวงจันทร์
• Aasmaan mein udne ki aasha - ความปรารถนาที่จะโบยบินบนท้องฟ้า

อะวาบาย โบมาญจี วาเดีย
ชื่อเต็มของวาเดียคือ อะวาบาย โบมาญจี วาเดีย (Avabai Bomanji Wadia) เกิดวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1913 ในเมืองโคลัมโบ (Colombo) ซีลอน (Ceylon) คือศรีลังกาในปัจจุบัน

เธอเกิดในครอบครัวที่ฐานะค่อนข้างดี เป็นครอบครัวที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมตะวันตกอยู่ไม่น้อย ครอบครัวของเธอเป็นชาวปาร์ซี (Parsi) คุณพ่อมีบ้านเกิดอยู่ในคุชราต (Gujrat) อนุทวีปอินเดีย คุณพ่อของเธอชื่อโดราบจี มุนเจรจี (Dorabji Muncherji) คุณแม่ชื่อปิโรชบาย อรรสิวาลา เมห์ตา (Pirojbai Arsiwala Mehta) พ่อของเธอย้ายไปทำงานที่โคลัมโบเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในบริษัทเดินเรือ คุณแม่ของเธอแม้จะเป็นแม่บ้าน แต่ก็เป็นคนเข้มแข็ง มีนิสัยรักอิสระและใฝ่รู้ เมื่อทั้งสองย้ายไปศรีลังกา วาเดียจึงเกิดในโคลัมโบ
การวางแผนครอบครัว หรือ Family Planning
สารานุกรมบริแทนิกา (Britannica) นิยาม “การวางแผนครอบครัว” ว่า การใช้การคุมกำเนิดเพื่อกำหนดว่าครอบครัวจะมีจำนวนบุตรทั้งหมดกี่คน และเด็กเหล่านั้นควรเกิดเมื่อใด คำจำกัดความของหลายประเทศก็คล้ายกัน อาจจะมีรายละเอียดในบางเรื่องมากน้อยกว่ากัน

สำหรับอินเดีย การวางแผนครอบครัวคือการปฏิบัติว่าด้วยการคุมจำนวนบุตร และระยะห่างระหว่างการมีบุตรลำดับถัดไป นิยามของอินเดียกล่าวถึงการป้องกันการตั้งครรภ์ (contraception) และการทำหมันโดยสมัครใจด้วย
ชีวิตวาเดีย
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าเธอเกิดในศรีลังกา เมื่ออายุ 15 ปี เธอเดินทางไปอังกฤษกับคุณแม่ของเธอเพื่อไปพบปะญาติ หลังจากนั้นวาเดียก็เข้าศึกษาที่โรงเรียนมัธยมบรอนด์สแบรีแอนด์คิลเบิร์น (Brondesbury and Kilburn High School)

เธอมีความฝันตั้งแต่วัยเด็กแล้วว่า เมื่อโตมาเธอจะเป็นนักกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้เมื่อจบมัธยมปลายเธอก็เริ่มเข้าเรียนที่อินส์ ออฟ คอร์ต (Inns of Court) และกลายเป็นสตรีคนแรกจากศรีลังกาที่สอบผ่านเนติบัณฑิตด้วยอายุเพียง 19 ปี ผู้ฟังหลายคนอาจจะงงว่าทำไมถึงเรียนจบเนติบัณฑิตด้วยอายุเพียง 19 ปีได้ คือสมัยก่อนเขาไม่ได้มีระบบการเรียนแบบนี้หมด เมื่อเข้าทำงานที่อังกฤษก็ประสบเจอการกีดกันทางเพศในอาชีพนักกฎหมาย

ช่วงเวลาที่เธออาศัยอยู่ในอังกฤษ วาเดียมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มองค์กรสตรีของอังกฤษ เช่น สันนิบาตเครือจักรภพบริเตน (British Commonwealth League) กลุ่มพันธมิตรสตรีสากล (International Alliance of Women) นอกจากการเข้าถึงแวดวงปัญญาชนของอังกฤษแล้ว เธอยังได้พบปะนักปฏิรูปสังคมผู้โดดเด่นหลายคนด้วย นักปฏิรูปสังคมเหล่านี้ เช่น มหาตมาคานธี บัณฑิตยวาหระลาล เนห์รู และ มูฮัมเหม็ด อาลี จินนาห์ เป็นต้น การพบเจอคนสำคัญเหล่านี้เกิดขึ้นที่อังกฤษทั้งสิ้น เพราะบุคคลสำคัญเหล่านี้เดินทางไปอังกฤษเพื่อพูดคุยกับรัฐบาลอังกฤษเรื่องการเมืองการปกครองอินเดีย

ค.ศ. 1939 เธอเดินทางกลับอินเดีย ทำงานในศาลเมืองบอมเบย์ ทำได้เดือนเดียว เธอก็เดินทางไปศรีลังกา แม้ที่ศรีลังกาเธอจะทำอาชีพนักกฎหมาย แต่ก็ยังทำงานด้านสังคมสงเคราะห์กับองค์กรสตรี เช่น องค์กรชุมนุมสตรีทั่วอินเดีย (All India Women's Conference) ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 1927 ก่อนจะขึ้นทะเบียนในปี ค.ศ. 1930

