นางเทราปที มุรมู : ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 15 ของอินเดีย

- รายการปกิณกะอินเดีย

รับฟังเสียง


นางเทราปที มุรมู : ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 15 ของอินเดีย

เพลง Aisa Des Hai Mera
เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ Veer-Zaara ฉายในปี ค.ศ. 2004 กำกับโดยยัศ โชปฑา (Yash Chopra) ดารานำคือ ชาห์ รุค ข่าน (Shah Rukh Khan) และปรีติ ซินตา (Preity Zinta) เพลงนี้ขับร้องโดย ลตา มังเคศการ์ (Lata Mangeshkar) อุทิต นารายัณ (Udit Narayan) คุรุทาส มาณ (Gurdas Maan) ปฤถา มชุมทาร์ (Pritha Mazumdar) แต่ที่เปิดไปสั้นมากจึงไม่อาจได้ฟังเสียงของทุกคน ที่เปิดเพลงนี้เพราะเข้ากับเนื้อหาของรายการในวันนี้

Dharti sunehri ambar neela ho ผืนดินสีทอง ท้องนภาสีฟ้า
Har mausam rangeela ทุกฤดูกาลมีสีสัน
Aisa des hai mera นั่นแหละคือประเทศของฉัน
Bole papiha koyal gaaye นกกาเหว่าส่งเสียงเพรียกร้อง นกโคเอลขับขานเพลง

ที่บอกว่าเข้ากับหัวข้อรายการเพราะวันนี้อินเดียมีประธานาธิบดีคนใหม่ เป็นสตรีที่มาจากกลุ่มชนเผ่าหรือ tribal บ่งบอกถึงการยอมรับความหลายหลาก บ่งบอกถึงสุนทรียภาพเยี่ยงประเทศอินเดียอันงดงาม
________________

ขอขอบพระคุณบรรดาแฟนรายการที่ร่วมแสดงความยินดีกับเรา เนื่องในโอกาสที่เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา รายการปกิณกะอินเดียได้รับประกาศนียบัตร โครงการเวทีรางวัลเชิดชูเกียรติสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
________________
นางเทราปที มุรมู ประธานาธิบดีคนที่ 15 ของอินเดีย
วันนี้ผลเลือกตั้งชัดเจนแล้วว่า ประธานาธิบดีคนที่ 15 ของอินเดียคือนางเทราปที มุรมู (Droupadi Murmu) ต้องออกเสียงว่า เทรา-ปะ-ที ไม่ใช่ เท-รา-ปะ-ที

หลายคนที่อ่านวรรณกรรมอินเดียคงทราบที่มาของชื่อนี้ทันทีว่ามาจากตัวละครในมหาภารตะ เป็นชายาของพี่น้องปาณฑพทั้งห้านั่นเอง อย่างไรก็ตาม ที่อินเดียจะนิยมออกเสียงตามสำเนียงฮินดีว่า ดรอ-ปะ-ดี

นายกโมดี เขียนข้อความลงทวิตเตอร์ในวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า “อินเดียจดจารประวัติศาสตร์ ณ ยามที่ชาวอินเดีย 1,300 ล้านกำลังเฉลิมฉลองในงานอมฤตแห่งอิสรภาพ บุตรีแห่งอินเดียคนหนึ่ง ผู้ถือกำเนิดจากชุมชนชาวเผ่าในดินแดนไกลโพ้นฟากตะวันออกอินเดีย ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของเรา! ขอแสดงความยินดีกับ ฯพณฯ ศรีมตี เทราปที มุรมู ในความสำเร็จครั้งนี้”

ก่อนอื่นเราคงต้องอธิบายให้ผู้ฟังรับทราบถึงที่มาของการมีตำแหน่งประธานาธิบดีของอินเดียเสียก่อน แต่ส่วนเรื่องคำศัพท์นั้น ตำแหน่งประธานาธิบดี ที่อินเดียเรียกว่า ราษฏรปติ (Rashtrapati) ซึ่งถ้าจะเทียบให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายคงต้องใช้รูปแบบภาษาบาลีว่า “รัฐบดี” ความหมายตรงไปตรงมามาก คือประมุขของรัฐนั่นเอง ณ ที่นี้ขอชี้แจงเพิ่มเติมด้วยเพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่า คำว่าราษฏรปตินี้ตรงกับที่ไทยเรียกว่า “ประธานาธิบดี” ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอินเดียนั้นใช้ว่า “ประธานมนตรี” ซึ่งมีความหมายว่าหัวหน้าคณะมนตรี
ที่มาของตำแหน่งประธานาธิบดีอินเดีย
15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 คือวันที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ ซึ่งหาใช่วันที่อินเดียได้กำหนดเอง จริง ๆ แล้ว ผู้นำอินเดียต้องการให้วันที่ 26 มกราคมเป็นวันเอกราช

ขอขยายความดังนี้ ในการประชุมประจำปีของอินเดียนเนชั่นแนลคองเกรส ณ ลาฮอร์ (ปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน) เดือนธันวาคม 1929 แม้ว่าอินเดียยังไม่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ที่ประชุมได้ประกาศ “ปูรณสวราช” (การปกครองด้วยตนเองอย่างสัมบูรณ์) และมีมติให้วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมกราคมปีถัดไป ซึ่งตรงกับวันที่ 26 มกราคมเป็นวันเอกราชอินเดีย นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 ถึง 1946 คองเกรสได้ใช้ 26 มกราคมเป็นวันเอกราชอินเดียมาโดยตลอด

20 กุมภาพันธ์ 1947 เคลเมนต์ แอทท์ลี (Clement Atlee) แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษว่า การครองราชย์อินเดียโดยอังกฤษจะสิ้นสุดไม่เกินมิถุนายน 1948 และหากยวาหระลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) กับมูฮัมหมัด อลี จินนาห์ (Muhammad Ali Jinnah) ผู้นำสันนิบาตมุสลิมอินเดีย ตกลงกันได้ ก็จะถ่ายโอนอำนาจให้รัฐบาลกลางในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ ก็จะถ่ายโอนอำนาจในรูปแบบอื่นที่เหมาะสมที่สุด

เดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1947 หลุยส์ เมานท์แบตเทน (Louis Mountbatten) เดินทางไปอินเดียในฐานะอุปราชคนสุดท้ายของอังกฤษ ภารกิจของเมานท์แบตเทนคือถ่ายโอนอำนาจและรีบออกจากอินเดียให้เร็วที่สุด

นอกจากอังกฤษจะต้องการออกจากอินเดียให้เร็วที่สุดแล้ว ยังประสงค์จะจี้ทุกฝ่ายที่กำลังถกเถียงกันให้สะดุ้งและฉุกคิดได้ว่าตนกำลังพุ่งตรงเข้าหาหุบเหวแห่งความแตกแยก ที่แน่ชัดคือ การรีบเร่งประกาศเอกราชยิ่งทำให้โกลาหลหนักกว่าเดิม และแล้วอังกฤษนำโดยพรรคแรงงานก็ออกพระราชบัญญัติเอกราชอินเดียในเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1947

ในวันที่ 14 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1947 จินนาห์ประกาศเอกราชปากีสถาน และในวันเดียวกันนี้ที่นิวเดลี ทางสภาของอินเดียนัดประชุมครั้งที่ 5 เวลา 23.00 น. ประธานการประชุมคือราเชนทระ ประสาท (Rajendra Prasad) ผู้จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของ (สาธารณรัฐ) อินเดียในปี ค.ศ. 1950

ในการประชุมนี้ เนห์รูได้กล่าวสุนทรพจน์ “การนัดหมายกับชะตากรรม” ซึ่งนับเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ยอดเยี่ยมของโลกแห่งศตวรรษที่ 20 ใจความตอนต้นของสุนทรพจน์กล่าวว่า “เมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน ยามที่ทั้งโลกหลับใหล อินเดียจะตื่นขึ้นมาสู่ชีวิตและอิสรภาพ...” และเพื่อยืนกรานอีกครั้งว่า วันประกาศเอกราชเป็นความบังเอิญ เนห์รูกล่าวว่า “วันที่กำหนดไว้ได้มาถึงแล้ว – เป็นวันที่ชะตากรรมกำหนด...”

น่าสังเกตว่า ในวันประกาศเอกราชอินเดียนั้น อินเดียยังคงให้พระเจ้าจอร์จที่หกของอังกฤษเป็นประมุขของตนอยู่ ทั้ง ที่แลดูขัดกับการมีเอกราชของตนอย่างสิ้นเชิง แต่ด้วยความจำเป็นที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรของตน ก็จำต้องเลือกแก้ปัญหาสำคัญก่อน รัฐธรรมนูญฉบับถาวรเสร็จสมบูรณ์ในปลายปี 1949 ผู้นำอินเดียรอให้ถึงวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1950 เพื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร ที่เลือกวันนี้เพราะเป็นวันเอกราชที่เคยตกลงกันไว้ในการประชุมที่ลาฮอร์ในปี 1929

กล่าวได้ว่าในวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1950 อินเดียเลือกประกาศเอกราชอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เอกราชมีความเป็นปูรณสวราชมากที่สุด และเรียกวันนี้ว่าวันสาธารณรัฐอินเดีย โดยมีประธานาธิบดีราเชนทระ ประสาท เป็นประมุขของประเทศแทนพระมหากษัตริย์อังกฤษ

ตรงนี้คงตอบแล้วว่าทำไมประธานาธิบดีอินเดียจึงมีอำนาจน้อยมากเมื่อเทียบกับนายกรัฐมนตรี
ขั้นตอนในการเลือกประธานาธิบดีอินเดีย
มาตรา 62(1) ของรัฐธรรมนูญอินเดียระบุว่า จะต้องมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีก่อนประธานาธิบดีที่อยู่ในตำแหน่งจะหมดวาระ

วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมามีการเลือกตั้ง ที่หัวข้อรายการใช้คำว่า “ว่าที่ประธานาธิบดี” ก็เพราะประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นายราม นาถ โควินท์ (Ram Nath Kovind) จะหมดวาระในวันที่ 25 กรกฎาคม วาระการดำรงตำแหน่งคือ 5 ปี

กลุ่มรัฐบาลผสมปัจจุบัน หรือแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Alliance, NDA) ที่นำโดยพรรคภารตียชนตา หรือ BJP ได้เสนอชื่อ นางเทราปที มุรมู เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ฝ่ายค้านได้เสนอชื่อยศวันต์ สิงหา (Yashwant Sinha) อดีตข้าราชการประจำ ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลของอตัล พิหารี วัชปายี (Atal Bihari Vajpayee)

การเลือกประธานาธิบดีอินเดียจะเป็นการเลือกตั้งแบบทางอ้อม ไม่ใช่ทางตรงแบบสมาชิกรัฐสภา

• การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมีคณะผู้เลือกตั้งซึ่งประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาทั้งสภาล่างและสภาบน และสมาชิกนิติบัญญัติของสภาระดับมลรัฐ รวมทั้งเขตปกครองพิเศษ เช่น เดลี และปุดุเชอร์รี (Puducherry)
• สมาชิกสภาบนที่มาจากการแต่งตั้งไม่อาจลงคะแนนเสียงได้
• ทว่ากระบวนการทั้งหมดยังมีความสลับซับซ้อนอีก คือ ไม่ใช่ทุกคนจะนับเป็น 1 เสียง สส. ทุกคนมี 700 คะแนนเท่ากัน
• กรณี Member of the Legislative Assembly หรือ MLA หรือ สมาชิกนิติบัญญัติระดับท้องถิ่น จำนวนคะแนนจะคำนวณตามสัดส่วนของประชากร ซึ่งแต่ละมลรัฐก็จะแตกต่างกัน
• การชนะการเลือกตั้งได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ผู้สมัครต้องได้คะแนนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง
• ในการเลือกตั้งล่าสุด นางเทราปที มุรมู ได้คะแนนมากถึงร้อยละ 64.03 จากคะแนนเสียงทั้งหมด
นางเทราปที มุรมู คือใคร
เธอมาจากกลุ่มชนเผ่า หรือที่เรียกว่า Tribal ทว่ากลุ่มนี้เรียกสลับกับคำว่า อาทิวาสี (Adivasi) ก็ได้ ซึ่งกลุ่มนี้คือกลุ่มที่เสียเปรียบและถูกระบุในรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ กลุ่มชนเผ่าของเธอคือ กลุ่มสันถาลี (Santali Tribe)

เธอเกิดวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1958 บ้านเกิดของเธอคือ (Mayurbhanj) อยู่ในมลรัฐ (Odisha) ตั้งอยู่ทางตะวันออกของอินเดีย

ชีวิตของคนชนเผ่าเสียเปรียบหลายคน คงไม่ผิดด้วยหากจะกล่าวว่าชีวิตยากลำบากคล้ายทลิต หรือที่คนไทยนิยมเรียกจัณฑาล

แต่นางเทราปที มุรมู ไม่เคยย่อท้อกับชีวิต เธอพยายามต่อสู้โดยเข้าเรียนหนังสือ สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยสตรีรามเทวี (Rama Devi Women's College) ก่อนจะทำอาชีพเป็นครู เคยทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ณ สถาบันวิจัยและการศึกษาเชิงบูรณาการศรีออโรพินโท ที่รายรังคปูร์ (Rairangpur) และเป็นเจ้าหน้าที่แผนกชลประทานมลรัฐโอริสสา

มุรมูเข้าร่วมพรรคภารตียชนตาในปี ค.ศ. 1997 และได้รับเลือกให้เป็นสภาชิกสภานครปัญจายัตแห่งรายรังคปูร์ กระทั่งในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 มุรมูได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการมลรัฐฌารขัณฑ์ (Jharkhand) นับเป็นผู้ว่าการหญิงคนแรกของมลรัฐนี้

นัยะของหัวข้อวันนี้คือ อ่านอินเดียให้ขาดและอินเดียมีระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


Notice: Undefined variable: device in /var/www/curadio.chula.ac.th/v2022/crp_footer.php on line 166

(Live) รายการพินิจเศรษฐกิจการเมือง (เปิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดย TDRI)