เพลง Itni Shakti Hamein Dena Data
เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อ Ankush คำว่า “Ankush” แปลว่า ตะขอเกี่ยวช้าง หรือ สิ่งที่ใช้ควบคุมช้าง และยังหมายถึง การควบคุม การยับยั้ง หรือ ข้อจำกัดได้ด้วย
ภาพยนตร์ Ankush ออกฉายในปี ค.ศ. 1986 ดารานำก็เช่น นานา ปาเฏการ์ (Nana Patekar) มทัน เชน (Madan Jain) นิศา สิงห์ (Nisha Singh) ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยเอ็น จันทรา (N. Chandra) เพลง “Itni Shakti Hamein Dena Data” ขับร้องโดยบุษบา ปัคธาเร (Pushpa Pagdhare) และสุษมา เศรษฏะ (Sushma Shreshta)
เหตุที่เปิดเพลงนี้ก็เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนไปเจอแฟนรายการปกิณกะอินเดียที่ห้างแห่งหนึ่ง เธอกยืนมองผมอยู่สักพัก ก่อนจะเข้ามาถามว่า ผมใช่อาจารย์สุรัตน์ที่ทำรายการปกิณกะอินเดียกับคุณณัฐหรือเปล่า ผมบอกว่าใช่ เธอบอกว่าเคยไปร่วมงานศูนย์อินเดียเลยจำผมได้ เธอบอกด้วยว่าฟังรายการเราทุกตอนครบหมดแล้ว เคยไปอินเดียมานับสิบเที่ยว เธอบอกเดี๋ยวนี้เปิดเพลงสั้นลง ก็เรื่องจริงนะ คือเราไม่อยากให้เพลงมันยาวไป สรุปก็คือ เธอเป็นคนขอให้เปิดเพลงที่ชาวอินเดียนิยมฟังกัน ผมก็เลยเลือกเปิดเพลงนี้
เพลงนี้ชาวอินเดียจำนวนไม่น้อยที่ร้องเพลงนี้ได้ ดนตรีและเนื้อร้องลงตัวมาก ๆ ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอด หลายคนใช้เพลงนี้เป็นเสียงโทรศัพท์เข้า วันนี้ก็ขอแปลเนื้อร้องให้ท่านผู้ฟังพอสังเขป
Itni shakti hamein dena data
โปรดประทานพลังแก่ข้าเถิด พระผู้ประทาน
Man ka vishwas kamzor ho na
อย่าให้ศรัทธาในใจข้าหม่นหมองหรืออ่อนแรง
Hum chalein nek raaste pe
ขอให้ก้าวไปในหนทางแห่งความดีงามอย่างมั่นคง
humse Bhool kar bhi koi bhool ho na
และแม้ในความเผลอไผล ก็อย่าให้หลงผิดทางเลย
กูเกิล AI Hub ที่วิศาขปัตนัม: หมุดหมายใหม่ของอินเดียสู่ความเป็นมหาอำนาจดิจิทัล (นาที 6.30)
เดือนตุลาคม ค.ศ. 2025 บริษัทกูเกิล (Google) ได้ประกาศโครงการครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือ การลงทุนมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้งศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Hub) แห่งแรกของตนในเมืองวิศาขปัตนัม (Visakhapatnam) รัฐอานธรประเทศ (Andhra Pradesh) โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของกูเกิลในอินเดีย และเป็นหนึ่งในการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัทในระดับโลกโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อินเดียกำลังวางตัวเป็น “มหาอำนาจดิจิทัล” ภายใต้วิสัยทัศน์ “วิกสิษฏภารัต” (Viksit Bharat 2047) ซึ่งมีเป้าหมายในการยกระดับประเทศสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้วผ่านนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตอย่างครอบคลุม ศูนย์ AI ของ Google จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายดังกล่าว ทั้งในด้านการวิจัย บริการอัจฉริยะ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในระดับชาติ
ลองมาดูภาพรวมโครงการ มาดูเรื่องขอบเขต พันธมิตร และอื่น ๆ
ศูนย์ AI ในวิศาขปัตนัม (Visakhapatnam) ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ประการ
1. ศูนย์ข้อมูลขนาดกิกะวัตต์ (Gigawatt-Scale Data Center Campus) ออกแบบเพื่อรองรับงานด้านปัญญาประดิษฐ์และคลาวด์ขั้นสูง โดยใช้ระบบทำความเย็นประหยัดพลังงาน และพลังงานหมุนเวียน เทียบเคียงได้กับศูนย์ใหญ่ของกูเกิลในสิงคโปร์และรัฐไอโอวา (Iowa) สหรัฐอเมริกา2. ศูนย์เชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ (Subsea Cable Gateway) ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลกของกูเกิล เชื่อมโยงอินเดียเข้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป เพิ่มความเร็ว ความมั่นคง และความหลากหลายของเส้นทางข้อมูล
3. ศูนย์วิจัยและพัฒนา AI มุ่งเน้นงานวิจัยด้าน AI ประยุกต์ ภาษาอินเดีย เกษตรอัจฉริยะ และ AI เพื่อการแพทย์ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สตาร์ตอัป และหน่วยงานของรัฐในอินเดีย
มีใครร่วมเป็นพันธมิตรโครงการนี้บ้าง
โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนรายใหญ่ของอินเดีย ได้แก่AdaniConnex บริษัทร่วมทุนระหว่าง Adani Enterprises กับ EdgeConnex ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล
Bharti Airtel ให้บริการเครือข่ายไฟเบอร์และระบบเชื่อมต่อคลาวด์
Tata Consultancy Services (TCS) สนับสนุนด้านการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะบุคลากรด้าน AI
พันธมิตรเหล่านี้สะท้อนแนวทาง “ความร่วมมือรัฐ-เอกชน” ในการสร้างระบบนิเวศ AI แห่งชาติ
เรื่องนี้มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์วิกสิษฏภารัต รัฐบาลอินเดียกำหนดให้เทคโนโลยีดิจิทัล การผลิตขั้นสูง และปัญญาประดิษฐ์เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา โครงการ AI Hub ของกูเกิล สอดคล้องกับเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ
1. อธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) การมีศูนย์ข้อมูลภายในประเทศช่วยลดการพึ่งพาโครงข่ายต่างประเทศ และเสริมความมั่นคงของข้อมูลระดับชาติ
2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economic Modernization) โครงการจะดึงดูดอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมาก เช่น การออกแบบชิป พลังงานสีเขียว และซอฟต์แวร์ สร้างงานคุณภาพสูงหลายหมื่นตำแหน่ง
3. การพัฒนาทักษะและความครอบคลุม (Inclusive Growth) กูเกิลตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรอินเดียกว่า 2 ล้านคน ในด้าน AI และ Cloud ภายในปี 2030 ครอบคลุมเยาวชน ผู้หญิง และข้าราชการ
มาคุยเรื่องความสำคัญทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์กันบ้าง
ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคงหนี 3 มิติไม่พ้นมิติแรกคือ อินเดียในฐานะศูนย์กลาง AI ระดับโลก หากจะขยายความเพิ่มเติมก็คือ การลงทุนครั้งนี้ทำให้อินเดียกลายเป็นหนึ่งในศูนย์ AI หลักของกูเกิลนอกสหรัฐฯ และตอกย้ำบทบาทของประเทศในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลก การเลือกเมือง วิศาขปัตนัม สะท้อนยุทธศาสตร์ด้านภูมิศาสตร์ เนื่องจากเมืองนี้มีทำเลติดชายฝั่ง โครงสร้างพื้นฐานดี และต้นทุนต่ำกว่าศูนย์กลางไอทีอย่างบังกาลอร์
มิติที่สองคือ การจ้างงานและการเติบโตในท้องถิ่น รัฐบาลรัฐอานธรประเทศคาดว่าโครงการจะสร้างงานแบบตรง ๆ เลย กว่า 20,000 ตำแหน่ง ในช่วงก่อสร้าง งานประจำกว่า 12,000 ตำแหน่ง ในด้านวิศวกรรม AI และการบำรุงรักษา พร้อมสร้างงานทางอ้อมอีกกว่า 60,000 ตำแหน่งในภาคบริการ พลังงาน และโลจิสติกส์
มิติที่สามคือ การแพร่กระจายเทคโนโลยี (Technology Spillover) กูเกิลจะเปิดให้สตาร์ตอัปอินเดียเข้าถึงทรัพยากรคำนวณ AI ผ่านระบบ Cloud Credit ซึ่งจะช่วยเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้มากขึ้น และอาจสร้างคลื่นลูกใหม่ของผู้ประกอบการดิจิทัลอินเดีย
เรื่องสิ่งแวดล้อมและพลังงานก็สำคัญไม่น้อย กล่าวคือ ศูนย์ข้อมูลขนาดกิกะวัตต์มีความท้าทายเรื่องพลังงานสูง Google และ AdaniConnex จึงให้คำมั่นว่า จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2030 พร้อมกันนี้ก็พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำและระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ และจัดทำแดชบอร์ดความโปร่งใสด้านคาร์บอน เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบได้
อย่างไรก็ดี นักสิ่งแวดล้อมเตือนว่าศูนย์ข้อมูลอาจเพิ่มภาระต่อโครงข่ายไฟฟ้าหากพลังงานหมุนเวียนไม่เพียงพอ โดยคาดว่าศูนย์จะใช้ไฟฟ้าราว 800 เมกะวัตต์ เมื่อดำเนินงานเต็มรูปแบบ
แทบจะทุกเรื่องต้องมีเรื่องความท้าทายด้านนโยบายและการบริหารจัดการที่ดี
เรื่องแรกหนีไม่พ้นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แม้อินเดียมีรัฐบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่การบังคับใช้ต้องจริงจังมากกว่าเดิม เนื่องจากการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ของ AI อาจกระทบสิทธิส่วนบุคคลที่ตามมาอีกคือความมั่นคงทางไซเบอร์ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นี้อาจเป็นเป้าหมายโจมตีทางไซเบอร์ จึงต้องร่วมมือระหว่างกูเกิลกับหน่วยงาน CERT-IN (Computer Emergency Response Team – India) ของอินเดียเพื่อสร้างมาตรการป้องกัน