วาเดียกลับมาที่บอมเบย์อย่างถาวรในปี ค.ศ. 1941 ซึ่งทำให้เธอได้พบว่าที่สามีของเธอ ดร. โบมาญจี วาเดีย (Dr. Bomanji Wadia) ทั้งสองแต่งงานกันในปี ค.ศ. 1946

การทำงานกับองค์กรชุมนุมสตรีทั่วอินเดียอย่างต่อเนื่องนี้ ทำให้วาเดียได้พบเจอผู้สนับสนุนการวางแผนครอบครัว
สตรีผู้บุกเบิกด้านการวางแผนครอบครัวในอินเดีย
"ครั้งแรกที่ดิฉันได้ยินคำว่า การคุมกำเนิด ดิฉันรู้สึกรังเกียจ" นี่คือคำกล่าวของเธอ ซึ่งแน่นอนในสมัยนั้นการวางแผนครอบครัวหรือการคุมกำเนิดเป็นเรื่องต้องห้ามในแถบอนุทวีปอินเดีย ยังไม่ต้องกล่าวอีกว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมทางศาสนาจะมีความเห็นต่อเรื่องการคุมกำเนิดเช่นไร

ความคิดของแพทย์หญิงคนหนึ่งในบอมเบย์มีอิทธิพลต่อเธออย่างมาก แพทย์หญิงคนนี้กล่าวในทำนองว่า ผู้หญิงในอินเดียส่ายไปส่ายมาระหว่างการตั้งครรภ์และการให้นมลูกจนตายอย่างน่าอนาถยิ่ง

ความมุ่งมั่นของเธอในเรื่องการวางแผนครอบครัวก็ปรากฏอย่างชัดเจน เมื่อเธอได้ร่วมก่อตั้ง สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งอินเดีย (Family Planning Association of India, FPAI) ในปี ค.ศ. 1949 ซึ่งเป็นองค์กรที่เธอจะเป็นผู้นำอีก 34 ปีต่อมา

ความพยายามของวาเดียทำให้รัฐบาลอินเดียกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ส่งเสริมนโยบายการวางแผนครอบครัวอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1951-1952
สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งอินเดีย (Family Planning Association of India, FPAI)
ภายใต้การนำของเธอ FPAI ใช้รูปแบบการบริหารจัดการในลักษณะกระจายอำนาจตามชุมชน ทำงานร่วมกับคนจนในเมืองและชาวบ้านจากภูมิภาคที่ยากจนที่สุดของอินเดีย

สิ่งที่น่าสนใจคือวาเดียมีความคิดที่ยอดเยี่ยมมาก เธอเข้าใจดีว่า การวางแผนครอบครัวไม่อาจแยกออกจากหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ จำต้องมองในลักษณะองค์รวม จะให้การวางแผนครอบครัวสำเร็จได้ ก็ต้องมองเรื่องการศึกษา ทักษะ สุขภาวะ เรื่องปากท้อง ฯลฯ พร้อมกัน

วิธีการสื่อสารของ FPAI น่าสนใจมากทีเดียว เช่น การร้องเพลงภชัน (Bhajans) หรือเพลงสักการะบูชา พร้อมข้อความทางสังคม เช่น การทำป้ายบนช้าง เช่น การจัดนิทรรศการการวางแผนครอบครัว

รูปแบบการทำงานที่เป็นนวัตกรรมของ FPAI ได้ทำให้เกิดความเชื่อมั่นของสาธารณชนและทำให้ดัชนีบ่งชี้การพัฒนาปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดี

ตัวอย่างที่ชัดเจนตัวอย่างหนึ่งคือ โครงการในมาลูร์ (Malur) มลรัฐกรรนาฏกะ (Karnataka) โครงการนี้เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 ผลลัพธ์ของโครงการนี้ เช่น อัตราการรู้หนังสือเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า อายุเฉลี่ยของการแต่งงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อัตราการตายของทารกลดลง ตัวชี้วัดที่สำคัญอีกคือ หลังจาก FPAI จบโครงการและออกจากพื้นที่แล้ว ชาวบ้านขอเข้ามาทำต่อกันเอง

อาจเป็นไปได้ว่า การที่เธอได้รับการเลี้ยงดูในครอบที่มีความคิดทันสมัย ผนวกกับการศึกษาในตะวันตก และการมีเครือข่ายกับกลุ่มสตรีในบางประเทศ ทำให้เธอคิดที่จะทำเรื่องผู้หญิงอย่างครอบคลุมที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้

การใช้ความสำเร็จของกรณีสมาคมแม่บ้านในเกาหลีใต้มาปรับประยุกต์ให้เข้ากับอินเดีย นั่นคือ เธอได้จัดกลุ่มผู้หญิงให้มีลักษณะที่ใกล้ชิดกัน สามารถพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมที่สำคัญ เช่น เรื่องบทบาทของผู้หญิงในการเมือง หรือเรื่องสินสอดทองหมั้น ฯลฯ

พร้อมกันนี้ เธอมีบทบาทสำคัญในสหพันธ์สากลว่าด้วยการวางแผนการเป็นพ่อแม่ (International Planned Parenthood Federation, IPPF) เธอพยายามเน้นย้ำถึงความท้าทายที่อินเดียเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมประชากรที่เพิ่มมากขึ้น
ผู้นำที่ยอดเยี่ยมอย่างเธอได้รับการพิสูจน์ด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหลายครั้ง
ในช่วงการประกาศภาวะฉุกเฉินโดยอินทิรา คานธี (Indira Gandhi) ระหว่างปี ค.ศ. 1975-1977 รัฐบาลนำโดยอินทิรา คานธีใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบบีบบังคับ คือบังคับให้ทำหมัน

นอกจากวาเดียจะประณามรัฐบาลอินทิรา คานธีแล้ว เธอยังเตือนอย่างหนักแน่นด้วยว่า การวางแผนครอบครัวหรือการคุมกำเนิดจะต้องเป็นไปอย่างสมัครใจ ไม่ใช้วิธีบีบบังคับ สำหรับเธอแล้ว การวางแผนครอบครัวที่ทำกันมาเริ่มหยั่งผลในทางที่ดีแล้ว การที่รัฐบาลมาทำแบบนี้ “ทำให้โครงการทั้งหมดกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่”

ความท้าทายอีกประการเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เมื่อเธอดำรงตำแหน่งประธาน IPPF เธอวิจารณ์รัฐบาลสหรัฐฯ นำโดยโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ซึ่งตัดเงินทุนที่จะช่วยเหลือองค์กรใด ๆ ก็ตามที่ให้บริการหรือสนับสนุนการทำแท้ง

แม้ว่า IPPF มิได้ส่งเสริมการทำแท้งอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีองค์กรในเครือของ IPPF บางแห่งที่ให้บริการทำแท้งในประเทศที่ถูกกฎหมาย IPPF ปฏิเสธที่จะยอมรับแรงกดดันของสหรัฐฯ ให้เปลี่ยนแปลงในเรื่องการทำแท้ง ส่งผลให้ถูกตัดเงินทุน 17 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เธอเยาะเย้ยประธานาธิบดีเรแกนในทำนองว่า กลไกตลาดเสรีคงทำให้ควบคุมจำนวนประชากรได้
เธอคือคนสำคัญที่ทำให้การวางแผนครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป
เรื่องของการวางแผนครอบครัวในอินเดียจำต้องให้เครดิตแก่วาเดียอย่างชัดเจน

เธอเป็นบุคคลสำคัญมากคนหนึ่งที่ทำให้เรื่องการวางแผนครอบครัว หรือการควบคุมประชากรเปลี่ยนแปลงไปอย่างสำคัญ ต้องยอมรับด้วยว่าเรื่องการวางแผนครอบครัวที่เธอได้ทำไว้นั้นส่งผลถึงสิทธิเสรีภาพของผู้หญิงในทุกวันนี้ด้วย

เธอเป็นคนเก่งและเป็นคนดี ทำเพื่อสังคม จุดยืนของเธอน่าเคารพยกย่องมาก ในสมัยที่อินเดียคุยกันเรื่องการตัดสิทธิ (ขอใช้คำว่า disincentive) เธอเน้นย้ำเลยว่า “disincentive” ไม่ดี ไม่พึงประสงค์ และละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน ที่ต้องทำคือ “incentive” ไม่ใช่ “disincentive”

อะวาบาย โบมาญจี วาเดีย ถึงแก่กรรมในวันที่ 11 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2005 สิริอายุ 91 ปี อีกเพียง 2 วันหลังจากวันที่เราออกอากาศ ก็จะครบรอบ 17 ปีวันที่เธอจากไป

หวังว่าผู้ฟังคงเข้าใจแล้วว่า ที่เราเปิดเพลง “Dil Hai Chhota Sa” ก็เพื่อจะบอกว่าอะวาบาย วาเดีย ก็มีหัวใจดวงน้อยดวงหนึ่ง มีความปรารถนาอันเล็กน้อย เป็นความปรารถนาที่ไร้เดียงสาของหัวใจที่เปี่ยมด้วยความสนุกสนานที่จะทำให้สตรีทำให้สังคม ความปรารถนาที่จะเอื้อมมือไปสู่ดวงดาวและดวงจันทร์ เป็นความปรารถนาที่จะโบยบินบนท้องฟ้า และวันนี้ประวัติศาสตร์ก็ได้จารึกชื่อนี้ไว้ในนามของมนุษยชาติแล้ว
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


Notice: Undefined variable: device in /var/www/curadio.chula.ac.th/v2022/crp_footer.php on line 166

(Live) รายการเจาะข่าวเช้านี้ (ช่วงวิเคราะห์เจาะลึก)