Ram Sita Ram
เป็นเพลงภาษาเตลูกู บางคนที่คุ้นเคยกับวรรณคดีมากหน่อย คงจะฟังเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึง “ราม สีดา ราม” คือพระนามของพระรามกับนางสีดานั่นเอง ซึ่งเป็นคำภาวนาที่ติดปากคนอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูบางพวกที่จะบูชาพระรามเป็นเทพเจ้าสูงสุด
เพลงนี้คือหนึ่งในเพลงดังจากภาพยนตร์เตลูกูปี 2023 เรื่อง Adipurush หรือ “อาทิบุรุษ” หมายถึงบุรุษผู้ดำรงอยู่ตั้งแต่แรกเริ่มปฐมกาล คือพระเจ้าสูงสุดที่ทุกสิ่งก่อกำเนิดจากพระองค์นั่นเอง ภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นการตีความเรื่องรามายณะใหม่ มีรูปแบบกราฟิกที่ทันสมัย นำแสดงโดยดาราดังคือ ประภาส (Prabhas) รับบทบาทพระราม ซันนี ซิงห์ (Sunny Singh) รับบทพระลักษมณ์ กฤติ แสนอน (Kriti Sanon) รับบทนางสีดา ซึ่งในเรื่องเรียกว่า ชานกี (Jaanaki) หมายถึงบุตรีของท้าวชนก (Janaka) และซัยยิฟ อะลี ข่าน (Saif Ali Khan) รับบททศกัณฐ์ ในเรื่องเรียกว่า ลังเกศ (Lankesh) ซึ่งหมายถึงเจ้าแห่งลงกา
พระรามกับนางสีดาจัดว่าเป็นเทพฮินดูที่คนนิยมทำเป็นมูรติ ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมที่สวยงามประเภทหนึ่งของอินเดีย มีทุกรูปแบบทุกวัสดุ ไม่ว่าจะไม้ เรซิ่น โลหะ ปรากฏในหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นรูปสองพระองค์ประทับบัลลังก์เคียงข้างกัน หรือที่เป็นชุดใหญ่กว่านั้น ก็จะเป็นรูปพระรามกับนางสีดาและพระลักษมณ์ประทับยืน มีหนุมานตัวเล็ก ๆ ในร่างของลิงน้อย นั่งคุกเข่าถวายบังคม ลักษณะนี้จะทำมาจากพระรามตอนออกเดินป่า คราวนี้ถ้าใครอยากจะให้เต็มชุดจริง ๆ ก็จะมีอีกรูปแบบ คือตอนที่พระรามกลับอโยธยาแล้ว ประทับบนบัลลังก์เคียงคู่นางสีดา มีพระภรตและพระศัตรุฆน์พิทักษ์ด้านหลังทั้งซ้ายขวา ส่วนด้านหน้ามีหนุมานกับพระลักษมณ์นั่งอารักขาอยู่ด้วย แน่นอนใครอยากได้ชุดใหญ่ขนาดนี้ก็ลงทุนแพงหน่อย เพราะมีเทพรวม 6 องค์ และถ้าใครฝากหิ้วผมคิดว่าผมคงไม่รับ ไม่ใช่เพราะไม่เคารพนับถือท่านนะ แต่เพราะจะใช้ที่เยอะเกินไป
งานหัตถกรรมอินเดีย (นาที 5.30)
เวลาที่พวกเราไปอินเดีย สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ ต้องหาเวลาไปช็อปปิ้งสินค้าหัตถกรรมประจำท้องถิ่นนั้น บ้างก็ไปซื้อมูรติ บ้างก็ซื้อพวกตุ๊กตาสัตว์ ผ้าส่าหรีทอลายหรือพิมพ์ลาย เครื่องประดับพวกสร้อยหรือกำไล กระเป๋า รองเท้า และอื่น ๆงานหัตถกรรมอินเดียจึงนับเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนอินเดียมายาวนาน สร้างรายได้ให้ชุมชนนั้น ๆ และเป็นวิถีชีวิตที่ไม่อาจแยกขาดจากชุมชน เพราะเมื่อใดก็ตามที่ชุมชนใดมีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักในวงกว้างเกี่ยวกับงานหัตถกรรมใด คนในชุมชนส่วนใหญ่ก็จะยึดอาชีพผลิตงานเหล่านั้น แน่นอนว่าประเทศอินเดียที่กว้างขวางใหญ่โตขนาดนั้น ก็ย่อมมีหัตถกรรมประจำท้องถิ่นที่หลากหลายมาก
ในแต่ละมลรัฐเขามีอะไรกันบ้าง เราจะนำมาเล่าให้ฟังพอสังเขป
1. มลรัฐชัมมูและกัศมีร์ (Jamma & Kashmir) โด่งดังด้วยงานแกะสลักจากไม้วอลนัต และงานปักผ้าลายวิจิตรที่เรียกว่า Crewel Embroidery ซึ่งเป็นที่นิยมมากในอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 17-182. มลรัฐอานธรประเทศ (Andhrapradesh) จะมีตุ๊กตาไม้ที่เรียกว่า โกณฑปัลลิ (Kondapalli) และงานผ้าพิมพ์ลายที่ชื่อ กลัมการี (Kalamkari)
3. มลรัฐอรุณาจัลประเทศ (Arunachal Pradesh) มีชื่อเสียงด้านงานทอลายด้วยมือ และมีภาพเขียนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ทังกา (Thangka) ซึ่งหลายท่านอาจจะจำชื่อนี้ได้จากตอนก่อนที่เรากล่าวถึงเนปาลนั่นเอง
4. มลรัฐอัสสัม (Assam) หนีไม่พ้นงานจักสานจากไม้ไผ่และทำไม้เท้าจากไม้ไผ่ และงานกระเป๋าสานจากผักตบชวา
5. มลรัฐพิหาร (Bihar) สร้างชื่อจากสินค้าระบายสีสันแบบมธุบานี (Madhubani) และงานจักสานหญ้าสิกกิ (Sikki) ซึ่งเป็นหญ้าริมน้ำชนิดหนึ่ง หน้าตาคล้ายต้นข้าว
6. มลรัฐฉัตติสครห์ (Chhattisgarh) ขึ้นชื่อด้านสินค้าเครื่องปั้นดินเผา และงานหล่อโลหะที่เรียกว่า โธกรา (Dhokra)
7. มลรัฐกัว (Goa) เชี่ยวชาญการผลิตชิ้นงานจากเปลือกหอยทะเล และกระเบื้องลายสีน้ำเงินที่ชื่อเป็นภาษาสเปนว่า อะธูเลโฆส (Azulejos)
8. มลรัฐคุชราต (Gujarat) บ้านเกิดของคานธีนั้น นิยมหัตถกรรมจากลูกปัดสีที่นำมาร้อยเรียงเป็นภาพวิจิตร และยังมีเครื่องปั้นดินเผาแบบที่เรียกว่า ขาวฑา (Khavda)
9. มลรัฐหรยาณา (Haryana) มีชื่อเสียงจากงานจักสานหญ้าซาร์กันดา (Sarkanda) และศิลปะภาพพิมพ์ลายที่เรียกว่า บัฆ (Bagh)
10. มลรัฐหิมาจัลประเทศ (Himachal Pradesh) เป็นอีกหนึ่งมลรัฐที่งานแกะสลักไม้ขึ้นชื่อ และมีงานผ้าเช็ดหน้าปักลายที่เรียกว่า จามบา รูมาล (Chamba Rumal) ที่มีความประณีตละเอียดอ่อนมาก ถึงกับได้ชื่อว่า “มหัศจรรย์แห่งฝีเข็ม” (Needle Wonder)
11. มลรัฐฌาร์ขัณฑ์ (Jharkhand) มีภาพจิตรกรรมแนวโสหารี (Sohari) ซึ่งเดิมทีปรากฏบนผนังถ้ำ และอีกแนวหนึ่งคือ จาดุปาตัว (Jadupatua)
12. มลรัฐกรรนาฏกะ (Karnataka) ไม่เป็นรองใครในฝีมือแกะสลักจากไม้จันทน์ ซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และยังมีงานภาพจิตรกรรมจากเมืองไมซอร์ (Mysore)
13. มลรัฐเกรละ (Kerala) มีหน้ากากกถกฬิ (Kathakali) ซึ่งเป็นนาฏศิลป์โด่งดังประจำมลรัฐ และผลิตภัณฑ์จากกาบมะพร้าว ซึ่งก็สมกับชื่อมลรัฐดี เพราะเกรละแปลว่า “มะพร้าว”
14. มลรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) มีภาพจิตรกรรมแบบที่เรียกว่า วาร์ลี (Warli) และรองเท้าโกลาปูร์ (Kolhapur) อันโด่งดัง ที่เกิดเป็นข่าวกับปราด้าจนแม้แต่รายการเราก็นำเสนอมาแล้วอย่างละเอียดครั้งหนึ่ง
15. มลรัฐมณิปุระ (Manipur) มักใช้ต้นกกริมบึงอีกชนิด ที่ชื่อเกาน่า (Gauna) มาทำเป็นเครื่องจักสานแบบต่าง ๆ ขณะเดียวกันฝีมือแกะสลักหินก็ละเอียดอ่อนแม่นยำ
16. มลรัฐเมฆาลัย (Meghalaya) ที่อาจารย์เก่งเคยไปอยู่ ก็ขึ้นชื่อด้านหัตถกรรมจากไม้ไผ่ รวมไปถึงการทอผ้าด้วย
17. มลรัฐมิโซรัม (Mizoram) เก่งด้านการนำไม้ไผ่จักตอกมาทอเสื่อ และการแกะสลักไม้เท้า
18. มลรัฐมัธยประเทศ (Madhyapradesh) มีเอกลักษณ์คือศิลปะทอผ้าที่ชื่อว่า จันเดอรี (Chanderi) และหัตถกรรมอีกประเภทคือเครื่องหนัง
19. มลรัฐนาคาแลนด์ (Nagaland) มีชื่อเรื่องการตีเหล็กและผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่เช่นกัน
20. มลรัฐโอทิศา (Odisha) สินค้าขึ้นชื่อคือตุ๊กตารูปแบนที่ขดจากเส้นเงิน และภาพวาดในสไตล์ปัตตจิตรา (Pattachitra)
21. มลรัฐปัญจาบ (Punjab) สร้างชื่อไม่น้อยจากปะรานดา (Paranda) ซึ่งเป็นเครื่องประดับตกแต่งผมชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายผมเปีย และงานปักผ้าลวดลายดอกไม้ต่าง ๆ เรียกว่า “ผุลการี” (Phulkari)
22. มลรัฐราชสถาน (Rajasthan) งานหัตถกรรมที่เป็นหน้าเป็นตามากที่สุดคงเป็นเครื่องกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงิน และงานดุนลายอุสตา (Usta) ซึ่งมาจากเขตมหานครบิกาเนร์ (Bikaner) เป็นหัตถศิลป์ที่ได้รับอิทธิพลจากเปอร์เซีย
23. มลรัฐสิกขิม (Sikkim) หัตถกรรมที่โดดเด่นคือ โต๊ะโจกเซ (Choktse) ที่เขียนลวดลายสีสดใสสไตล์ทิเบต และพรมทอมือ
24. มลรัฐทมิฬนาฑู (Tamil Nadu) โด่งดังจากผ้าปักลายโตดา (Toda) และจิตรกรรมตัญจอร์ (Tanjore)
25. มลรัฐเตลังคาณะ (Telangana) หัตถกรรมมีชื่อคือเครื่องเขินบิดรี (Bidri) นิยมทำเป็นเหยือก จาน โถรูปแบบต่าง ๆ ฝังลวดลายละเอียดประณีตด้วยเส้นเงิน และงานปักไหมพรมแบบบันจารา (Banjara)
26. มลรัฐตริปุระ (Tripura) เป็นอีกพื้นที่ที่ชำนาญงานจักสานไม้ไผ่และผ้าทอกระสวยมือ
27. มลรัฐอุตตรประเทศ (Uttarpradesh) มีผ้าปักและทอลายสองชนิดที่เรียกว่าจิงการี (Chinkari) และพาณารสี (Banarasi)
28. มลรัฐอุตตรขัณฑ์ (Uttarakhand) นิยมงานแกะสลักไม้และผ้าขนสัตว์
29. มลรัฐเบงกอลตะวันออก (West Bengal) หัตถศิลป์สำคัญได้แก่งานทอเสื่อที่เรียกว่า มาดูร (Madur) และงานแกะสลักไม้เนื้อนุ่มสีขาวที่เรียกว่า โชลาปิฐ (Sholapith) มักจะแกะสลักอย่างละเอียดประณีตมาก ดูไกล ๆ แล้วให้อารมณ์คล้ายงานสลักงาช้าง
แน่นอนว่า ในแต่ละมลรัฐของอินเดียย่อมมีงานหัตถศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์มากมาย ให้พรรณนาเท่าไหร่ก็คงไม่รู้จบ แต่การที่เราเลือกมาพูดถึงคร่าว ๆ เพียงมลรัฐละสองชนิดก็ทำเท่าที่จะพอพูดได้ในตอนเดียว อย่างน้อยท่านผู้ฟังก็อาจจะได้ไอเดียในการซื้อของฝากจากอินเดียบ้าง และบางชนิดก็มีรายละเอียดน่าสนใจที่เราอาจจะนำมาขยายความเป็นตอนแยก อย่างที่เราเคยทำกับเรื่องรองเท้าโกลาปูร์มาแล้ว
โครงการสืบสานหัตถศิลป์อินเดีย
ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่จะละเว้นกล่าวถึงเสียมิได้ก็คือ การสืบสานและอนุรักษ์หัตถกรรมอินเดีย ศิลปะแขนงต่าง ๆ เหล่านี้มีไม่น้อยที่ตกทอดมานานนับร้อยนับพันปี แต่ก็เช่นเดียวกับสภาวการณ์ทั่วไปในโลกสมัยปัจจุบัน ที่อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีกำลังครองตลาด ศิลปหัตถกรรมที่ผลิตได้ช้ากว่า น้อยชิ้นกว่า และมีความแม่นยำน้อยกว่า เพราะเป็นงานทำมือ และต้องการค่าแรงสูง จึงอาจจะมีผู้ผลิตน้อยลงโชคดีที่ในอินเดีย งานศิลปะหัตถกรรมยังคงถูกมองว่ามีคุณค่าและมีเกียรติ และช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศได้มาก จึงมีผู้สืบสานและอนุรักษ์อยู่ตลอด
ทว่างานดังกล่าวนี้คงมิใช่งานของภาคประชาสังคมเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างยิ่งยวด ดังนั้นในช่วงหลังมานี้จึงปรากฏโครงการของรัฐบาลทั้งระดับสหพันธรัฐและมลรัฐหลายโครงการที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้งานหัตถกรรมเหล่านี้สามารถคงอยู่ได้ ดังที่จะยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
โครงการประธานมนตรีวิศวกรรมเกาศัลสัมมานโยชนะ (Pradhan Mantri Vishwakarma Kaushal Samman Yojana) (PMVKSY) หรือ PM Vishwakarma
เป็นโครงการภาครัฐกลาง (Central Sector Scheme) เปิดตัวเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 2023 โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมดี เพื่อสนับสนุนช่างฝีมือที่ทำงานศิลปะทั้งด้วยมือและเครื่องมือให้ได้รับการช่วยเหลือแบบครบวงจร โครงการอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSME) ร่วมกับหน่วยงานฝึกทักษะการพัฒนาอาชีพ มีวงเงินงบประมาณรวมประมาณหนึ่งแสนสามหมื่นล้านรูปีสำหรับระยะเวลาระหว่างปีงบประมาณ 2023–24 ถึงปีงบประมาณ 2027–28โครงการนี้ครอบคลุม 18 สาขาอาชีพแบบดั้งเดิม เช่น ช่างไม้, ช่างตีโลหะ, ช่างทอง, หม้อดิน, ช่างแกะสลัก, ช่างซ่อมรองเท้า, ช่างทอ, ช่างเย็บผ้า, ช่างถักแหและอวน ฯลฯ โครงการให้ “สิทธิประโยชน์หลายมิติ” แก่ช่างฝีมือ เพื่อช่วยให้อยู่รอดและพัฒนาได้ในโลกยุคใหม่ ตัวอย่างเช่น ช่างฝีมือที่เข้าร่วมจะได้รับใบรับรอง PM Vishwakarma และบัตรประจำตัวอย่างเป็นทางการ ได้รับการฝึกทักษะขั้นพื้นฐานระยะ 5–7 วัน และการฝึกขั้นสูงระยะ 15 วันหรือมากกว่า พร้อมค่าตอบแทนวันละ 500 รูปี
ได้รับชุดเครื่องมือขณะเริ่มต้นการฝึกพื้นฐาน ช่างฝีมือสามารถรับบัตรสมนาคุณอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่าสูงสุด 15,000 รูปีเพื่อซื้อชุดเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับอาชีพของตน ได้สินเชื่อ/เงินกู้แบบไร้หลักประกัน สูงถึง 3 แสนรูปี แบ่งเป็นสองงวด ได้แก่ งวดแรก 1 แสน (ระยะเวลาผ่อน 18 เดือน) และงวดที่สอง 2 แสน (ผ่อน 30 เดือน) อัตราดอกเบี้ยราว 5% โดยรัฐบาลช่วยอุดหนุนดอกเบี้ย
ได้รับการสนับสนุนทางการตลาด ช่วยในด้านการรับรองคุณภาพ การทำแบรนดิ้ง, การโฆษณา, เสริมช่องทางขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น GeM (Government e-Marketplace) และกิจกรรมส่งเสริมการขายอื่น ๆ เพื่อเชื่อมผู้ผลิตกับตลาดและห่วงโซ่คุณค่า
ช่างฝีมือลงทะเบียนผ่านศูนย์บริการร่วมโดยใช้ Aadhaar-based biometric authentication ผ่านพอร์ทัล PM Vishwakarma หลังจากนั้นจะมีการตรวจสอบ 3 ขั้นตอน (ผู้นำท้องถิ่น / คณะกรรมการเขต / คณะกรรมการ) ผู้ที่ได้รับประโยชน์จะถูกลงทะเบียนในแพลตฟอร์ม Udyam Assist ในฐานะ “ผู้ประกอบการ (entrepreneurs)” เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบธุรกิจขนาดกลาง-เล็กอย่างเป็นทางการ
สำหรับข้อมูลทางสถิติ ตั้งแต่โครงการนี้เปิดตัว มีการลงทะเบียนช่างฝีมือไปกว่า 1 ล้านคน แต่จำนวนนี้ใช่ว่าจะผ่านทั้งหมด เช่นในเขตหนึ่งของเมืองปูเณมีรายงานว่า ช่างฝีมือที่ลงทะเบียนประมาณ 29,000 คน มีเพียง 5,974 คน เท่านั้นที่ผ่านการฝึกอบรม และในจำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อ 3,768 คน ได้รับอนุมัติ 998 คน (ประมาณ 26–30%) ถึงแม้โครงการจะประกาศและเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ แต่ยังมีปัญหาเรื่องอัตราการอนุมัติสินเชื่อต่ำ ขั้นตอนเอกสารยุ่งยาก และโครงสร้างธนาคารที่อาจไม่พร้อมรองรับการให้สินเชื่อช่างฝีมือ
โครงการพื้นที่ค้าขายแห่งใหม่ชื่อว่าเดอะกุญช์ (The Kunj)
เป็นเวทีศิลปหัตถกรรมระดับประเทศ โดยเน้นเรื่องสิ่งทอ เป็นโครงการใหม่ของรัฐบาลอินเดียภายใต้กระทรวงสิ่งทอ (Ministyr of Textiles) เพิ่งเปิดขึ้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2025 ตั้งอยู่ที่วสันต์กุญช์ (Vasant Kunj) เนลสัน แมนเดลา มารคมีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมหัตถศิลป์ และงานทอผ้าให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีเศรษฐกิจและวัฒนธรรมร่วมสมัยอีกครั้ง ห้างนี้ถือเป็น “เวทีถาวร” สำหรับช่างฝีมือทั่วประเทศ ที่ต่างกับตลาดชั่วคราว งานแฟร์ หรือตลาดท่องเที่ยว เพราะเดอะกุญช์ถูกสร้างให้เป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์การค้า และศูนย์การเรียนรู้ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา
เป้าหมายของเดอะกุญช์
1. เสริมอำนาจให้ช่างฝีมือ ให้โอกาสทางตลาด ให้ช่างฝีมือสามารถนำงานของตนมาแสดงและขายโดยตรงต่อผู้ซื้อ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางมากนัก
2. สร้างการรับรู้ในระดับสูง จัดให้งานหัตถกรรมทอผ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เทียบชั้นกับสินค้าหรู (luxury) ในย่านพรีเมียมของเมืองหลวง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของงานฝีมือ
3. เป็นศูนย์ประสบการณ์ (Experiential Hub) ไม่ใช่แค่ร้านค้า แต่มีการจัด สาธิตการผลิตงาน จัดเวิร์กช็อปให้ผู้มาเยี่ยมชมได้เรียนรู้วิธีทำงานฝีมือ พร้อมนิทรรศการจัดแสดงงานฝีมือที่มีคุณค่าทางศิลปะ
4. เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ส่งต่อมรดกศิลป์ เดอะกุญช์พยายามแสดงให้เห็นว่า หัตถศิลป์แต่ละชิ้นไม่ได้เป็นแค่งานประดิษฐ์เก่า ๆ แต่มีเรื่องราว ความรู้ ภูมิปัญญา และควรได้รับการสืบทอดในยุคใหม่ด้วย
5. เป็นต้นแบบให้กับโครงการคล้ายกันทั่วประเทศ รัฐบาลมองว่า ถ้าเดอะกุญช์ประสบความสำเร็จ จะเป็นโมเดลให้มลรัฐอื่น ๆ เอาไปทำแบบเดียวกันในแต่ละภูมิภาค
อีกหัวเรื่องสำคัญของห้างเดอะกุญช์คือ ความพยายามในการให้ความสำคัญแก่ความยั่งยืน และสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (sustainable crafts) ในงานบางยี่ห้อ เช่น ใช้วัสดุธรรมชาติ / upcycling / zero waste ซึ่งจัดว่ามีความเกี่ยวข้องกับโลกปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง
ใครที่มีโอกาสไปนิวเดลีช่วงนี้ อย่าลืมหาโอกาสไปเยี่ยมชม และพกเงินกันไปอุดหนุน
•
รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [11 ต.ค.68]
รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ







