Har Har Gange
เป็นเพลงที่มาจากภาพยนตร์ Batti Gul Meter Chalu ฉายในปี ค.ศ. 2018 นำแสดงโดย ชะฮีด กะปูร์ (Shahid Kapoor) และ ศรัทธา กะปูร์ (Shraddha Kapoor) เป็นคู่พระนางที่นามสกุลเดียวกัน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกสำหรับนามสกุลกะปูร์ที่เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการภาพยนตร์อินเดีย ร่วมกับ ยามี กอตัม (Yami Gautam) และทิพเยนทุ ศรมา (Divyendu Sharma)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่ให้กล่าวขวัญถึงมากนัก เนื้อหาหลัก ๆ เกี่ยวกับการฟ้องร้องทางกฎหมายต่อบริษัทเอกชนให้บริการไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออีกบริษัทหนึ่งที่บิลค่าไฟพุ่งสูงหลายเท่าจนน่าตกใจ ภาพยนตร์เรื่องนี้กระแสตอบรับติดลบ คือไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร แต่พอดีว่าเพลงที่เรานำมาเปิดซึ่งเป็นเพลงสรรเสริญแม่น้ำคงคานั้นไพเราะดี และเกี่ยวข้องกับเนื้อหาวันนี้ด้วย คือเราจะพูดถึงแม่น้ำสายสำคัญ ๆ ในอินเดียนั่นเอง
สำนวนไทย “ชักแม่น้ำทั้งห้า” (นาที 3.45)
ก่อนเข้าเนื้อหา ขอถามผู้ฟังก่อนว่า ท่านทั้งหลายคงไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินสำนวนไทยที่ว่า “ชักแม่น้ำทั้งห้า” ใช่ไหมผมคิดว่าผู้ฟังทุกท่านต้องคุ้นเคยกับสำนวนนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว และเผลอ ๆ หลายคนก็คงจะเคยเผชิญกับพฤติกรรม “ชักแม่น้ำทั้งห้า” มากับตัวเองแล้วด้วย
ความหมายของสำนวนนี้ ราชบัณฑิตยสภาท่านอธิบายไว้เลยก็คือ คำว่า ชัก หมายถึง ยกมาอ้าง เช่น ชักตัวอย่าง ใช้ในสำนวน ชักแม่น้ำทั้งห้า หมายความว่า พูดจาหว่านล้อมหรืออ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ เช่น คุณต้องการอะไรก็บอกมาตรง ๆ อย่ามัวชักแม่น้ำทั้งห้าอยู่เลย
สำนวนนี้มีที่มาจากวรรณคดีเรื่องมหาชาติ แม่น้ำทั้งห้าคือแม่น้ำสายใหญ่ในอินเดีย ๕ สาย ได้แก่ คงคา ยมุนา (อ่านว่า ยะ-มุ-นา) อจิรวดี (อ่านว่า อะ-จิ-ระ-วะ-ดี) สรภู (อ่านว่า สอ-ระ-พู) และ มหิ เมื่อชูชกจะทูลขอสองกุมารจากพระเวสสันดร ชูชกได้พูดจาหว่านล้อมยกยอพระเวสสันดรว่ามีพระทัยกว้างเหมือนแม่น้ำทั้งห้านั้น
ที่มาของสำนวน ชักแม่น้ำทั้งห้า มาจากเรื่อง “มหาชาติ” หมายถึง พระเวสสันดรชาดก
ถ้าอิงกับการอธิบายของราชบัณฑิตยสภา เราจะทราบว่าที่มาของสำนวน ชักแม่น้ำทั้งห้า มาจากเรื่อง “มหาชาติ” ซึ่งหมายถึงพระเวสสันดรชาดก คำว่ามหาชาติ คือชาติที่ยิ่งใหญ่ อธิบายคือชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดเวไนยสัตว์นั่นเองทำไมต้องเรียกว่า มหาชาติ ก็เพราะถือเป็นชาติสำคัญและมีการบำเพ็ญทานบารมีอย่างมหาศาลมาก พระเวสสันดรทรงบริจาคทานคือราชทรัพย์อย่างมากมาย และถึงขั้นยกบุตรธิดาและภรรยาของตนเองให้เป็นทานแก่ผู้อื่น (ในสมัยก่อนถือว่าเป็นสิทธิ์ขาดของบิดาหรือสามีที่จะยกให้ใครก็ได้ ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมเรื่องนี้นักก็เพราะเหตุนี้ด้วย) พระเวสสันดรบริจาคทานให้ใครต่อใครไม่เคยขัดเลย จนกระทั่งเกิดเป็นสำนวนหนึ่งคือ “ใจกว้างเป็นพระเวสสันดร” เวลามีคนมาขออะไรแล้วเราไม่อยากให้ สมัยก่อนเขาอาจจะประชดกันไปว่า เห็นฉันเป็นพระเวสสันดรหรือไงยะ เป็นต้น
พฤติกรรมการบริจาคทานแบบไม่อั้นของพระเวสสันดรนั้น เหตุผลก็คือทรงต้องการบำเพ็ญบารมีเพื่อพระโพธิญาณในชาติอนาคต นี่คือจุดอ่อนของพระเวสสันดรที่พอคนทั่วไปรับรู้ ก็เลยเกิดความโลภอยากจะเข้ามาขอบริจาค ตาชูชกพราหมณ์เฒ่าที่อาศัยการขอทานเลี้ยงชีพ ถูกนางอมิตตดาเมียสาวของตนเองรบเร้าให้มาขอบุตรธิดาของพระเวสสันดร คือชาลีและกัณหา มาเป็นข้าทาสบริวาร สำหรับใช้ตักน้ำตำข้าว ก็เลยต้องบุกป่าฝ่าดงไปยังอาศรมของพระเวสสันดรกับพระนางมัทรี ที่ตอนนั้นถูกพระบิดาเนรเทศมาอยู่ป่า เนื่องจากทรงขัดมติมหาชนของเมืองตนเองไม่ได้ ที่ต้องการให้เนรเทศพระเวสสันดรที่ทรงบริจาคทานมากเกินไปถึงกับเอาช้างคู่บ้านคู่เมืองไปยกให้เมืองอื่น กล่าวฝ่ายชูชกต้องผจญภัยมากมายกว่าจะเข้าถึงอาศรมของพระเวสสันดรได้ พบกับพรานเจตบุตรและอัจจุตฤษี ดังที่กล่าวถึงในเทศน์มหาชาติกัณฑ์จุลพนและมหาพนตามลำดับ แกก็ใช้เล่ห์ลิ้นลวงคนทั้งสองให้คล้อยตามบอกที่อยู่ของพระเวสสันดร ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละครั้งก็ต้องหาถ้อยคำหวานมาออดอ้อนพรรณนามากมายซึ่งชูชกถนัดอยู่แล้วเพราะขอทานเขากิน
จนกระทั่งเมื่อถึงหน้าพระพักตร์ ชูชกก็ได้ “ชักแม่น้ำทั้งห้า” โดยทูลพระเวสสันดรว่าดังนี้
“...พระคุณเจ้าเอ่ย อันว่าแม่น้ำทั้งห้าห้วงกระแสสายชลชลา ไหลมาจากห้วงคงคาเป็นห้าแถว นองไปด้วยน้ำแนวเต็มติรติรานามชื่อว่า คงคา ยมุนา อจีรวดี สรภูนที มหิมหาสาคเรศ จึ่งแตกเป็นนิเทศกุนทีน้อย ๆ ประมาณห้าร้อยโดยสังขยา ไหลหลั่งถั่งมาล้นลบกระทบกระทั่ง ฟากฝั่งฟุ้งเป็นฝอยฝน บ้างก็เป็นวังวนวุ้งชะวากเวิ้ง บ้างก็เป็นกระพักกระเพิงกระพังพุ บ้างก็เป็นดะดุดะดั้นกระเด็นดาษดั่งดาวแก้ว ตามทางแถวแนวท่อธาร ไหลสะ ๆ ซ่านสะเซาะโซม เสียงระ ๆ ระโรมโครมครื้นครั่นพิลึกลั่นบันลือหือฤๅหรรษ์ บ้างก็เลี้ยวลัดดัดดั้นชลาไหล บ่าไปสู่บ่อบึงบางน้อยใหญ่นับเอนกอนันต์ เป็นคลื่นหมื่นมหันต์ไหลฟุ้งซ่านสุดที่จะพรรณนา ย่อมเป็นที่อาศัยทั่วไปแก่ฝูงปลานานาสรรพสัตว์ในภูมิพื้นจังหวัดมงคลทวีป ฝูงชนได้เลี้ยงชีพก็ชุ่มชื่นถึงจะวิดวักตักตวงทุกค่ำคืนทิวาวัน ถึงจะทดท่อระหัดหันเข้าทุ่งนาป่าและดง น้ำในสาครจะน้อยลงก็หามิได้ เสมือนหนึ่งน้ำพระทัยพระทูลกระหม่อมแก้ว อันยาจกมาถึงแล้วไม่เลือกหน้า ตามแต่จะปรารถนาทุกยวดยานกาญจนอลงกตรถรัตน์ อัศวสรรพสารพัดพิพิธโภไคย จนกระทั่งถึงภายในปัญจมหาบริจาค อันเป็นยอดยากยิ่งทานไม่ท้อถอย ด้วยพระองค์หมายมั่นพระสร้อยสรรเพ็ชญ์ดาญาณ พระคุณเจ้าเอ่ย ข้าพระราชสมภารนี่เป็นคนจนทุพพลภาพสุดเข็ญ จะหาเช้าได้กินเย็นก็ทั้งยาก ครั้งนี้อุตส่าห์บ่ายบากบุกป่าฝ่าดงพงพนัสแสนกันดาร หวังจะรับพระราชทานพระชาลีกัณหาไปเป็นทาสาทาสี ขอพระองค์จงทรงยกยอดปิยบุตรทานบารมีให้แก่ข้าธชีนี้เถิด”
เรา ๆ ท่าน ๆ ฟังแล้วก็คงไม่คิดว่าจะเอาเรื่องแม่น้ำมาโยงกับเรื่องขอลูกเราไปเป็นทาสได้ แต่เอาล่ะครับ ตามนิทาน พระเวสสันดรท่านตกลงยกให้พราหมณ์ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้เพราะบริบทสังคมในสมัยนั้นต่างกับสมัยนี้มาก ก็เหลือเพียงประเด็นน่ารู้ที่เกี่ยวข้องกับอินเดีย คือชื่อแม่น้ำทั้งห้าสายที่พราหมณ์เอ่ยมา คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู และมหิ มีที่มาจากไหน และสำคัญในอินเดียจริง ๆ หรือไม่
อย่างไร
คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหิ แม่น้ำทั้งห้าสายนี้มีที่มาจากไหน และสำคัญในอินเดียจริงหรือไม่
จากการที่ไปค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมมาพบว่า การจัดลำดับปัญจมหานทีสมัยก่อนกับในสมัยนี้นั้นไม่ตรงกันเสียทีเดียว เพราะอาจจะอ้างอิงจากแม่น้ำในฤคเวท ซึ่งเวลานั้นแน่นอนว่าดินแดนที่ชาวอารยันในอินเดียอาศัยอยู่ยังไม่กว้างขวางเหมือนตอนนี้ คงจะอ้างอิงเฉพาะแม่น้ำที่อยู่แถบตอนเหนือของอินเดีย ขอกล่าวถึงแต่ละสายโดยย่อก่อน1. คงคา (Ganga) สายนี้ไม่มีปัญหาว่าคือแม่น้ำสายสำคัญที่สุดอันดับหนึ่งของอินเดียอย่างแน่นอน ความยาวของคงคานั้นถึงประมาณ 2,525 กิโลเมตร อิงตามปุราณะ แม่น้ำคงคาไหลมาจากสวรรค์โดยผ่านชฎาหมายถึงมวยพระเกศของพระศิวะ เป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในบรรดาแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวล เชื่อว่าผู้อาบและกินน้ำในคงคาจะสามารถชำระล้างบาปและเคราะห์ได้ เส้นทางไหลของคงคานั้น จาก “มวยพระเกศพระศิวะ” ณ ตาน้ำคังโคตรีที่มลรัฐอุตตรขัณฑ์ ก็ไหลลงสู่ที่ราบบริเวณเมืองฤๅษีเกศ (Rishikesh) ศูนย์กลางสำคัญของปรัชญาโยคะและเมืองหริทวาร (Haridwar) จากนั้นได้ไหลหล่อเลี้ยงที่ราบ ผ่านเมืองสำคัญคือเมืองพาราณสี (Banares) และไหลลงสู่อ่าวเบงกอลในประเทศบังคลาเทศ แม่น้ำสายนี้มีสภาพบุคคลาธิษฐานด้วย คือพระแม่คงคา เราเคยนำเสนอเรื่องราวของแม่น้ำสายนี้เป็นตอนแยกไว้แล้ว สามารถย้อนกลับไปฟังได้
2. ยมุนา (Yamuna) จัดเป็นแม่น้ำสาขาที่แตกจากสายหลักของแม่น้ำคงคา และเป็นแม่น้ำสาขาที่ยาวที่สุดในอินเดีย มีต้นกำเนิดจากธารน้ำแข็งยมุโนตรีที่อยู่ในอุตตรขัณฑ์เช่นเดียวกัน ความยาวอยู่ที่ประมาณ 1,376 กิโลเมตร ไหลขนานไปกับแม่น้ำคงคาไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และเมืองสำคัญที่แม่น้ำยมุนาไหลผ่าน ก็คือเดลี (Delhi) อาครา (Agra) และมถุรา (Mathura) จนกระทั่งมาบรรจบกับแม่น้ำคงคาอีกทีที่ตริเวณีสังคัม (Triveni Sangam) ณ เมืองประยาคราช (Prayagraj) หรืออัลลาฮาบาด (Allahabad) ซึ่งเป็นที่ประกอบพิธีสำคัญชื่อกุมภเมลา(Kumbh Mela) นั่นเอง แม่น้ำยมุนาเองก็มีสถานะเป็นเทวีเช่นเดียวกัน และสถานที่สำคัญที่เราจะเว้นกล่าวถึงมิได้ก็คือตาชมะฮัล (Taj Mahal) ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำยมุนาที่อาครานี่เอง
3. อจิรวดี (Aciravati) เป็นชื่อโบราณ ปัจจุบันแม่น้ำสายนี้เรียกว่าแม่น้ำราปตีตะวันตก (West Rapti River)กำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาล ไหลผ่านแคว้นโกศล (Koshala) นครสาวัตถี (Sravasti) และไปบรรจบกับแม่น้ำฆาฆรา (Ghaghara) และไหลลงสู่แม่น้ำคงคาก่อนถึงเมืองปัฏนะ (Patna) มีความยาวประมาณ 782 กิโลเมตร คาบเกี่ยวสองประเทศคือเนปาลกับอินเดียโดยที่ความยาวในเนปาลนั้นคือ 331 กิโลเมตร ปัจจุบันนี้แม่น้ำดังกล่าวมิได้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของแม่น้ำสายสำคัญของอินเดียแต่อย่างใด
4. สรภู (Sarabhu) เป็นชื่อในภาษาบาลีของแม่น้ำที่มีปรากฏในฤคเวทสายหนึ่ง ที่เรียกว่า สรยู หรือ สรัชยู (Saryu or Sarajyu) ซึ่งไหลจากอุตตรขัณฑ์เช่นกัน มีความยาวเพียงประมาณ 130 กิโลเมตรและเป็นสาขาของแม่น้ำศารทา (Sharda) ส่วนหนึ่งของแม่น้ำมหากาลี (Mahakali) เส้นทางไหลของสรภูนี้ผ่านเมืองอโยธยาของพระรามด้วย ก่อนที่จะไปบรรจบกับแม่น้ำมหากาลีที่ปากน้ำ ปัญเจศวร (Pancheshwar) ท่าประกอบพิธีอารตีสำคัญของแม่น้ำสรภูนี้อยู่ในเมืองพาเคศวร (Bageshwar) ปัจจุบันสรภูก็ไม่ติดอันดับต้น ๆ ในแม่น้ำสายสำคัญของอินเดียเช่นกัน
5. มหิ (Mahi) เป็นแม่น้ำในภาคตะวันตกของอินเดีย กำเนิดจากเทือกเขาวินธัย (Vindhya) ในมลรัฐมัธยประเทศ (Madhyapradesh) ไหลไปทางตะวันตกผ่านมลรัฐราชสถาน (Rajasthan) มลรัฐคุชราต (Gujarat) ก่อนไหลลงทะเลอาหรับ การเรียกชื่อ มหิ นี้เป็นไปตามวรรณกรรมพระเวสสันดร ชื่อในภาษาเดิมของแม่น้ำสายนี้ต้องออกเป็นเสียงยาว คือ มาฮี (माही) ความยาวของมหิอยู่ที่ประมาณ 580 กิโลเมตร ตามฝั่งน้ำของมหินี้มีเทวาลัยและมนเทียรแห่งสำคัญ ๆ ประดิษฐานอยู่มากมาย จัดว่าเป็นแม่น้ำสายหนึ่งที่ผู้คนยังคงนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ และประกอบพิธีบูชาอยู่ทุกวันนี้
แม่น้ำสายสำคัญในอินเดียในปัจจุบัน
การเรียกว่าแม่น้ำใดเป็นแม่น้ำห้าสายสำคัญหรือปัญจมหานทีนั้น ในสมัยพุทธกาลและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคัมภีร์พุทธ ย่อมแตกต่างกับในสมัยปัจจุบัน หรือในคัมภีร์ที่มาจากแหล่งของศาสนาอื่น เพราะความเชื่อในอินเดียก็ไม่ต่างจากแม่น้ำเองที่แตกแยกออกเป็นหลายสาขามาก ดังนั้นปัจจุบันเวลาคนพูดถึงแม่น้ำสายสำคัญในอินเดีย เราก็จะได้ยินชื่ออื่นด้วย ดังที่จะนำมาเพิ่มเติมให้ต่อไปนี้แม่น้ำพรหมบุตร (Brahmaputra) เป็นแม่น้ำที่มีความยาวมากถึง 2,900 กิโลเมตร สูสีกับแม่น้ำคงคา แต่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ที่มาของแม่น้ำนี้อยู่ที่ทิเบต และไหลเลียบพรมแดนตอนเหนือของเนปาล อ้อมมลรัฐแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ผ่านเบงกอลตะวันตกจนกระทั่งลงมาจบที่บังคลาเทศ ที่น่าสนใจคือ ส่วนที่ไหลผ่านเบงกอลตะวันตกมีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า โจมุนา (Jomuna) ซึ่งอาจทำให้คนสับสนได้ว่าคือแม่น้ำสายเดียวกับยมุนา ที่จริงเป็นคนละสายกัน
แม่น้ำนรรมทา (Narmada) เป็นแม่น้ำสายสำคัญในอินเดียกลาง มีความยาวประมาณ 1,315 กิโลเมตร เส้นทางการไหลเป็นแนวตรง จากมลรัฐมัธยประเทศผ่านราชสถานและคุชราต และออกทะเลอาหรับ แม่น้ำสายนี้ถ้าเปรียบสถานะก็คงเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตและขนบประเพณีของผู้คนในแถบมัธยประเทศ ราชสถาน และคุชราตเลยทีเดียว มีสถานที่บูชาสำคัญอยู่ตามชายฝั่งมากมาย และยังมีทัศนียภาพที่สวยงามควรแก่การไปท่องเที่ยวอีกด้วย
แม่น้ำโคทาวรี (Godavari) นี่ก็เป็นแม่น้ำอีกสายสำคัญที่ไม่กล่าวถึงคงจะไม่ได้เลย โคทาวรีถูกเปรียบเทียบเป็นคงคาแห่งภาคใต้ (Dakshina Ganaga) ด้วยความยาวถึง 1,405 กิโลเมตรและไหลผ่านห้ามลรัฐคือ มลรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) จากเมืองนาศิก (Nashik) ซึ่งเป็นต้นน้ำ ผ่านเตลังคานะ (Telangana) อานธรประเทศ (Andhrapradesh) ฉัตติสตรห์ (Chattisgarh) และโอฑิศา (Odisha) ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวเบงกอล พื้นที่รับน้ำของแม่น้ำสายนี้คิดเป็น 10% ของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์อินเดีย ชื่อของโคทาวรีก็ปรากฏในเอกสารฮินดูในฐานะแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์มาช้านานแล้ว
แม่น้ำอื่น ๆ อีกหลายสาย ที่เราคงไม่มีเวลาพอกล่าวถึงก็เช่น แม่น้ำกฤษณะ (Krishna) และแม่น้ำกาเวรี (Kaveri) ซึ่งสองสายนี้เป็นแม่น้ำสำคัญทางอินเดียใต้ แต่แน่นอนว่าในสมัยพระเวทความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ก็ไม่อาจจะครอบคลุมมาจนถึงภาคใต้ของอินเดียอันห่างไกล ดังนั้นแม่น้ำสองสายนี้จึงมักปรากฏในวรรณกรรมอินเดียใต้เสียส่วนใหญ่
ขอแทรกเกร็ดสำคัญด้วยว่า คำว่า “แม่น้ำทั้งห้า” มีความเกี่ยวข้องโดยบังเอิญกับชื่อของมลรัฐปัญจาบ (panj + aab) ซึ่งแปลตรง ๆ ได้เลยว่า “แม่น้ำทั้งห้า” แต่ในบริบทของปัญจาบ แม่น้ำทั้งห้าคือ เฌลุม (Jhelum) เจนับ (Chenab) ระวิ (Ravi) เบอาส (Beas) และสุตเลช (Sutlej) ซึ่งล้วนแต่เป็นสายสำคัญในท้องถิ่นทั้งสิ้น
•
รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [25 ต.ค.68]
รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ







