อมรจิตรกถา ค่านิยมสังคมอินเดียผ่านหนังสือการ์ตูน

- รายการปกิณกะอินเดีย

รับฟังเสียง


อมรจิตรกถา ค่านิยมสังคมอินเดียผ่านหนังสือการ์ตูน

เพลง Choti Choti Gaiya
เป็นเพลงจากช่อง Moople TV Hindi ซึ่งเป็นช่องสำหรับเด็ก ชื่อของเพลงมีความหมาย “วัวตัวน้อย ๆ” ส่วนเนื้อหาของเพลงนั้นเชื่อมโยงกับพระกฤษณะ ตามปกรณัมฮินดูนั้น สมัยเด็กท่านเคยเลี้ยงวัวมาก่อน จึงทรงได้อีกพระนามหนึ่งว่า “โคบาล” (Gopala)

ดังนั้นหากท่านได้รู้จักเพื่อนคนอินเดียที่มีชื่อนี้ ขอให้เข้าใจว่าความหมายไม่ได้หมายถึงคนเลี้ยงวัวคนใดก็ได้ แต่หมายถึงพระกฤษณะโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นธรรมดาของคนอินเดียที่จะใช้ฉายาของเทพองค์ต่าง ๆ มาตั้งชื่อ อย่างเช่นพระกฤษณะนอกจากจะใช้ชื่อ “โคบาล” แล้วก็ยังมีชื่อว่า “คิริธร” (Giridhar) หมายถึงผู้ยกภูเขา จากวีรกรรมของพระองค์ที่เคยใช้นิ้วยกภูเขาทั้งลูก หรือถ้าใช้ชื่อว่า “คงคาธร” (Gangadhar) คือผู้ทรงไว้ซึ่งแม่น้ำคงคา ก็จะหมายถึงพระศิวะ เพราะพระศิวะโปรดให้พระแม่คงคาประทับอยู่บนชฎาคือมวยผมของพระองค์ เพื่อยับยั้งให้กระแสน้ำไหลลงมาอย่างอ่อนโยนนั่นเอง

สำหรับเพลงที่เราเปิดในวันนี้เป็นเพลงสำหรับเด็ก ประเภทที่ภาษาฮินดีเรียกว่า “พาลคีต” (Balgeet) คำว่า “พาล” หรือ bal ในภาษาฮินดีหมายความว่าเด็กหรือผู้ยังอยู่ในวัยเยาว์ เพลงประเภทนี้มักจะสอดแทรกความรู้และค่านิยมบางอย่างที่ต้องการจะสอนเด็กลงไป บ่อยครั้งก็เป็นตำนานปกรณัมฮินดู ซึ่งเป็นฐานความคิดหลักของสังคมฮินดูในอินเดีย สาเหตุที่เราเลือกเพลงนี้มาเปิดก็เพราะหัวข้อของเราในวันนี้จะเกี่ยวข้องกับสื่อสำหรับเด็ก ในฐานะสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาของเด็กช่วงปฐมวัย

การ์ตูน เครื่องมือบ่มเพาะความคิดของเด็กช่วงปฐมวัย
ไม่ว่าในสังคมใดต่างก็ตระหนักดีว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะสิ่งที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ในช่วงปฐมวัยจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต และมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการกำหนดอัตลักษณ์ รสนิยม ค่านิยม นิสัยใจคอของเด็กผู้นั้นเลยทีเดียว

ทั้งนี้หากจะพูดถึงสื่อที่มีบทบาทในการบ่มเพาะความคิดของเด็กตั้งแต่ปฐมวัย หนึ่งในนั้นคงยากที่จะหลีกเลี่ยงการกล่าวถึง หนังสือการ์ตูน ซึ่งเป็นรูปแบบสื่อที่ได้รับความนิยมมากในหมู่เด็ก ๆ ทั่วโลก

เพราะ หนังสือการ์ตูน มักมีเรื่องราวสนุกสนานและภาพประกอบสวยงามอ่านง่าย ดึงดูดความสนใจของเด็กทำให้ซึมซับเรื่องราวและข้อมูลได้ง่าย สิ่งนี้ดูจะเป็นสากล คือเด็กทุกชาติทุกภาษาต่างก็ชื่นชอบการ์ตูนไม่ต่างกัน ดังนั้นประเด็นสำคัญที่แต่ละสังคมจะต้องขบคิดอย่างมากกคือ จะใช้เรื่องใดมาเขียนเป็นการ์ตูนให้เด็กอ่าน เรื่องใดบ้างที่ควรนำเสนอให้เด็ก และเรื่องใดที่จะต้องหลีกเลี่ยงหรือจำกัด ทั้งนี้เรามิได้หมายรวมถึงการ์ตูนที่จงใจเขียนให้ผู้ใหญ่อ่าน เพราะการ์ตูนก็ไม่ต่างจากภาพยนตร์ คือเป็นสื่อที่มีการควบคุมเรตติ้งเช่นเดียวกัน
หนังสือการ์ตูน อมรจิตรกถา (Amar Chitra Katha)
21 กรกฎาคม 2022 เป็นวันครบรอบ 55 ปีการก่อตั้งหนังสือการ์ตูนชื่อว่า "อมรจิตรกถา" (Amar Chitra Katha) หรือบางทีเรียกตามอักษรย่อว่า ACK หนังสือการ์ตูนฉบับนี้มีชื่อเสียงมากในอินเดีย เรียกได้ว่าในชุมชนที่เข้าถึงการศึกษาจะมีให้เด็กอ่านแทบทุกครัวเรือนเลยก็ว่าได้

ท่านใดที่เคยไปเที่ยวอินเดียและเข้าไปในร้านหนังสือก็จะพบเห็นหนังสือการ์ตูนจำนวนหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับเทพปกรณัมฮินดู คติทางศาสนาต่าง ๆ ไม่จำกัดว่าศาสนาใด มีทั้งฮินดู พุทธ เชน ซิกข์ อิสลาม คริสต์ และยังมีนิทานปรัมปรา หรือบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อินเดียหรือประวัติศาสตร์โลก หากท่านเห็นหนังสือการ์ตูนในลักษณะนี้ เป็นไปได้สูงมากว่าเป็นหนังสือการ์ตูนอมรจิตรกถา ซึ่งเป็นเจ้าสำคัญที่สุดในการผลิตสื่อเพื่อให้ความรู้เด็กเกี่ยวกับค่านิยมแบบอินเดีย
อนันต์ ปาย (Anant Pai) ผู้บุกเบิกหนังสือการ์ตูนอินเดีย
สำหรับการก่อตั้งหนังสือการ์ตูนฉบับนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1967 โดยบุคคลผู้หนึ่งชื่อว่า อนันต์ ปาย (Anant Pai) หรือที่รู้จักกันในนาม Uncle Pai นักการศึกษาและผู้บุกเบิกหนังสือการ์ตูนอินเดีย

เขาเกิดเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1929 ณ เมืองกรรกาลา (Karkala) ซึ่งในสมัยนั้นอยู่ในแคว้นมัทราสของบริติชอินเดีย เขาเกิดในครอบครัววรรณะพราหมณ์กลุ่มที่เรียกว่าเคาฑสารัสวัต (Goud Saraswat) ซึ่งพูดภาษากงกะณี (Konkani) เป็นภาษาแม่ พ่อแม่ของเขาชื่อ เวงกฏรายา (Venkataraya) และ สุศีลา (Susheela) ปาย ทว่าทั้งสองคนได้เสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุได้สองขวบ อนันต์ ปาย จึงไม่มีความทรงจำส่วนตัวเกี่ยวกับพ่อแม่ ตั้งแต่เขาจำความได้ ผู้ที่เลี้ยงดูเขามาในวัยเด็กก็คือคุณตา

ครั้นเมื่อคุณตาได้เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1944 เขาจึงได้ย้ายมาอาศัยญาติที่บอมเบย์ (หรือมุมไบในปัจจุบัน) และได้เรียนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในย่านมาฮิม จนกระทั่งจบการศึกษาระดับมัธยมจึงเรียนต่ออุดมศึกษาในสายเคมี ฟิสิกส์ และวิศวกรรมเคมี ณ สถาบันเทคโนโลยีเคมี (Institute of Chemical Technology) และสำเร็จปริญญาสองใบจากมหาวิทยาลัยบอมเบย์ (University of Bombay)

ปายมีความใฝ่ฝันและมุ่งมั่นที่จะสร้างหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กอยู่เสมอมา

เขาเคยพยายามสร้างนิตยสารเด็กฉบับหนึ่งชื่อว่า “มาณพ” (Manav แปลว่า “หนุ่มน้อย”) ในปี ค.ศ. 1954 แต่ไม่ประสบความสำเร็จนักจนต้องปิดตัวลง เขาจึงผันตัวเองมาทำงานเป็นผู้บริหารระดับย่อยในนิตยสาร Times of India ซึ่งในขณะนั้นได้ออกซีรีส์หนังสือการ์ตูนชื่อว่า อินทรชาล (Indrajal Comics) ปายได้มากำกับดูแลหนังสือการ์ตูนฉบับนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นการ์ตูนผจญภัยและซูเปอร์ฮีโร่ทำนองเดียวกับการ์ตูนมาร์เวล แปลมาจากการ์ตูนของอเมริกา เช่นเรื่องหนึ่งที่มีชื่อเสียงในอินทรชาลก็คือผลงานเรื่อง The Phantom ของ ลี ฟอล์ก (Lee Falk) นักเขียนการ์ตูนชาวอเมริกัน ส่วนอื่น ๆ ก็สอดแทรกด้วยคอลัมน์เกร็ดความรู้เล็ก ๆ เช่น Ripley’s Believe It or Not?

จุดพลิกผันของปาย เกิดจากการที่วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1967 เขาได้รับชมรายการโทรทัศน์ประเภทควิซโชว์ ทางช่อง “ดูรดัรชัน” (Doordarshan) ในรายการที่ออกอากาศวันนั้น ผู้เข้าแข่งขันซึ่งเป็นนักศึกษาสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับตำนานเทพปกรณัมกรีกและโรมันได้อย่างคล่องแคล่ว ทว่ากลับมาตกม้าตายกับคำถามตื้น ๆ คือไม่อาจตอบคำถามที่ว่า “ใครคือพระมารดาของพระรามในเรื่องรามายณะ” (คำตอบที่ถูกต้องคือ พระนางเกาศัลยา)

ปายรู้สึกสะท้อนถอนใจกับเหตุการณ์นี้มาก เขาจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าต้องสร้างสื่อสำหรับเด็กที่ให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมรดกอินเดีย ในปีเดียวกันนั้นเอง ปายลาออกจากนิตยสาร Times of India แล้วจึงเริ่มผลิตหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กที่ชื่อว่า “อมรจิตรกถา” ออกมา โดยเน้นนำเสนอเรื่องราวโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับตำนานปรัมปรา นิทานพื้นบ้าน เทพปกรณัม และบุคคลสำคัญของอินเดีย
กำเนิดหนังสือการ์ตูน อมรจิตรกถา
ข้อมูลจากนิตยสารเอาท์ลุก ได้กล่าวเพิ่มเติมไว้ว่า แม้โดยทั่วไปผู้คนจะรับรู้ว่าปายได้สร้างการ์ตูนฉบับนี้ขึ้นในมุมไบปี ค.ศ. 1967 แต่ทว่าที่มาต้องสืบย้อนไปก่อนหน้านั้นคือมีบุคคลผู้หนึ่งในบังกาลอร์ชื่อ จี.เค. อนันตรัม (G.K. Ananthram) ได้เสนอให้จัดพิมพ์การ์ตูนชื่ออมรจิตรกถาออกมาตั้งแต่ ค.ศ. 1965 เพียงแต่ว่าการพิมพ์ฉบับแรกนั้นเป็นภาษากันนฑะ ซึ่งเป็นภาษาของมลรัฐกรรนาฏกะ หาใช่ภาษาอังกฤษไม่

ต่อมา การ์ตูนฉบับนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี บรรณาธิการจึงดำริจะออกเป็นภาษาอังกฤษเพื่อขยายฐานลูกค้า จึงได้ชักชวนอนันต์ ปาย เข้ามาบริหารงานการ์ตูนอมรจิตรกถา และจัดพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษขึ้น โดยเริ่มนับตั้งแต่ฉบับที่ 11 (เพราะ 10 ฉบับแรกตีพิมพ์เป็นภาษากันนฑะ) อนันตรัมกล่าวถึงปายว่า “พวกเขาได้ชักชวนปายเข้ามาร่วมงาน และปายก็ได้สร้างทีมงานที่มหัศจรรย์และแบรนด์ที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา” เห็นได้ชัดว่า แม้อนันตรัมจะเป็นคนคิดชื่ออมรจิตรกถา แต่เขาก็ยกเครดิตความสำเร็จให้อนันต์ ปาย อย่างเต็มที่
ความนิยมของอมรจิตรกถา
ภายในช่วงทศวรรษ 1970 อมรจิตรกถาก็ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย มียอดขายถึงปีละ 5 ล้านฉบับ และเคยทำสถิติสูงสุดถึงเดือนละ 7 แสนฉบับ ภายในปี ค.ศ. 1975 ก็มีหนังสือการ์ตูนออกมาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งเรื่อง บางครั้งก็มากถึงสามเรื่อง

ความสำเร็จของอมรจิตรกถายังดึงดูดให้นักเขียนการ์ตูนมีฝีมือจำนวนมากที่มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์มาร่วมงานด้วย แน่นอนว่า ยิ่งมีนักเขียนการ์ตูนฝีมือดีที่สร้างสรรค์ผลงานได้งดงามยิ่งขึ้นเท่าไหร่ ชื่อเสียงของการ์ตูนฉบับนี้ก็ยิ่งแพร่หลายมากขึ้นเท่านั้น ในส่วนตัวของอนันต์ ปาย ก็เป็นบรรณาธิการและเขียนบทการ์ตูนเองในหลายฉบับ

หนังสือการ์ตูนฉบับแรกของแบรนด์อมรจิตกถาภาษาอังกฤษ ได้รับการรวมเล่มแยกออกมาในปี ค.ศ. 1969 คือเรื่อง “กฤษณะ” รังสรรค์ภาพประกอบโดย ราม วะอีร์การ์ (Ram Waeerkar) จนกระทั่งถึงปัจจุบันหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้ก็ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำมาแล้วถึง 200 ครั้งเลยทีเดียว
อมรจิตรกถาเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
หลังจากนั้นอมรจิตรกถาก็ตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนเกี่ยวกับ บุคคลในตำนานปกรณัมของอินเดีย ออกมาเรื่อย ๆ ตัวอย่างในฉบับแรก ๆ ก็เช่น ศกุนตลา, พี่น้องปาณฑพ, สาวิตรี, พระราม, พระนลและทมยันตี ต่อมาก็เริ่มผสมผสานกับ บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์รวมทั้งทางศาสนาและปรัชญาอื่น ๆ เช่น พระพุทธเจ้า, พระมหาวีระ, จาณักยะ, ปฤถวิราช จอฮัน, คุรุนานัก, คุรุโควินท์ สิงห์, กะบีร์, ตุลสีทาส เรื่อยมาจนถึง บุคคลร่วมสมัย อย่างมหาตมา คานธี, สุภาส จันทร โบส, รพินทรนาถ ฐากูร, สวามีวิเวกานันท์ หรือแม้กระทั่งชมเสฐี ตาตา, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, พระภิกษุฟาเหียน, หลุยส์ ปาสเตอร์ ไม่เพียงแต่เท่านั้นอมรจิตรกถายังรวบรวม นิทานอินเดียที่มีแหล่งที่มาจากคัมภีร์ต่าง ๆ ไว้มากมาย เช่น ภาควัตปุราณ หิโตปเทศ ปัญจตันตระ ชาดกของพุทธศาสนา เป็นต้น รวมการ์ตูนที่ออกมาถึงปัจจุบันไม่น่าจะต่ำกว่า 500 ชื่อเรื่อง
ประเด็นที่คนวิพากษ์วิจารณ์
ท่ามกลางความสำเร็จของอมรจิตรกถา หนังสือการ์ตูนชุดนี้ก็ใช่จะปราศจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์เสียทีเดียว ข้อหนึ่งที่คนมักหยิบยกขึ้นมาพูดก็คือ หนังสือชุดนี้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ชาตินิยมฮินดูหรือไม่ ทั้งนี้เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอปกรณัมฮินดูแทบทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาอย่างเป็นธรรมจะพบว่า อมรจิตรกถามีเรื่องราวจากคติความเชื่อที่หลากหลาย และการนำเสนอบุคคลสำคัญของศาสนาอื่น เช่น ซิกข์ เชน หรือ อิสลาม ก็เป็นไปด้วยความเคารพไม่แตกต่างกับบุคคลในศาสนาฮินดู

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนวิพากษ์คือ ความแม่นยำทางข้อมูลประวัติศาสตร์

เช่นมีการนำเสนอผิดเพี้ยนจากข้อเท็จจริง หรือนำเสนอเพียงมุมมองเดียวจากเรื่องที่มีความคิดเห็นแตกต่างหลายแง่มุม ในกรณีนี้เราคงต้องมองว่าเป็นข้อจำกัดของหนังสือการ์ตูน การวาดประกอบจะต้องติดต่อกันเป็นเรื่องยาว ไม่อาจเปลี่ยนแง่มุมไปมาได้เหมือนการพรรณนาเป็นตัวหนังสือ อีกทั้งอมรจิตรกถาก็ไม่ได้ประกาศว่าตนเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับพึ่งพาทางวิชาการแต่อย่างใด
________________
อนันต์ ปายถึงแก่กรรมในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 สิริอายุ 81 ปี กระนั้นก็ตาม อมรจิตรกถายังคงดำเนินงานเรื่อยมาจนปัจจุบัน และเพิ่งจัดงานเฉลิมฉลองครบ 55 ปีไปเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเมื่อปีที่ผ่านมา คือได้ ปรีติ วยาส ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ FunOKPlease และมีประสบการณ์ในการทำเนื้อหาสำหรับเด็กมากว่า 24 ปี มาเป็นประธานบริษัทคนใหม่
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


Notice: Undefined variable: device in /var/www/curadio.chula.ac.th/v2022/crp_footer.php on line 166

(Live) รายการเปิดโลกสื่อสาร