ที่หลายคนพูดว่าเป็นความท้าทายอีกก็คือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค มลรัฐอื่น ๆ เช่น กรรนาฏกะ (Karnataka) และทมิฬนาฑู (Tamil Nadu) แสดงความกังวลว่าการลงทุนขนาดใหญ่จะกระจุกตัวในอานธรประเทศ จึงควรมีกลไกกระจายโครงการไปยังภูมิภาคอื่นด้วย อันนี้ก็เป็นประเด็นท้าทายแบบสหพันธรัฐอินเดียก็ว่าได้
เมื่อกี้ที่พูดถึงก็ประมาณหอมปากหอมคอ และเป็นเรื่องภายในเสียเป็นส่วนใหญ่
เราคงต้องคุยเรื่องมิติระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ด้วย เรื่องนี้สำคัญต่อการต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ใน 3 ประเด็น
ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องความร่วมมือสหรัฐ-อินเดียในเทคโนโลยีขั้นสูง การลงทุนครั้งนี้เสริมความสัมพันธ์ในกรอบ U.S.–India Initiative on Critical and Emerging Technologies (iCET) ซึ่งมุ่งพัฒนา AI ควอนตัม และเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ในวิศาขปัตนัมจึงเป็นผลลัพธ์รูปธรรมของพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์นี้ประเด็นที่สอง ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล การกระจายศูนย์ข้อมูลออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก ช่วยลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบเคเบิลใต้น้ำทั่วโลก
ประเด็นที่สาม เรื่องบทบาทเชิงอำนาจละมุน (Soft Power) การลงทุนขนาดใหญ่นี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของอินเดียในฐานะผู้นำทางดิจิทัล และเปิดโอกาสให้ประเทศมีเสียงในเวทีโลกด้านจริยธรรม และกติกา AI ภายใน G20 และ UN
ขณะเดียวกันเราจะไม่พูดเรื่องความเสี่ยงและแนวทางรับมือก็ไม่ได้
ตรงนี้คือเรื่องความล่าช้าในการดำเนินงาน ปัญหาการจัดสรรที่ดิน และขั้นตอนอนุมัติอาจชะลอโครงการ แม้รัฐบาลอานธรประเทศได้จัดสรรพื้นที่ 600 เอเคอร์ (ประมาณ 1,500 กว่าไร่) แล้วก็ตามเรื่องแรงกดดันต่อทรัพยากรพลังงานและน้ำ ซึ่งจะต้องประสานกับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และระบบโครงข่ายแห่งชาติอย่างใกล้ชิด
ไหนจะเรื่องของการเตรียมความพร้อมของแรงงานอีก มหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เช่น Andhra University และ GITAM (Gandhi Institute of Technology and Management) จะเปิดหลักสูตรใหม่ด้าน AI และการบริหารศูนย์ข้อมูล เริ่มปี ค.ศ. 2026 เพื่อป้อนบุคลากรให้เพียงพอ
แน่นอนความท้าทายหรือความเสี่ยงก็ต้องดูกันต่อไป แต่ทางการอินเดียไม่ว่าจะระดับรัฐบาลกลางหรือระดับมลรัฐก็คงไม่ยอมให้โครงการแบบนี้หลุดมือไปได้ เพราะเรื่องนี้สัมพันธ์กับวิสัยทัศน์ระยะยาวของอินเดีย นั่นคือ การมุ่งสู่ประเทศอินเดียที่ขับเคลื่อนด้วย AI
เมื่อดำเนินการเต็มรูปแบบ ศูนย์ AI ในวิศาขปัตนัมจะเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI แห่งชาติ
โดยคาดว่าจะสร้างผลกระทบกว้างขวางในหลายภาคส่วน เช่น สาธารณสุข จะมีระบบวิเคราะห์ภาพและภาษาธรรมชาติช่วยวินิจฉัยโรค ด้านเกษตรกรรม ก็จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ และผลผลิตล่วงหน้า ด้านการบริหารเมือง จะมีการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในการจัดการจราจร น้ำ และของเสีย ด้านการศึกษา ก็จะมีแพลตฟอร์มการเรียนรู้บนคลาวด์สำหรับพื้นที่ห่างไกลโครงการนี้อาจนำไปสู่ “ระเบียง AI ชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย” เชื่อมเมือง วิศาขปัตนัม ภูพเนศวร (Bhubaneswar) และโกลกาตา (Kolkata) ผ่านโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ
ศูนย์ AI ของกูเกิลในวิศาขปัตนัม มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายธุรกิจ แต่เป็นสัญลักษณ์ของก้าวใหม่ของอินเดียสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง โครงการนี้สะท้อนเจตจำนงวิกสิษฏภารัต ที่มุ่งเปลี่ยนประเทศให้เป็นเศรษฐกิจแห่งนวัตกรรม หากดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียม และความมั่นคง โครงการนี้อาจเป็นหมุดหมายที่ทำให้อินเดียก้าวจาก “ผู้บริโภคเทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้ผลิตและกำหนดอนาคตของ AI ในระดับโลก”
•
รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [18 ต.ค.68]
รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ







