เพลง Yeh Dosti Hum Nahi Todenge
เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ Sholay ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1975 ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น 1 ใน 5 เรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการภาพยนตร์ฮินดี คนไทยอายุประมาณ 60 ถึง 70 ปี น่าจะจดจำเพลงนี้ได้ไม่น้อย ภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ก็ครบรอบ 50 ปี นับได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังบอลลีวูดคงจะรู้จักทุกคน
ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยราเมศ ซิปปี (Ramesh Sippy) และผลิตโดยจี.พี. ซิปปี (G. P. Sippy) ดารานำก็เช่น ธรรเมนทรา (Dharmendra) สัญชีพ กุมาร (Sanjeev Kumar) เหมา มาลินี (Hema Malini) อมิตาภ บัจจัน (Amitabh Bachchan) ชัย ภาทุรี (Jaya Bhaduri) อัมญัด ข่าน (Amjad Khan) และอื่น ๆ บทภาพยนตร์เขียนโดยซะลีม-ยาเวด (Salim–Javed)
เพลง “Yeh Dosti Hum Nahi Todenge” มีสองเวอร์ชั่น เวอร์ชั่นสนุกสนานรื่นเริงกับเวอร์ชั่นเศร้า ที่เปิดไปคือเวอร์ชั่นเศร้า ขับร้องโดยกิโสร์ กุมาร (Kishore Kumar)
ขออนุญาตแปลให้ท่านผู้ฟัง
เธอทำสิ่งใดลงไปกันแน่
เหตุใดจึงแปรเปลี่ยนเป็นคนไม่ซื่อตรง
ผิดคำสัญญาที่เคยให้ไว้
แล้วจากไปอย่างไร้คำร่ำลา
ทิ้งฉันยืนเดียวดายอยู่กลางทาง
ปล่อยไว้เบื้องหลังอย่างไม่หวนมอง
ขณะที่เธอก้าวล้ำไปข้างหน้า
สหายเอ๋ย…เธอไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
มิตรภาพของเราถูกทำลายลง
แต่มิตรภาพนี้ ฉันจะไม่ทำลายมัน
ตราบสิ้นลมหายใจสุดท้าย
แม้ทุกสิ่งจะพังทลาย
ฉันก็จะไม่ทอดทิ้งเธอ
จะยืนเคียงข้างเธอ…จนถึงที่สุด
การจากไปของธรรเมนทรา นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮินดี (นาที 5.20)
พฤศจิกายน 2568 ชาวอินเดียและแฟนคลับบอลลีวูดรู้สึกเศร้าเมื่อได้รับข่าวว่าธรรเมนทราได้อำลาจากโลกไปแล้วข่าวที่ได้รับทราบกันก็คือ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ธรรเมนทราเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลบรีชแคนดี (Breach Candy Hospital) เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ สาเหตุของการเสียชีวิตจะเป็นเพราะอะไรก็ไม่ทราบอย่างแน่ชัด ครอบครัวของธรรเมนทรามิได้ให้ความเห็นใด ๆ
ธรรเมนทราอายุ 89 เกือบจะ 90 ปี เพราะวันเกิดของท่านคือวันที่ 8 ธันวาคม หลังจากทราบข่าวว่าธรรเมนทราเสียชีวิตแล้ว ประชาชนแทบจะทั่วหน้าอินเดียและในต่างประเทศก็เขียนข้อความไว้อาลัยแด่นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮินดี
ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีอินเดียต่างก็แสดงความเสียใจต่อการจากไปของธรรเมนทรา นายกรัฐมนตรีนายนเรนดรา โมดี (Narendra Modi) กล่าวผ่าน X ว่า การจากไปของเขาถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยหนึ่งของวงการภาพยนตร์อินเดีย “เขาเป็นบุคคลสำคัญระดับตำนานของวงการภาพยนตร์ เป็นนักแสดงผู้ยอดเยี่ยมที่ถ่ายทอดเสน่ห์และมิติความลึกซึ้งให้กับทุกบทบาทที่เขารับแสดง วิธีการแสดงบทบาทอันหลากหลายของเขาสร้างความประทับใจให้กับผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน”
โมดีเขียนอีกว่า “เขาเป็นบุคคลสำคัญระดับตำนานของวงการภาพยนตร์ เป็นนักแสดงผู้ยอดเยี่ยมที่ถ่ายทอดเสน่ห์และมิติความลึกซึ้งให้กับทุกบทบาทที่เขารับแสดง”
ดังที่ได้กล่าวไว้ ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากครอบครัวของธรรเมนทรา อย่างไรก็ตาม ศิลปินร่วมยุคหลายคน รวมถึงนักแสดงชื่อดัง เช่น อมิตาภ บัจจัน (Amitabh Bachchan) ได้เดินทางไปรวมตัวกันที่ฌาปนสถานในย่านยูฮู (Juhu) ชานเมืองมุมไบ (Mumbai) เพื่อร่วมพิธีศพของเขา
กะรัน โจฮาร์ (Karan Johar) ผู้กำกับและผู้ผลิตภาพยนตร์ชื่อดัง ผู้ซึ่งเคยเลือกธรรเมนทราแสดงในภาพยนตร์ Rocky Aur Rani Kii Prem Kahaani (Rocky and Rani’s Love Story) ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 2023 เขียนไว้ในโพสต์อินสตราแกรมของตนว่า “[นี่คือ] ซูเปอร์สตาร์ระดับมหึมา ตัวแทนของภาพลักษณ์วีรบุรุษในภาพยนตร์กระแสหลักอย่างแท้จริง”
เรื่องราวชีวิตช่วงต้นและภูมิหลังของธรรเมนทรา
ชื่อเกิดของธรรเมนทราคืออะไรไม่ทราบ บ้างก็บอกว่าชื่อ ดรัม (ธรรม) ซิงห์ เดโอล (Dharam Singh Deol) บางแหล่งบอกว่า ธรรเมนทรา เกวัล กฤษัณ เดโอล (Dharmendra Kewal Krishan Deol) แต่ที่แน่นอนก็คือ ในวงการภาพยนตร์ฮินดี เขาเป็นที่รู้จักในนามธรรเมนทราที่ทราบอย่างแน่นอนก็คือ ธรรเมนทราเกิดในปี ค.ศ. 1935 บ้านเกิดของเขาคือหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองลุธยานา (Ludhiana) ปัจจุบันคือมลรัฐปัญจาบ (Punjab)
ในปี ค.ศ. 1954 ขณะที่เขาอายุ 19 ปี ก็ได้สมรสกับประกาศ กอร์ (Prakash Kaur) การสมรสนี้เกิดขึ้นก่อนเขาจะเข้าสู่วงการภาพยนต์ฮินดี
ธรรเมนทรามาจากครอบครัวเรียบง่ายที่มีพื้นฐานด้านเกษตรกรรม บิดาของเขาเป็นครูในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในระยะแรก เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานเป็นช่างเครื่องให้บริษัทขุดเจาะ ก่อนจะคว้าชัยชนะในการประกวดความสามารถที่จัดโดยนิตยสารบันเทิง
ทำไมถึงไปประกวดความสามารถ ธรรเมนทราเล่าว่า ในวัยเด็กเขารู้สึกหลงใหลและประทับใจอย่างมากเมื่อได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Shaheed ภาพยนตร์ดราม่าโรแมนติกที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1948 ที่มีฉากหลังเป็นช่วงการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย และนำแสดงโดยดิลิป กุมาร์ (Dilip Kumar) ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง
เส้นทางสู่การเป็นนักแสดง
ชัยชนะจากการประกวดที่ได้กล่าวแล้วนั้น ทำให้เขามีความมั่นใจ ตัดสินใจเดินทางไปยังมุมไบเพียงลำพัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของวงการภาพยนตร์อินเดียเขาแจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่อง Dil Bhi Tera Hum Bhi Tere ในปี ค.ศ. 1960 และเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงที่สามารถจุดประกายความคลั่งไคล้และความหลงใหลให้แก่แฟนภาพยนตร์จำนวนมาก
ปฏิเสธมิได้ว่า ด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาโดดเด่นซึ่งมักถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ เขาจึงสามารถสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระเอกสายโรแมนติกตัวเลือกหลักของวงการบอลลีวูดได้อย่างรวดเร็ว
รูปลักษณ์ดังกล่าวที่ขึ้นกล้องของธรรเมนทราได้ดึงดูดความสนใจของผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ผู้ทรงอิทธิพลอย่างพิมล รอย (Bimal Roy) ซึ่งผลักดันให้เขาก้าวขึ้นสู่ความเป็นดาราในภาพยนตร์เรื่อง Bandini ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1963 โดยรับบทเป็นแพทย์ประจำเรือนจำผู้หล่อเหลา
ภาพลักษณ์พระเอกผู้ชวนให้หัวใจหวั่นไหวได้รับการตอกย้ำในภาพยนตร์เรื่อง Anupama ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1966 โดยรับบทเป็นกวีและครูโรงเรียน
ได้รับสมญานามว่า “He-Man แห่งบอลลีวูด”
เส้นทางอาชีพ ความหลากหลายทางการแสดง และภาพลักษณ์ระดับตำนานของธรรเมนทราน่าสนใจไม่น้อยเลย เหตุที่ต้องกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าธรรเมนทรามักได้รับสมญานามว่า “He-Man แห่งบอลลีวูด” อันสืบเนื่องจากรูปร่างกำยำคือความหล่อเหลาของเขามีเสน่ห์แบบเฉพาะ แบบลูกผู้ชายใจหาญกล้า ในขณะเดียวกันภาพลักษณ์ “He-Man” ก็มาพร้อมกับความสามารถอันหลากหลายในการแสดงบทบาทที่ครอบคลุมหลายแนว ตั้งแต่ตลก แอ็กชัน ไปจนถึงดราม่าเข้มข้น และในช่วงหลังได้หันมาเน้นบทบาทเชิงตัวละครมากยิ่งขึ้น
กล่าวอีกนัยก็คือ ธรรเมนทรามักถูกขนานนามว่า “He-Man แมนแห่งบอลลีวูด” โดยเขาผสมผสานความเป็นวีรบุรุษแบบดั้งเดิมของนักแสดงสายแอ็กชันเข้ากับความอ่อนโยนในบทพระเอกโรแมนติกได้อย่างลงตัว ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลที่สุดของอินเดีย
ในปีต่อ ๆ มา เขาปรากฏตัวในภาพยนตร์แทบทุกแนว ตั้งแต่งานอาร์ตเฮาส์ไปจนถึงภาพยนตร์โรแมนติก ภาพยนตร์แอ็กชัน และภาพยนตร์ตลกขบขัน ส่งผลให้เขากลายเป็นนักแสดงชั้นนำที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยของเขา
ตลอดเส้นทางอาชีพที่ยาวนานเกือบเจ็ดทศวรรษ และผลงานมากกว่า 300 เรื่อง เขาได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางและประสบความสำเร็จอย่างมั่งคั่ง จากการรับบททั้งวีรบุรุษและโจรในภาพยนตร์หลากหลายเรื่อง
ผลงานภาพยนตร์เด่นและอิทธิพลทางวัฒนธรรมของธรรเมนทรา
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือ ภาพยนตร์คลาสสิกระดับตำนานของบอลลีวูดเรื่อง Sholay ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1975 ภาพยนตร์แนวคาวบอยแบบอินเดียที่ธรรเมนทราแสดงร่วมกับอมิตาภ บัจจัน โดยรับบทเป็นหนึ่งในคู่โจรตัวเล็กแต่เปี่ยมเสน่ห์ ในภาพยนตร์ทั้งสองได้รับมอบหมายให้ตามล่าจับโจรผู้โหดเหี้ยมภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ได้รับการฉายต่อเนื่องในระดับ “ซิลเวอร์จูบิลี” เป็นเวลา 25 สัปดาห์ติดต่อกันในโรงภาพยนตร์มากกว่า 100 แห่งทั่วอินเดีย ในขณะเดียวกันก็ตอกย้ำสถานะของธรรเมนทราในฐานะซูเปอร์สตาร์อย่างมั่นคง
เมื่อกาลเวลาผ่านไป Sholay ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยนิยมของอินเดียอย่างลึกซึ้ง โดยบทสนทนาของธรรเมนทราจากภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงสร้างอิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และในช่วงไม่กี่ปีหลัง ยังได้กลับมามีชีวิตใหม่ในรูปแบบมีมที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง
พร้อมกับ Sholay ธรรเมนทรายังฝากผลงานโดดเด่นในภาพยนตร์ภาษาฮินดีที่ประสบความสำเร็จอีกหลายเรื่อง ตั้งแต่ภาพยนตร์แอ็กชันดราม่าเรื่อง Mera Gaon Mera Desh ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1971 ไปจนถึงภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง Chupke Chupke ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1975
เรื่องราวชีวิตส่วนตัวและครอบครัวของธรรเมนทรา
ชีวิตนอกจอของธรรเมนทราก็เป็นที่จับตามองไม่แพ้ผลงานการแสดง และครอบครัวของเขากลายเป็นหนึ่งในตระกูลสำคัญของวงการบอลลีวูดเขาแต่งงานกับภรรยาคนแรก ปราคาช กอร์ ก่อนจะมีชื่อเสียง และมีบุตรด้วยกันสี่คน คือซันนี้ เดโอล (Sunny Deol) บ็อบบี เดโอล (Bobby Deol) วิเชตา เดโอล (Vijeta Deol) และ อชิตะ เดโอล (Ajeeta Deol)
สองคนแรกได้ก้าวขึ้นมาเป็นดาราบอลลีวูดที่มีชื่อเสียง ซันนี เดโอล โด่งดังมาก บ็อบบี เดโอล ก็โด่งดังแต่ไม่น่าจะโด่งดังเท่าพี่ชาย
ธรรเมนทรากับนักแสดงหญิงชื่อ เหมา มาลินี (Hema Malini) แสดงเป็นพระเอกนางเอกคู่กันอยู่หลายเรื่อง และการแสดงของทั้งสองคู่กันก็ได้รับความนิยมอย่างสูง กลายเป็นหนึ่งในคู่ขวัญที่โดดเด่นที่สุดของวงการ
และแล้วธรรเมนทราก็ได้แต่งงานกับเหมา มาลินีในปี ค.ศ. 1980 โดยไม่ได้หย่ากับภรรยาคนแรก ซึ่งตามรายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่า เขาได้เปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามชั่วคราว เนื่องจากกฎหมายอินเดียไม่อนุญาตให้ชาวฮินดูมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน อันนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าก็ไม่สามารถยืนยันได้ อย่างไรก็ตามทั้งสองมีบุตรสาวด้วยกันสองคน คือ อีชา (Esha) และอถนา (Ahana) ซึ่งต่อมาอีชาได้เป็นนักแสดงบอลลีวูดเช่นกัน
นอกเหนือจากเส้นทางการแสดงอันยาวนานและผลงานภาพยนตร์มากกว่า 300 เรื่องแล้ว ธรรเมนทรายังได้ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วย
ในปี ค.ศ. 2004 เขาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอินเดียสังกัดพรรคภารตียาชนตา (Bharatiya Janata Party) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติตั้งแต่ปี ค.ศ 2004-2009 ซึ่งในเวลาต่อมาเขาได้สะท้อนถึงการตัดสินใจก้าวสู่การเมืองว่าเป็นไปอย่างค่อนข้างฉับพลัน และกล่าวถึงช่วงเวลาการทำงานทางการเมืองของตนเองด้วยความรู้สึกเสียดาย
เพื่อยกย่องคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อวงการภาพยนตร์อินเดีย ธรรเมนทราได้รับรางวัลปัทมภูษัณ (Padma Bhushan) ในปี ค.ศ. 2012 ซึ่งเป็นอิสริยาภรณ์พลเรือนชั้นสูงเป็นอันดับสามของประเทศ
แม้สุขภาพจะเริ่มถดถอยลงตามวัย เขายังคงแสดงภาพยนตร์ต่อเนื่องจนถึงช่วงปลายวัย 80 ปี โดยในระยะหลังได้หันมาเน้นบทบาทเชิงตัวละครมากขึ้น โดยเฉพาะบทบาทพ่อหรือผู้อาวุโสในช่วงทศวรรษ 1990 และ 2000 ซึ่งทำให้เส้นทางอาชีพของเขายืนยาวต่อเนื่องมาจนถึงปี 2025
ผลงานการปรากฏตัวบนจอภาพยนตร์ครั้งสุดท้ายของเขาจะอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Ikkis ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 25 ธันวาคม 2025
เมื่อกล่าวถึงมรดกตกทอดและการจดจำในระยะยาว ธรรเมนทราเคยกล่าวไว้อย่างลึกซึ้งว่า “ผู้คนมักลืมเลือนภาพยนตร์ได้ง่าย แต่ผู้คนควรจดจำตัวตนของคุณ แม้จะไม่มีชีวประวัติหรือภาพยนตร์ชีวประวัติก็ตาม”
เราทั้งสองก็ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของธรรเมนทราต่อการอำลาจากโลกไปของเขา
•
รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [29 พ.ย.68]
รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ







