ผู้นำการเมือง 3 คน 3 พรรคการเมืองในการเลือกตั้งอินเดียปี 2024 (ตอนที่ 1)

- รายการปกิณกะอินเดีย

รับฟังเสียง


ผู้นำการเมือง 3 คน 3 พรรคการเมืองในการเลือกตั้งอินเดียปี 2024 (ตอนที่ 1)

เพลง Dekho Maine Dekha Hai Ye Ek Sapna
เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ Love Story ฉายในปี ค.ศ. 1981 ดารานำคือราเชนทระ กุมาร (Rajendra Kumar) กุมาร เคารวะ (Kumar Gaurav) และวิชัยตา บัณฑิต (Vijayta Pandit) ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย ราหุล ราวายัล (Rahul Rawail) ผลิตโดย ราเชนทระ กุมาร เพลงนี้ขับร้องโดยอมิต กุมาร (Amit Kumar) และลตา มังเคศการ์ (Lata Mangeshkar) ตามลำดับ

ช่วงนี้อินเดียอยู่ในช่วงเลือกตั้งทั่วไป จึงขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับผู้นำการเมือง 3 คน แห่ง 3 พรรคการเมือง (นาที 3.45)
พรรคการเมืองทั้งสาม
(1) พรรคอาม อาดมี (Aam Aadmi Party)
(2) พรรคภารตียา ชนตะ (Bharatiya Janata Party)
(3) พรรคอินเดียน เนชั่นแนล คองเกรส (Indian National Congress)
[ ผู้นำคนที่ 1 ]
นายราหุล คานธี (Rahul Gandhi) แห่งพรรคอินเดียน แนชั่นแนล คองเกรส
ราหุล คานธี ไม่ได้เป็นเพียงผู้นำของพรรคฝ่ายค้านหลักของอินเดีย นั่นคือ พรรคอินเดียน เนชั่นแนล คองเกรส เรียกสั้น ๆ ว่าพรรคคองเกรส แต่ยังเป็นสมาชิกของตระกูลทางการเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดอีกด้วย เนื่องจากพรรคคองเกรสเป็นพรรคเก่าแก่และมีขนาดใหญ่ หลายคนมองว่าราหุล คานธี คือคู่ต่อสู้ของนายนเรนทรา โมดี แห่งพรรคภารตียา ชนตะ

นายราหุล คานธียังไม่เคยชนะการเลือกตั้งทั่วไปสำหรับพรรคของเขาได้ เขาไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่เขาก็เป็นบุคคลที่โดดเด่นที่สุดของฝ่ายค้าน ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งก็เพราะภูมิหลังทางการเมืองของเขา

ราหุล คานธีเกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1970 ในช่วงวัยเยาว์ศึกษาที่ เดอะ ดูน สกูล (The Doon School) ในเมืองเดห์ราดูน (Dehradun) สมัยนั้นก็ตั้งอยู่ในมลรัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) เดี๋ยวนี้อยู่ในมลรัฐอุตตรขัณฑ์ (Uttarakhand) เพราะมีการแบ่งเขตการปกครองใหม่ หลังจากนั้นก็เรียนที่บ้านเพราะเหตุผลด้านความมั่นคง ก่อนจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยเซนต์สตีเฟ่น (St. Stephen's College) แห่งมหาวิทยาลัยเดลี แล้วค่อยย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (Harvard University) ในปีต่อมา ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความปลอดภัยหลังจากการลอบสังหารนายราชีพ คานธี (Rajiv Gandhi) บิดาของราหุล คานธี เขาจึงย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยโรลลินส์ (Rollins College) ในฟลอริดา (Florida) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี ค.ศ. 1994 หลังจากนั้นก็ไปศึกษาระดับมหาบัณฑิตอีกใบที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) จากนั้นมาก็ทำงานในลอนดอน ก่อนจะกลับอินเดียในปี ค.ศ. 2002

ที่เกริ่นไว้ว่าราหุล คานธี มาจากตระกูลดังก็เพราะเขาคือคนตระกูลเดียวกับนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ยวาหระลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) บุตรีของยวาหระลาล เนห์รู คือ อินทิรา เนห์รู ซึ่งหลังแต่งงานแล้วเปลี่ยนเป็นอินทิรา คานธี (Indira Gandhi)

ใคร่ขอแจ้งให้ท่านผู้ฟังทราบว่า สามีของนางอินทิรา คานธี ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมหาตมา คานธี ถึงทุกวันนี้ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่เข้าใจว่าอินทิรา คานธี เป็นบุตรีของมหาตมา คานธี ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด อินทิรา คานธี มีบุตร 2 คน ชื่อ ราชีพ คานธี และสัญชัย คานธี (Sanjay Gandhi) ราชีพ คานธีที่สมรสกับโซเนียมีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ นายราหุล คานธี และบุตรีชื่อปริยังกา คานธี วัทระ (Priyanka Gandhi Vadra)

พรรคคองเกรสของครอบครัวคานธีปกครองอินเดียมานานกว่าห้าทศวรรษ ทว่าการมีอำนาจแบบเดิมเริ่มสิ้นสุดลงอย่างชัดเจนในปี ค.ศ. 2014 เมื่อพรรคคองเกรสพ่ายแพ้อย่างย่อยยับต่อพรรคภารตียา ชนตะ นำโดยนายนเรนทรา โมดี หลายคนคงเดาออก ประเด็นหนึ่งที่นายโมดีมักจะใช้โจมตีนายราหุล คานธี ก็คือ ราหุล คานธี มาจากตระกูลการเมือง เลยทำให้ราหุล คานธี กลายเป็น “เจ้าชายนิสัยเสีย”

ในอดีตราหุล คานธีมักจะถูกมองว่าเป็นคนเก็บตัวและไม่สนใจการเมือง หากแต่เป็นปริยังกา คานธี น้องสาวของเขาต่างหากที่หลายคนเชื่อว่าจะเข้ามาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว
นายราหุล คานธี ลงเล่นการเมือง
ในปี ค.ศ. 2004 เขาก็สร้างความประหลาดใจให้หลายคน เมื่อตัดสินใจลงสมัครเป็น ส.ส. ในเขตเลือกตั้งของอเมธี (Amethi) ในมลรัฐอุตตรประเทศ เขาได้รับชัยชนะและเข้าไปในสภาผู้แทนราษฎรของอินเดียที่เรียกว่าโลกสภา (Lok Sabha) ถูกมองว่าเป็นผู้นำของคองเกรสภายในปี ค.ศ. 2014 และกลายเป็นประธานพรรคในปี ค.ศ. 2017

ในปี ค.ศ. 2014 เขากลายเป็นผู้นำพรรคคองเกรสที่ประสบความพ่ายแพ้ครั้งเลวร้ายที่สุด โดยได้ ส.ส. เพียง 44 คน จากทั้งหมด 543 คน และกลายเป็นบุคคลที่ถูกเยาะเย้ยมากที่สุดคนหนึ่งในแวดวงการเมืองอินเดียเลยก็ว่าได้

การเยาะเย้ยที่ว่านี้ทำให้เขาได้รับฉายาว่าชื่อ “ปัปปุ” (Pappu) ซึ่งในบริบทนี้หมายถึง “คนเซ่อ” หรือ “คนโง่” ส่วนหนึ่งก็เพราะทักษะการสื่อสารของนายราหุล คานธี ซึ่งไม่ค่อยได้เรื่องมาก อีกส่วนหนึ่งก็เพราะเขาขาดการประชุมรัฐสภาบ่อยครั้ง คือถูกมองว่าไม่ใช่คนจริงจังเรื่องการเมือง ไม่มีคุณภาพในการเป็นผู้นำประเทศ เป็นตัวตลก หรือเป็น “เจ้าชายนิสัยเสีย” อะไรทำนองนี้

การเลือกตั้งปี ค.ศ. 2014 ก็ถือว่าย่ำแย่แล้ว ในปี ค.ศ. 2019 ผลการเลือกตั้งก็ไม่ได้ดีกว่าเดิมมากนัก จากที่พรรคเคยได้ 44 คนมาเป็น 52 คน ซึ่งก็ยังถือว่าแย่มาก ราหุล คานธี จึงแสดงความรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้เป็นการส่วนตัวและลาออกจากตำแหน่งผู้นำของพรรคคองเกรส

ที่ย่ำแย่มากคือ ราหุล คานธี ยังสูญเสียที่นั่งของตนเองในเขตเลือกตั้งของครอบครัวที่เมืองอเมธี ในมลรัฐอุตตรประเทศ อย่างไรก็ตาม กฎหมายอินเดียอนุญาตให้ผู้สมัครลงแข่งขันได้ 2 ตำแหน่งในการเลือกตั้งครั้งเดียว ดังนั้นเขาจึงยังคงเป็น ส.ส. หลังจากได้ที่นั่งในมลรัฐเกรฬะ (Kerala) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย

แม้ว่านายราหุล คานธีอาจไม่ได้เป็นผู้นำพรรคคองเกรสอย่างเป็นทางการอีกต่อไป แต่เขายังคงมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างแข็งขัน นอกจากจะสมัครเป็น ส.ส. ที่วายนาฑ (Wayanad) ในมลรัฐเกรฬะแล้ว ยังปราศรัยตามสถานที่ต่าง ๆ อยู่ ยังประชุมกับคนของพรรคและผู้สนับสนุนพรรค และบรรยายตามมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ พร้อมกับมีปฏิสัมพันธ์กับชาวอินเดียโพ้นทะเลในประเทศต่าง ๆ ด้วย
ปี 2023 ราหุล คานธีถูกตัดสินจำคุก 2 ปี
หลังจากที่เขาพูดจาเชื่อมโยงนามสกุลของนายกรัฐมนตรีโมดีกับนามสกุลของนักธุรกิจ 2 คนที่มีนามสกุลโมดี นักธุรกิจ 2 คนที่ว่านี้ คือคนที่ทางการอินเดียต้องการตัวเพราะทำผิดกฎหมาย

ราหุล คานธี ให้เหตุผลว่า ข้อกล่าวหาที่มีต่อเขานั้นเป็นเรื่องการเมืองล้วน ๆ และได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ศาลสูงสุดของอินเดียระงับการลงโทษ คือศาลสูงสุดยอมรับว่า สิ่งที่นายราหุล คานธีกล่าวหานายโมดีนั้น “ไร้รสนิยม” (were not in “good taste”) และควรอย่างยิ่งที่บุคคลสาธารณะแบบนายราหุล คานธี ต้องพึงระวังในการปราศรัยในที่สาธารณะ ทว่าศาลยุติธรรมในมลรัฐคุชราต (Gujrat) ก็ล้มเหลวที่จะให้เหตุผลแม้แต่ข้อเดียวในการพิพากษาด้วยโทษจำคุกสูงสุดสองปี กล่าวคือ สิ่งที่ศาลสูงสุดไม่เห็นด้วยกับการพิพากษาลงโทษสูงสุดก็เพราะว่าไม่มีส่วนใดในคำพิพากษาจำนวน 120 หน้า ที่กล่าวถึงเหตุผลในการให้โทษสูงสุด
[ ผู้นำคนที่ 2 ]
นายอรวินท์ เกชริวาล (Arvind Kejriwal) แห่งพรรคอาม อาดมี (แปลว่า สามัญชน)
นายอรวินท์ เกชริวาลเกิดวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1968 เขาเป็นลูกคนแรกในสามคนของนายโคพินท์ ราม เกชริวาล (Gobind Ram Kejriwal) และคีตา เทวี (Gita Devi) บิดาของเขาเป็นวิศวกรไฟฟ้าที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีบิรลาที่เมซรา (Birla Institute of Technology, Mesra)

อรวินท์ เกชริวาลใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กของเขาในเมืองทางตอนเหนือของอินเดีย เช่นโสนีปัต (Sonipat) ฆาเซียบาด (Ghaziabad) และหิสาร (Hisar) เขาได้รับการศึกษาที่โรงเรียนวิทยาเขตในหิสาร และที่โรงเรียนโฮลี ไชลด์ (Holy Child) ที่โสนีปัต ในปี ค.ศ. 1985 เขาเข้าสอบ IIT-JEE และทำคะแนน All India Rank (AIR) ได้ 563 คะแนน เขาสำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย ขารัคปูร์ (Indian Institute of Technology Kharagpur) สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล

เขาร่วมงานกับทาทา สตีล (Tata Steel) ในปี ค.ศ. 1989 ทำงานอยู่ในเมืองชมเศทปูร์ (Jamshedpur) หรือเรียกกันอีกชื่อว่าทาทานคร (Tatanagar) เกชริวาลลาพักงานเพื่อศึกษาสอบราชการในปี ค.ศ. 1992

ในที่สุดก็เข้าทำงานที่กรมสรรพากรอินเดีย ในขณะดำรงตำแหน่งข้าราชการ ก็เริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว เขาทำงานร่วมกับ “Parivartan” องค์กรที่เน้นใช้พระราชบัญญัติสิทธิในข้อมูลข่าวสารของอินเดียเพื่อสนับสนุนสิทธิของประชาชน เป้าหมายหลักเป้าหมายแรกในช่วงทศวรรษ 2000 คือนายจ้างของตน สำนักงานสรรพากร

ณ ขณะนี้อรวินท์ เกชริวาล เริ่มรู้ตัวแล้วว่า การเป็นข้าราชการหาใช่วัตถุประสงค์ของชีวิตเขาไม่ เขาเคยกล่าวในทำนองว่า จะต้องทำอะไรเพื่อรับใช้ชาติ กล่าวอย่างเรียบง่ายคือไม่ได้ตั้งใจเข้าสู่การเมืองตั้งแต่แรกเริ่ม มาเปลี่ยนใจในเวลาต่อมา

การทำงานกับ “Parivartan” ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ในปี ค.ศ. 2006 เขาจึงได้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ (Ramon Magsaysay Award) หรือที่มักจะเรียกันว่ารางวัลโนเบลแห่งเอเชีย

ภายในปี ค.ศ. 2011 นายเกชริวาลได้ทำงานด้านการเมืองมาเป็นเวลาหนึ่งทศวรรษแล้ว ทว่าชื่อเสียงก็ยังไม่โด่งดังพอ กิจกรรมที่ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่วอินเดียคือ การเข้าไปสนับสนุนนายอันนา หะซาเร (Anna Hazare) ซึ่งกำลังอดอาหารประท้วงการทุจริต
ปี ค.ศ. 2012 นายอรวินท์ เกชริวาล ก่อตั้งพรรคอาม อาดมี โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะขจัดการทุจริต
ในปี ค.ศ. 2013 นายเกชริวาลได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองหลวงเดลี เขาชนะการเลือกตั้งกลายเป็นมุขมนตรีแห่งเดลี บุคคลที่เขาชนะคือไศละ ทิกษิต (Sheila Dikshit) แห่งพรรคคองเกรส

หลังจากนั้นไม่นานนัก เกชริวาลก็ลาออก ที่ลาออกก็เพราะล้มเหลว ไม่อาจผ่านร่างกฎหมายต่อต้านการทุจริตได้ นี่นับเป็นหมากการเมืองใหม่เลยก็ว่าได้ เพราะประชาชนชาวเดลีมองว่าการลาออกเป็นการตัดสินใจที่มีหลักการ และแล้วเขาได้รับเลือกอีกครั้งด้วยคะแนนเสียงข้างมากในปี ค.ศ. 2015

นับแต่นั้นมา พรรคอาม อาดมีก็ได้นำนโยบายยอดนิยมต่าง ๆ มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนทางการเงินในเรื่องค่าไฟค่าน้ำ รวมถึงการปรับปรุงโรงเรียนของรัฐบาลในเมือง

ในปี ค.ศ. 2019 พรรคคองเกรสตกต่ำมาก ทำให้พรรคภารตียาชนตะนำโดยนายโมดี กลายเป็นคู่แข่งของพรรคอาม อาดมี คือพรรคภารตียา ชนตะก็ต้องการจะชนะในเดลีให้ได้ ในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 2019 พรรคภารตียา ชนตะชนะทั้งหมด 7 คนสำหรับการเมืองชาติ แต่การเมืองท้องถิ่น พรรคอาม อาดมี ชนะ 62 คน จากจำนวน 70 คน

ความโด่งดังของเกชริวาลทำให้พรรคของเขาเริ่มขยายฐานเสียงไปยังมลรัฐใกล้เดลี ในปี ค.ศ. 2022 สมาชิกพรรคอาม อาดมี ประสบความสำเร็จนอกเดลี โดยได้รับชัยชนะในการควบคุมรัฐสภาของมลรัฐปัญจาบ
ดังที่ได้กล่าวไว้ เกชริวาลสร้างชื่อให้ตนในฐานะนักรณรงค์ต่อต้านการทุจริต แต่ตอนนี้มุขมนตรีของเดลีถูกหน่วยงานรัฐบาลกลางกล่าวหาเรื่องทุจริต
เกชริวาลถูกจำคุกในข้อหาทุจริต ในคดีฟอกเงินโดยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงภาษีสรรพสามิตและการทุจริตในเดลี ล่าสุดศาลสูงสุดปล่อยตัวมาให้หาเสียง ถ้าจำไม่ผิด ต้องกลับไปติดคุกต่อถึงวันที่ 2 มิถุนายน ข้อหาทั้งหมดที่กล่าวมา นายอรวินท์ เกชริวาลปฏิเสธทั้งหมด

เราคงต้องดูกันต่อไปว่าเขาจะต่อสู้อย่างไร และเรื่องนี้ส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่

รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio
รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และ ศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ

(Live) รายการ สโมสรคูณสุข