นัยยะสำคัญในการเสด็จเยือนอินเดีย 3 ครั้งของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

- รายการปกิณกะอินเดีย

รับฟังเสียง


นัยยะสำคัญในการเสด็จเยือนอินเดีย 3 ครั้งของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

เพลง Itna Na Mujh Se Tu Pyar Badha
เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ Chhaya (เงา) ฉายในปี ค.ศ. 1961 ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยหฤษีเกศ มุเขอร์จี (Hrishikesh Mukherjee) ดารานำคือสุนีล ทัตต์ (Sunil Dutt) อาศา ปาเรข (Asha Parekh) และนิรูปา รอย (Nirupa Roy) เพลงนี้ขับร้องโดยฏอลอาต มะห์มูด (Talat Mahmood)

เหตุที่เลือกเปิดเพลงนี้แต่เป็นเวอร์ชั่นเศร้าก็เพราะวันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน 2022 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ได้เสด็จสวรรคตแล้ว รายการปกิณกะอินเดียจึงขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของพระองค์ เพลงนี้นอกจากเนื้อเพลงจะไพเราะจับใจแล้ว เพลงนี้ยังปรากฏต่อสาธารณะในอินเดียครั้งแรกในปี ค.ศ. 1961 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่พระองค์ทรงเสด็จเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการครั้งแรก (เนื้อหาของเพลงไม่เกี่ยวกับควีนเอลิซาเบธที่ 2)
__________

มีแฟนรายการถามมาว่าทำไมสัปดาห์ที่แล้วรายการไม่พูดถึงควีนเอลิซาเบธที่ 2 คำตอบคือเตรียมไม่ทันครับ เพราะเราเตรียมเรื่องบะหมี่แม็กกี้ไว้แล้ว วันที่เรามาอัดรายการคือวันศุกร์ที่ 9 กันยายน เพื่อออกอากาศวันเสาร์ที่ 10 กันยายน อีกสิ่งหนึ่งที่ขออนุญาตแจ้งแฟนรายการด้วยคือ เราไม่ใช่รายการข่าว บางครั้งถ้าไม่ทัน แฟนรายการคงอภัยให้เราด้วยนะครับ และอีกประการสำคัญคือ วันนี้เราอาจใช้ราชาศัพท์แบบลำลองบ้าง ส่วนหนึ่งก็เพราะแม้มีความจำเป็นต้องถวายพระเกียรติยศแด่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แต่การใช้ราชาศัพท์อย่างเต็มที่อาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจยากกว่า ดังนั้นถ้าท่านได้ยินคำใดที่อาจจะลดระดับลงมาบ้าง ก็ขอให้เข้าใจเจตนารมณ์พวกเราตามนี้

สารัตถะของรายการวันนี้ขอหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงพระประวัติของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ที่เป็นเช่นนี้เพราะสื่อหลายแหล่งได้พูดถึงพระประวัติอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว สิ่งที่รายการปกิณกะอินเดียใคร่เน้นในคือ เรื่องราวว่าด้วยการเสด็จเยือนอินเดียของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ทั้งหมด 3 ครั้ง การเสด็จทั้ง 3 ครั้งมีนัยสำคัญอย่างไรบ้าง
__________
อำนาจเปลี่ยนมือ บทบาทของบริเตนที่เปลี่ยนไป
เมื่อควีนเอลิซาเบธที่ 2 ประสูติในปี ค.ศ. 1926 เวลานั้นพระอัยกา (ปู่) คือพระเจ้าจอร์จที่ 5 ยังเป็นกษัตริย์อยู่ในเวลานั้นด้วยอินเดียยังคงเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่ ในปี ค.ศ. 1952 คือ 5 ปีหลังจากอินเดียได้รับเอกราช ควีนเอลิซาเบธที่ 2 จึงจะขึ้นครองราชย์

บริเตนในขณะนั้นแม้จะมีอำนาจน้อยกว่าในยุครุ่งเรืองของจักรวรรดิโดยเฉพาะในรัชสมัยของควีนวิคตอเรีย ทว่าบริเตนก็ยังเป็นมหาอำนาจโลกที่สำคัญอยู่

สำหรับนักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่มองว่า บทบาทของบริเตนถดถอยอย่างเห็นได้ชัดในช่วง ค.ศ. 1954 – 1956 เมื่อเกิดวิกฤตการณ์คลองสุเอซ กล่าวอย่างรวบรัดคือ สหรัฐอเมริกาทะยานขึ้นมามีบทบาทมหาอำนาจโลกอย่างโดดเด่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เราชวนให้ขบคิดไปกับเราก่อนคือ บริบทในสมัยนั้นคือพระเจ้าจอร์จที่ 6 (พระชนกของของควีนเอลิซาเบธที่ 2) ทรงเริ่มเห็นแล้วว่า อำนาจโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว บริเตนไม่ได้ยิ่งใหญ่แบบเดิมอีกต่อไป ส่วนสำหรับควีนเอลิซาเบธที่ 2 ก็คือ อำนาจของบริเตนในเวทีโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง และท่านจะเป็นพระราชินีองค์แรกที่จะเยือนอินเดียในฐานะประเทศที่กำหนดชะตากรรมด้วยตนเอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็น “Jewel in the Crown” (อัญมณีในมงกุฎ)
การเสด็จเยือนอินเดียของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ต้องทำอย่างระมัดระวัง
แน่นอนว่าการเสด็จเยือนอินเดียของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ต้องทำอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง เหตุที่กล่าวเช่นนี้เพราะอาณานิคมเต็มไปด้วยความขมขื่น เช่น

1. การสังหารหมู่ที่สวนญัลเลียนวาลา บาฆ (Jallianwala Bagh) หรือ สังหารหมู่แห่งอมฤตสระ (Massacre of Amritsar) ในปี ค.ศ. 1919

2. การปล้นของมีค่าไปจากอินเดีย

3. การกระทำที่เข้าข่าย “แบ่งแยกและปกครอง” ซึ่งชาวอินเดียหลายคนมองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้อนุทวีปอินเดียต้องแบ่งแยกด้วยการนองเลือดเป็นอินเดียและปากีสถาน
ความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรกับอินเดียไม่ได้มีแต่เรื่องเลวร้าย
ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธมิได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรกับอินเดียไม่ได้มีแต่เรื่องราวเลวร้ายแต่อย่างเดียว ผู้นำอินเดียบางคนโดยเฉพาะมหาตมาคานธีและบัณฑิต ยวาหระลาล เนห์รู ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะมองความสัมพันธ์กับสหราชอาณาจักรในแง่ลบ แม้ทั้งสองหรืออินเดียเลยก็ว่าได้ที่ทุกวันนี้ยังมีความคิดการต่อต้านอาณานิคมเป็นองค์ประกอบของนโยบายการต่างประเทศอยู่

ยวาหระลาล เนห์รู
ตรงนี้จำเป็นต้องขยายความด้วยว่า ตัวเนห์รูเองก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับราชวงศ์อังกฤษ จำต้องตระหนักด้วยว่า อุปราชอินเดียคนสุดท้ายก็คือหลุยส์ เมานต์แบทเทิน (Louis Mountbatten) ญาติสนิทของราชวงศ์อังกฤษ ทั้งนี้ยังไม่นับความสัมพันธ์ระหว่างเนห์รูกับเอ็ดวินา เมานต์แบทเทิน (Edwina Mountbatten) ภริยาของหลุยส์ เมานต์แบทเทิน ดังที่หนังสือ Indian Summer: The Secret History of the End of an Empire โดย อเล็กซ์ ฟอน ทุนเซลมันน์ (Alex Von Tunzelmann) ได้พรรณนาไว้อย่างละเอียด

มหาตมาคานธี
ครั้นเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเข้าพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายฟิลิปในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947 มหาตมาคานธีได้ส่งของขวัญให้ด้วย ของที่ส่งให้คือผ้าเช็ดหน้าที่น่าจะเป็นผ้าคาดี หลายคนทราบเรื่องนี้ก็เพราะว่า หลังจากควีนเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคต นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้เขียนลงทวิตเตอร์ของตนเพื่อร่วมไว้อาลัยว่า “ข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 อย่างน่าจดจำยิ่ง ระหว่างเยือนอังกฤษในปี ค.ศ. 2015 และ 2018 ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืมเลือนความอบอุ่นและพระเมตตาของพระองค์ ระหว่างเข้าเฝ้าครั้งหนึ่ง ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าดูผ้าเช็ดหน้าที่มหาตมาคานธีถวายในพระราชพิธีอภิเษกสมรส ข้าพเจ้าจะจดจำพระราชอัธยาศัยครั้งนั้นไว้เสมอ” ว่ากันว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เป็นหนึ่งในสมบัติล้ำค่าที่สุดของพระองค์

Diamond wedding anniversary
ในปี ค.ศ. 2007 เมื่อควีนเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิปเฉลิมฉลองวันคล้ายวันอภิเษกสมรสที่เรียกว่า “diamond wedding anniversary” หอจดหมายเหตุแห่งชาติในลอนดอนได้จัดนิทรรศการแสดงของขวัญแต่งงานที่ทั้งสองพระองค์ได้รับ ในนั้นมีโต๊ะงาช้างโดยมหาราชาแห่งปาเตียลา (Patiala) ด้วย

ไม่ว่าจะท่านหลุยส์ เมานต์แบทเทินในฐานะอุปราชคนสุดท้าย ไม่ว่าจะความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างผู้นำอินเดียกับผู้นำสหราชอาณาจักร ต่างก็ทำให้บรรยากาศไม่ได้ย่ำแย่ไปเสียหมด ทั้งนี้ต้องอย่าลืมด้วยว่า อินเดียไม่ได้เป็นสาธารณรัฐในทันทีหลังประกาศเอกราช นับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 ซึ่งเป็นวันประกาศเอกราชถึงวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1950 ซึ่งเป็นวันที่อินเดียนำรัฐธรรมนูญฉบับของตนมาใช้ ประมุขของประเทศคือกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร
ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จเยือนอินเดียทั้งหมด 3 ครั้ง คือ ค.ศ. 1961 ค.ศ. 1983 และ ค.ศ. 1997
ครั้งที่ 1 ค.ศ. 1961
การเสด็จเยือนอินเดียครั้งแรกพร้อมเจ้าชายฟิลิปในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1961 ถือว่าสำคัญมาก เพราะเว้นจากครั้งก่อนหน้าที่สถาบันกษัตริย์เสด็จเยือนอินเดียไปถึง 50 ปี

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งระบุว่า การเสด็จเยือนอินเดียครั้งนี้ ผู้คนต่างตื่นเต้นมากที่ได้เห็นพระองค์ระหว่างการเยือน ผู้คนที่ว่านี้ประมาณเกือบล้านคนออกมาต้อนรับพระองค์ตามเส้นทางจากสนามบินไปยังทำเนียบประธานาธิบดีอินเดีย ราเชนทระ ประสาท (Rajendra Prasad) ในนิวเดลี

ประธานาธิบดีราเชนทระ ประสาท ได้กราบบังคมทูลเชิญควีนเอลิซาเบธที่ 2 ให้เป็นแขกผู้มีเกียรติ (Guest of Honour) ในวันที่ 26 มกราคมของปีนั้น ซึ่งผู้ฟังหลายคนคงทราบแล้วว่าเป็นวันสาธารณรัฐของอินเดีย ในวาระนี้ด้วยที่พระองค์ทรงกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้คนนับหมื่นที่สนามรามลีลา (Ramlila Ground) ในเดลี คงต้องแจ้งให้ผู้ฟังทราบด้วยว่า นายกรัฐมนตรีอินเดียในเวลานั้นคือบัณฑิตยวาหระลาล เนห์รู (Pandit Jawaharlal Nehru)

ในการเสด็จเยือนครั้งนี้ด้วยที่สองพระองค์ได้ประพาสเมืองบอมเบย์ (มุมไบ) มาดราส (เจนไน) และกัลกัตตา (โกลกาตา) ได้เยี่ยมชมทัชมาฮาลในเมืองอักราและพระราชวังสีชมพูในรัฐราชสถานด้วย ที่สำคัญคือ ได้ทรงเยือนราชฆาฏ (Raj Ghat) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นให้มหาตมาคานธีหลังถึงแก่อสัญกรรม

สำหรับผมแล้ว การเสด็จเยือนอินเดียครั้งแรกในปี ค.ศ. 1961 ของควีนเอลิซาเบธที่ 2 หมายถึงการยอมรับอินเดียอย่างมีนัยสำคัญ และการเบิกมิตรภาพที่สำคัญ พร้อมกับการยอมรับว่าบทบาทของสหราชอาณาจักรเปลี่ยนไปแล้ว ที่กล่าวเช่นนี้เพราะฝ่ายอินเดียที่กราบบังคมทูลเชิญคือประธานาธิบดีหรือประมุขของประเทศ กล่าวคือ อินเดียไม่ใช่ราชอาณาจักรแล้ว การยอมรับอินเดียในครั้งนี้ แม้จะเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์ก็ตาม ทว่าสำคัญยิ่งในแง่ที่ว่าทั้งสองมีอธิปไตยเท่าเทียมกัน

ส่วนการเบิกมิตรภาพและการยอมรับบทบาทของสหราชอาณาจักรที่เปลี่ยนไป อาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน คือความจริงที่ว่าสหราชอาณาจักรมีพลเมืองเชื้อสายอินเดียจำนวนมาก หลายคนมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจการเมือง และต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองสำคัญต่อการเมืองโลกแม้จะมีบริบทสงครามเย็นคอยกำหนดอยู่ด้วย
ครั้งที่ 2 ค.ศ. 1983
การเยือนครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1983 ครั้งนี้ประธานาธิบดีคือ ชญานี แซล สิงห์ (Giani Zail Singh) ในเวลานั้นนายกรัฐมนตรีอินเดียคือ นางอินทิรา คานธี (Indira Gandhi)

การเสด็จเยือนอินเดียในครั้งนี้ก็สำคัญอีกเช่นกัน ครั้งนี้ตรงกับ “1983 Commonwealth Heads of Government Meeting” การประชุมของกลุ่มสมาชิกเครือจักรภพ โดยผู้นำของแต่ละรัฐบาล การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่เดลี ระหว่างวันที่ 23 ถึง 29 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1983 ส่วนสถานที่การประชุมที่ใช้เพื่อหารืออย่างเป็นกันเองคือที่กัว (Goa)

สำหรับผมแล้ว การเสด็จเยือนครั้งนี้สำคัญไม่น้อยเลยเพราะการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากอินเดียเริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ออกจากลู่ทาง “ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” หรือ Non-Aligned Movement (NAM) มากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพระหว่างอินเดียกับโซเวียตก่อนจะบุกปากีสถานตะวันออกจนกลายมาเป็นบังคลาเทศในปี ค.ศ. 1971 หรือการไม่ประณามโซเวียตที่เข้าไปยึดครองอัฟกานิสถาน ต่างล้วนแต่มีนัยสำคัญทางการเมืองต่อพระองค์ไม่น้อยเลย ทว่าควีนเอลิซาเบธที่ 2 ก็ทรงมุ่งมั่นที่จะไม่ให้เครือจักรภพเกิดความแตกแยก

ต้องแจ้งให้ผู้ฟังทราบด้วยว่า ในการเสด็จเยือนอินเดียครั้งนี้ พระองค์ได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “Order of Merit” ให้แก่คุณแม่เทเรซา (Mother Teresa) หรือเซนต์เทเรซาแห่งกัลกัตตา (Saint Teresa of Calcutta) ในปัจจุบันด้วย ถ้าวันไหนมีโอกาส รายการปกิณกะอินเดียจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับเซนต์เทเรซาแห่งกัลกัตตามาเล่าให้ฟังอย่างละเอียด

ที่เป็นเกร็ดเล็กน้อย แต่ท่านผู้ฟังบางคนอาจจะอยากทราบด้วยคือ ในการเยือนครั้งนี้อินเดียได้ปรับเปลี่ยนการตกแต่งส่วนทำเนียบประธานาธิบดีเพื่อต้อนรับพระองค์ พร้อมกับเตรียมอาหารตะวันตกแบบเก่าเนื่องจากสมเด็จพระราชินีทรงโปรด “อาหารแบบเรียบง่าย” ข้อมูลส่วนนี้มาจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง
ครั้งที่ 3 ค.ศ. 1997
การเสด็จเยือนอินเดียปี ค.ศ. 1997 สำคัญไม่น้อยกว่า 2 ครั้งแรก ปี ค.ศ. 1997 คือ ครบรอบ 50 ปีแห่งการประกาศเอกราชอินเดีย

ในการเสด็จครั้งนี้ด้วยที่พระองค์ได้เสด็จเยือนเมืองอมฤตสระ เมืองหลวงมลรัฐปัญจาบ เมืองอมฤตสระนอกจากจะเป็นที่ตั้งของวัดฮันมันดีร์ซาฮิบ (Harmandir Sahib) หรือวิหารทองคำ ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของชาวซิกข์แล้ว พระองค์ยังทรงเยือน ญัลเลียนวาลา บาฆ ด้วย สถานที่แห่งนี้ที่นายพลอังกฤษได้สังหารหมู่ผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวซิกข์ หลายคนหวังว่าพระราชินีจะทรงมีพระราชดำรัสขอโทษสำหรับความโหดร้ายที่อาณานิคมอังกฤษเป็นผลทำให้เกิดการสังหารหมู่ที่ญัลเลียนวาลา บาฆ แต่ก็หาได้มีพระราชดำรัสขอโทษแต่อย่างใดไม่

ควีนเอลิซาเบธที่ 2 รับสั่งในคืนก่อนเสด็จเยือนญัลเลียนวาลา บาฆว่า “เรื่องที่ว่าเราเคยมีเหตุการณ์ผิดพ้องหมองใจกันในอดีต มิใช่ความลับแต่อย่างใด ญัลเลียนวาลา บาฆ ที่ฉันจะไปเยือนในวันพรุ่งนี้ก็นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าช้ำใจ แต่ประวัติศาสตร์ก็เขียนใหม่ไม่ได้ แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะประสงค์ให้เป็นไปอย่างอื่นก็ตาม”

ตรงนี้ก็เข้าใจชาวอินเดียจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกไม่พอใจเพราะสารัตถะที่พระองค์รับสั่งนั้นไม่มีคำว่า “ขอโทษ” คือคนอินเดียกลุ่มนี้มองว่า การไม่รับสั่งขอโทษก็หมายความว่า พระองค์ไม่ทรงรู้สึกหรือทรงมีสำนึกถึงความเลวร้ายที่อาณานิคมอังกฤษได้สังหารคนมากถึงสามร้อยกว่าคนหรือ บางคนมองว่า การไม่รับสั่งขอโทษก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงสรรเสริญจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งทัศนคติแบบนี้ก็สะท้อนให้เห็นหลายแห่งในอังกฤษเมื่อเหตุการณ์ “Black Lives Matter” แพร่กระจายจากสหรัฐฯ ไปสู่สหราชอาณาจักร

แต่เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ด้วย คือจะคาดหวังให้พระองค์พูดได้ทุกเรื่องก็แลดูไม่สมกับความเป็นจริงสักเท่าไร ต้องอย่าลืมว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ของอังกฤษจะต้องเป็นกลางทางการเมือง และต้องอย่าลืมด้วยว่าบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์ของสหราชอาณาจักรก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ยิ่งในปัจจุบันก็มีผู้คนจับตาเฝ้ามองอยู่มาก การจะพูดอะไรที่เป็นการเมือง หรือการมีทัศนคติบางประการต่อเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่าย

ในประเด็นนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสถาบันพระมหากษัตริย์แตกออกเป็น 2 กลุ่มหลักเมื่อถูกขอให้คาดการณ์ว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะมีบทบาทอย่างไรต่อไป กลุ่มแรกมองว่าพระองค์คงจะไม่แสดงทัศนคติในเรื่องสำคัญใด ๆ แต่กลุ่มที่สองมองว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 คงแตกต่างจากควีนเอลิซาเบธที่ 2 เพราะสมัยที่พระองค์เป็นเจ้าฟ้าชายก็ทรงวิพากษ์วิจารณ์บางเรื่อง เช่น เรื่องการตัดต่อพันธุกรรมในพืช ซึ่งเรื่องนี้คงต้องดูต่อไป
ก่อนจบรายการในวันนี้ เราทั้งสองคนขอร่วมไว้อาลัยกับการเสด็จสวรรคตของกับควีนเอลิซาเบธที่ 2 ตัวผมเองก็ชื่นชมพระองค์ในหลายเรื่อง และขอยอมรับด้วยว่าพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถนำพาสถาบันพระมหากษัตริย์ของสหราชอาณาจักรผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่าง ๆ มาได้อย่างน่าประทับใจยิ่ง

สำหรับผมในฐานะนักรัฐศาสตร์ คงปฏิเสธมิได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์นอกจากจะสำคัญในระบบการเมืองการปกครองแล้ว ยังสำคัญต่อการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย เราคงไม่มีโอกาสเล่าให้ท่านผู้ฟังได้เห็นภาพที่ท้าทายสถาบันพระมหากัตริย์ของอังกฤษ ซึ่งควีนเอลิซาเบธที่ 2 ก็ได้ทรงจัดการอย่างสง่างามยิ่ง

ท้ายสุดนี้ก็ขอกล่าวตามประเพณีที่ทำกันมา The Queen is dead. Long Live the King. “ราชินีสวรรคตแล้ว ขอพระราชาแกล้ว สถิตยั้งยืนยง”
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


Notice: Undefined variable: logopath in /var/www/curadio.chula.ac.th/v2022/crp_footer.php on line 144

Notice: Undefined variable: device in /var/www/curadio.chula.ac.th/v2022/crp_footer.php on line 166

(Live) เพลงชาติ