Samaveda Samhita
ที่เราเปิดให้ทุกท่านฟังจะเรียกว่าเพลงก็คงไม่ได้เสียทีเดียว เพราะเป็นการขับบทสวดศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากสามเวท (Samaveda) หนึ่งในพระเวททั้งสี่ อันเป็นคัมภีร์สำคัญระดับสูงสุดของศาสนาฮินดู ที่จัดพระเวทอยู่ในระดับสูงสุดนั้น ก็เพราะเชื่อว่าไม่มีมนุษย์ผู้ใดแต่งขึ้น หากแต่เป็นความรู้โดยตรงจากพระผู้สร้างจักรวาลคือพระพรหม
คำศัพท์ที่ว่า “เวท” (Veda) หมายถึงความรู้นั่นเอง และสัมพันธ์กับคำว่า วิทยา (Vidya) รวมทั้งภาษาบาลีว่า วิชชา (Vijja) ไทยใช้ว่า วิชา ซึ่งหลายท่านอาจจะประหลาดใจถ้าได้ทราบว่า คำภาษาอังกฤษว่า wit, wise และ wisdom ก็มีรากศัพท์ร่วมกับคำว่า เวท และคำว่า วิทยา ด้วย ในทางฮินดูถือว่าพระเวทนั้น ฤษีในสมัยโบราณผู้เข้าถึงฌานและปัญญาระดับสูง ได้เปล่งขึ้นเองจากการหยั่งรู้และการดลใจจากพระพรหม ส่วนคัมภีร์ระดับอื่น ๆ เช่นปุราณะ ถือว่าอยู่ในระดับรองลงมาเพราะรจนาโดยมนุษย์
ที่เรานำพระเวทมาให้สดับฟังกันนั้น ก็เพราะหัวข้อในวันนี้เกี่ยวข้องกับพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้เรียนรู้และถ่ายทอดพระเวท ในที่นี้จะต้องทบทวนกับทุกท่านก่อนว่า พระเวท ซึ่งบางครั้งในวรรณคดีไทยก็เรียกว่า ไตรเพท หมายถึงเวททั้งสามนั้น ประกอบด้วยคัมภีร์สี่ฉบับ คราวนี้คำถามก็คงจะเกิดขึ้นทันทีว่า ทำไมเราเรียกว่า ไตรเพท แต่มีสี่ฉบับ ทำไมไม่เรียกว่า จตุรเพท ขอตอบแบบกึ่ง ๆ กำปั้นทุบดินหน่อยว่า เพราะคำนี้มีมาก่อนจะมีพระเวทฉบับที่สี่นั่นเอง พระเวทดั้งเดิมทั้งสามนั้นคือ 1. ฤคเวท (Rgveda) อันเก่าแก่ที่สุด ประกอบด้วยบทสรรเสริญเทพดึกดำบรรพ์ 2. ยชุรเวท (Yajurveda) ซึ่งเน้นการประกอบพิธียัชญ์ (yajna) หรือที่ไทยเรียกว่ายัญพิธีหรือบูชายัญ 3. สามเวท (Samaveda) ซึ่งกลั่นกรองเรียบเรียงมาจากฤคเวทโดยมาก แต่กำหนดท่วงทำนองจังหวะ ซึ่งเป็นรากฐานของดนตรีอินเดียในเวลาต่อมาด้วย ต่อมาจึงมีพระเวทที่สี่รวมเข้ามาชื่อว่า อถรรวเวท (Atharvaveda) กล่าวถึงพิธีกรรมในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงเวทมนตร์คาถาและเคล็ดลางความเชื่อต่าง ๆ มีลักษณะเป็นความเชื่อในครัวเรือนภาคสามัญ นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับคำที่เราใช้กันบ่อย ๆ คือคำว่า อาถรรพณ์ ตามรากศัพท์หมายถึง “มีที่มาจากอถรรวเวท” นั้นเอง
พราหมณ์ (Brahmana หรือ Brahmin) (นาที 4.05)
ที่ปูพื้นเกี่ยวกับพระเวทมานั้น เนื่องจากเราจะพูดเรื่องพราหมณ์ แน่นอนว่าคำว่า พราหมณ์ (Brahmana หรือ Brahmin) เป็นคำที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เรามีพราหมณ์สำหรับประกอบพิธีในราชสำนักของเราเอง ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวเราเคยนำเสนอไปแล้วเมื่อเร็ว ๆ มานี้ ทั้งในตอนที่เราแนะนำเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ และที่เราเล่าเรื่องวรรณกรรมโองการแช่งน้ำ ซึ่งต้องใช้พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีนั่นเอง ทว่าความรับรู้เกี่ยวกับคำว่าพราหมณ์ของไทยนอาจจะจำกัดอยู่กับพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีเป็นส่วนใหญ่อีกแง่มุมหนึ่งของคำว่า พราหมณ์ หมายถึงกลุ่มวรรณะที่สืบเชื้อสายจากผู้ประกอบพิธีเหล่านี้ โดยไม่คำนึงว่าจะมีอาชีพอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดียปัจจุบัน ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลพราหมณ์ อาจจะมีอาชีพได้หลากหลาย มีบ้างที่เป็นนักบวชหรือครูอาจารย์ตามบรรพบุรุษ แต่มีไม่น้อยก็ประกอบธุรกิจค้าขาย หรือเล่นการเมืองก็มี
เมื่อกล่าวถึงคำว่าพราหมณ์ แน่นอนว่าก็ต้องมีความรับรู้บางประการที่พ่วงติดมากับคำศัพท์คำนี้ด้วย ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือ เรามักรับรู้กันว่า พราหมณ์เป็นชื่อวรรณะสูงสุดของสังคม มีเกียรติยศสูงส่งกว่าอีกสามวรรณะคือ กษัตริย์ แพศย์ และศูทร ดังนั้นภาพลักษณ์ของพราหมณ์ก็มักจะถูกผูกติดกับผู้มีอภิสิทธิ์ทางสังคมเหนือผู้อื่น
ที่สำคัญมีมายาคติที่แพร่หลายมาก เชื่อว่าเกิดจากการเหมารวมหรือพยายามกำหนดทิศทางสังคมอินเดียใหม่โดยบรรดานักวิชาการตะวันตกที่ศึกษาภารตวิทยา มายาคติดังกล่าวคือ วรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ และแพศย์ เป็นเชื้อสายอารยัน ซึ่งเป็นพวกผิวขาว มีสายสัมพันธ์กับชาวยุโรป ส่วนวรรณะศูทรคือวรรณะของพวกเชื้อสายทราวิฑ ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพทั่วไปเป็นคนผิวคล้ำ เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองในอนุทวีปอินเดียเดิม
อารยันกับทราวิฑ
ความเชื่อกระแสหลักทำนองนี้ หนึ่งในผู้จุดประกายคนสำคัญคือ มักซ์ มึลเล่อร์ (Max Müller) (1823 – 1900) นักอักษรศาสตร์และภารตวิทยาชาวเยอรมัน ในช่วงที่บริษัทอินเดียตะวันออก (East India Company) เข้ามากุมอำนาจการปกครองในอนุทวีปอินเดีย มึลเลอร์เป็นเจ้าของผลงานแปลวรรณกรรมอินเดียเล่มสำคัญมากมายเขาเป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานความคิดเกี่ยวกับการปะทะกันระหว่างชนชาติอารยันซึ่งเป็นชาวผิวขาวที่เคลื่อนย้ายลงมาจากทางตะวันตก กับชนชาติทราวิฑซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในอนุทวีปอินเดียมาแต่เดิม และเบียดขับให้ชาวทราวิฑลงไปอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ผลพวงจากความคิดนี้นำมาสู่การแบ่งแยกชาติพันธุ์ออกเป็นสองพวกใหญ่คืออารยันกับทราวิฑ และสืบเนื่องไปยังการเชื่อว่าชาวอารยันมักจะมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าทราวิฑ และเป็นวรรณะสูงกว่า ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีอิทธิพลต่อทิศทางสังคมและการเมืองมากกว่าจะเป็นเพียงการกำหนดอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ด้วยข้อเท็จจริงทางพันธุศาสตร์อย่างเดียว
การศึกษาวิจัยยุคใหม่มักนำไปสู่ข้อสันนิษฐานที่ว่าเชื้อสายอารยันกับทราวิฑแม้ว่าจะเข้ามาในอนุทวีปในห้วงเวลาที่ต่างกันก็จริง แต่หาได้มีการปะทะกันในเชิงของสงครามหรือการกดขี่ข่มเหงกันไม่ หากแต่ยอมรับวัฒนธรรมกันและกันและผสมกลมกลืนกัน ด้วยเหตุนี้ระบบความเชื่อของทั้งอารยันและทราวิฑจึงสามารถกลืนเข้าด้วยกันและหยั่งรากอย่างมั่นคงรวมทั้งแผ่กิ่งก้านสาขาในอนุทวีปอินเดียได้มาเนิ่นนานหลายพันปี เทพของฮินดูปัจจุบันนั้นก็ผสมปนเปกันทั้งจากความเชื่อทางอินเดียเหนือและอินเดียใต้
ดั้งนั้นมายาคติที่ว่าวรรณะพราหมณ์คือพวกเชื้อสายอารยัน ย่อมไม่เป็นความจริง
ข้อพิสูจน์ง่าย ๆ คือ ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นใดที่อยู่ในอินเดียก็จะมีพราหมณ์ประจำในท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งก็เป็นชาวท้องถิ่นนั้น ๆ ถ้าหากว่าพราหมณ์เป็นชาวอารยันจริง ตามธรรมเนียมพราหมณ์ที่จะต้องรักษาความบริสุทธิ์ทางสายเลือด ก็ย่อมไม่อาจจะมีพราหมณ์ในท้องถิ่นที่ไม่ใช่ที่อยู่ของคนอารยัน เช่นทางใต้หรือทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียดังนั้นเรื่องของวรรณะจึงหาใช่เรื่องของชาติพันธุ์แต่อย่างใดไม่ แต่เป็นเรื่องของการประกอบอาชีพ และเกิดจากกติกาที่คนทุกชาติพันธุ์ในอนุทวีปยอมรับร่วมกัน
การจัดแบ่งหมู่ของพราหมณ์จาก ราชตรังคิณี
เมื่อเราย้อนไปดูตัวบทโบราณของอินเดีย เราจึงพบได้ว่า เพียงแค่คำว่าพราหมณ์ไม่ได้บ่งบอกรายละเอียดอะไรมากมายเกี่ยวกับคนผู้หนึ่งเลย เพราะพราหมณ์นั้นมีหลากหลายพวกมาก มีที่มาจากถิ่นต่าง ๆ กันการจะเข้าใจการจัดแบ่งหมู่ของพราหมณ์จำเป็นต้องมองจากเลนส์แบบอินเดียโบราณที่ยังไม่ได้มีการปกครองแบบรัฐสมัยใหม่ ความรู้ดังกล่าวจะพบได้จากตัวบทโบราณ ตัวบทสำคัญชิ้นหนึ่งคือ ราชตรังคิณี (Rajatarangini) ของกัลหณะ (Kalhana) ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 12 เนื้อหาหลัก ๆ คือการบันทึกเรื่องราวของพงศ์กษัตริย์ในกัศมีระยุคโบราณ แต่ในนั้นมีการกล่าวถึงพราหมณ์กลุ่มต่าง ๆ เอาไว้ด้วย
ภูมิศาสตร์แบบปุราณะ มีเกณฑ์สำคัญข้อหนึ่งในการแบ่งภูมิภาค นั่นคือ จะยึดเอาแนวเทือกเขาวินธัย (Vindhya Range) ซึ่งยาวกว่า 1,000 กม. และกว้างกว่า 300 กม. เป็นเส้นแบ่งธรรมชาติระหว่างตอนเหนือกับตอนใต้ของทวีป เทือกเขาวินธัยตั้งอยู่ในพิกัดที่ปัจจุบันเป็นมลรัฐมัธยประเทศ (Madhya Pradesh) และกินพื้นที่ถึงฉัตตีสครห์ (Chhattisgarh) คุชราต (Gujarat) อุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) และพิหาร (Bihar)
เกร็ดข้อหนึ่งเกี่ยวกับวินธัยคือ หลายท่านอาจไม่เคยรู้จักมลรัฐหนึ่งของอินเดียที่ดำรงอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ หลังได้รับเอกราช กล่าวคือ ในปี ค.ศ. 1950 – 1956 มีมลรัฐที่ชื่อ วินธยประเทศ (Vindhya Pradesh) ที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มของเทือกเขาวินธัย และในกาลต่อมาไม่นานก็ได้รวมเข้าเป็นส่วนของมลรัฐมัธยประเทศ
กล่าวง่าย ๆ คือ คนสมัยปุราณะจะมีเกณฑ์ว่าใครที่อยู่ทางเหนือของวินธัยคือคนภาคเหนือ ดินแดนทางเหนือได้รับการเรียกขานว่า เการวเทศ (Kaurava Desha) คนที่อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของวินธัยคือคนภาคใต้ ในชื่อดินแดนว่า ทราวิฑเทศ (Dravida Desha)
จากเกณฑ์ดังกล่าว ตัวบทของราชตรังคิณีจัดแบ่งกลุ่มพราหมณ์ออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ 2 กลุ่ม
1. ปัญจเคาฑะ (Pancha Gauda) หมายถึงหมู่พราหมณ์เคาฑะทั้งห้าหมู่ ที่อาศัยอยู่ทางฝั่งเหนือ
2. ปัญจทราวิฑ (Pancha Dravida) หมายถึงหมู่พราหมณ์ทราวิฑทั้งห้าหมู่ ที่อาศัยอยู่ทางฝั่งใต้
อิงตามราชตรังคิณี พราหมณ์จะมีหมู่หลัก ๆ อยู่ 10 หมู่ คือเหนือห้าและใต้ห้า เรามาพูดถึงพราหมณ์ฝ่ายเหนือคือปัญจเคาฑะกันก่อน
1. สารัสวตะพราหมณ์ (Sarasvata Brahmin) ถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมจะมาจากทางกัศมีระ ซึ่งแน่นอนว่าในภายหลังก็แพร่กระจายไปตามถิ่นต่าง ๆ มากขึ้น รวมไปถึงในอินเดียใต้ด้วย คำว่า “สารัสวตะ” นี้ก็หาใช่อื่นใดไม่ มีที่มาจากชื่อแม่น้ำสรัสวตีนั่นเอง ในปัจจุบันพราหมณ์หมู่สารัสวตะนี้ส่วนใหญ่จะนับถือไวษณพนิกาย หมายถึงบูชาพระวิษณุเป็นใหญ่ ในคัมภีร์สกันทปุราณ (Skanda Purana) ก็มีการอธิบายถึงการอพยพของพราหมณ์หมู่นี้ไปยังทางใต้ด้วย2. กานยกุพชะพราหมณ์ (Kanyakubja Brahmin) ที่มาของชื่อกานยกุพชะคือชื่อเมืองกันเนาชะ (Kannauj) ปัจจุบันอยู่ในมลรัฐอุตตรประเทศ กานยกุพชพราหมณ์มีถิ่นที่อยู่กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พราหมณ์หมู่นี้โบราณจัดว่ามีสถานะสูงกว่าพวกพราหมณ์อื่น มักประกอบอาชีพนักบวช นักดาราศาสตร์ โหร และครู มีบ้างที่เป็นทหาร และเก่งเสียด้วย บุคคลสำคัญคนหนึ่งที่มีเชื้อสายจากกานยกุพชพราหมณ์ ได้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีอตัล พิหารี วัชปายี (Atal Bihari Vajpayee) นั่นเอง
3. เคาฑะพราหมณ์ (Gauda Brahmin) จะสังเกตเห็นได้ว่าชื่อเรียกเหมือนกับเป็นตัวแทนหรือศูนย์กลางของพราหมณ์ฝ่ายเหนือทั้งห้า มีชุกชุมที่สุดในบริเวณฝั่งตะวันตกของอินเดียเหนือ เช่นในหรยาณา (Haryana) ราชาสถาน (Rajasthan) รวมถึงพบมากในเดลีด้วย คนสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีเชื้อสายพราหมณ์หมู่นี้ก็เช่น มะดันโมหัน มาลวียะ (Madan Mohan Malaviya) นักปฏิรูปสังคมคนสำคัญท่านหนึ่ง
4. อุตกละพราหมณ์ (Utkala Brahmin) หรือที่รู้จักกันในนามพราหมณ์โอริยา เป็นพราหมณ์ที่มีประชากรมากสุดในมลรัฐโอฑิศา (Odisha) ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรชื่ออุตกละ (Utkala Kingdom) มาก่อน ชื่ออุตกละนี้ถูกรวมอยู่ในเนื้อร้องเพลงชาติอินเดียด้วย (… Panjab, Sindh, Gujarat, Maratha, Dravida, Utkala, Banga) พราหมณ์หมู่นี้เป็นไศวนิกายคือนับถือพระศิวะสูงสุด และเป็นหมู่ที่ให้กำเนิดพิธีรถยาตรา (Ratha Yatra) ที่วัดชคันนาถ (Jagannath Temple) ซึ่งมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน
5. ไมถิละพราหมณ์ (Maithila Brahmin) มีกำเนิดจากภูมิภาคมิถิลา (Mithila) ซึ่งอยู่ทั้งในเนปาลและมลรัฐพิหารของอินเดียในปัจจุบัน พราหมณ์หมู่นี้ส่วนใหญ่เป็นศักตินิกาย แต่ก็มีบางพวกเป็นไวษณพหรือไศวะด้วย และในช่วงทศวรรษ 1960-70 มีบุคคลสำคัญหลายคนที่มีอิทธิพลทางการเมืองในมลรัฐพิหาร มีเชื้อสายมาจากพราหมณ์หมู่นี้ เช่น ลลิต นารายัณ มิศรา (Lalit Narayan Mishra) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทางรถไฟ (Ministry of Railways) ในสมัยของนางอินทิรา คานธี
สำหรับพราหมณ์ห้าหมู่ทางใต้เทือกเขาวินธัยที่เรียกว่า ปัญจทราวิฑ ประกอบด้วย
1. กรรนาฏกะพราหมณ์ (Karnataka Brahmin) ชื่อก็ระบุชัดเจนว่ามาจากท้องที่ที่เป็นมลรัฐกรรนาฏกะในปัจจุบัน และพราหมณ์หมู่นี้ยังกระจายอยู่ตามมลรัฐเตลังคานะ (Telangana) อานธรประเทศ (Andhra Pradesh) เกรละ (Kerala) และทมิฬนาฑู (Tamil Nadu) และเป็นต้นกำเนิดของดนตรีทางใต้ที่เรียกว่าดนตรีกรรนาฏิก (Carnatic Music) ด้วย2. ไตลังคะพราหมณ์ (Tailanga Brahmin) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อานธระพราหมณ์ (Andhra Brahmin) คือหมู่พราหมณ์ที่พูดภาษาเตลุคุ (Telugu) ต้นกำเนิดมาจากท้องที่มลรัฐอานธรประเทศและเตลังคานะในปัจจุบัน และมีกลุ่มแขนงแยกย่อยอีกเยอะมาก บุคคลสำคัญที่มาจากตระกูลพราหมณ์หมู่นี้ก็เช่น พี.วี นรสิงหา ราว (P.V. Narasimha Rao) อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับรางวัลภารตรัตนะ (Bharat Ratna)
3. ทราวิฑะพราหมณ์ (Dravida Brahmin) หมายถึงพราหมณ์ทมิฬนั่นเอง มีถิ่นที่มาจากมลรัฐทมิฬนาฑู และเกรละ มีสองนิกายคือ ไอยังการ (Iyengar) ซึ่งยึดมั่นขนบไวษณพ และ ไอยาร (Iyer) ซึ่งนับถือหลักการของอัทไวตเวทานตะ หรือสมฤตะ ทราวิฑะพราหมณ์นี้เป็นหมู่พราหมณ์ที่รักษาขนบธรรมเนียมอันเป็นเอกลักษณ์มายาวนาน และยังเป็นที่มาของพราหมณ์ในราชสำนักสยามด้วย
4. มหาราษฎรกะพราหมณ์ (Maharashtraka Brahmin) เรียกอีกอย่างว่า มราฐีพราหมณ์ (Marathi Brahmin) หรือ มัธยเทศะพราหมณ์ (Madyadesha Brahmin) ถิ่นกำเนิดอยู่ที่มลรัฐมหาราษฏระปัจจุบัน เป็นหมู่พราหมณ์ที่ชำนาญตัวบทกฎหมายแบบฮินดู จึงมักได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาตามศาลยุติธรรมด้วย นถุราม โคฑเส (Nathuram Godse) มือสังหารมหาตมาคานธี ก็มาจากพราหมณ์กลุ่มนี้
5. คุรชระพราหมณ์ (Gurjara Brahmin) หรือ เมวารีพราหมณ์ (Mewari Brahmin) มีที่มาจากท้องถิ่นมลรัฐคุชราต พึงสังเกตด้วยว่าในสมัยโบราณนับเป็นมลรัฐฝ่ายใต้ เพราะแบ่งตามภูมิศาสตร์ มิใช่ชาติพันธุ์ ดังนั้นจึงถือว่าพราหมณ์คุชราตและมราฐีเป็นทราวิฑด้วย ทั้งที่มีเชื้อสายอารยันและพูดภาษาตระกูลอารยัน
•
รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [22 พ.ย.68]
รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ







