ลิตเติ้ลอินเดียในย่านนิชิคะไซ โตเกียว

- ปกิณกะอินเดีย

รับฟังเสียง


ลิตเติ้ลอินเดียในย่านนิชิคะไซ โตเกียว

เพลง Kare Raisu
หลายคนที่เพิ่งเข้ามาฟังน่าจะรู้สึกแปลกใจมากที่ได้ยินเพลงเด็กภาษาญี่ปุ่น ทั้งที่เป็นรายการปกิณกะอินเดีย แต่ถ้าใครเปิดมาทันฟังหัวข้อรายการตอนต้นจะรู้ว่าเราสองคนกำลังจะพูดเรื่องลิตเติ้ลอินเดียในญี่ปุ่น แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เพลงญี่ปุ่น เพลงไหนก็ได้ ผมว่าคุณณัฐต้องมีเหตุผลดีพอที่เลือกเพลงนี้มาเปิด ซึ่งผมก็ยังไม่ได้บอกชื่อเลย ให้คุณณัฐบอกดีกว่า

มีเหตุผลแน่นอนครับ เพลงนี้ชื่อ “Kare Raisu” ซึ่งเป็นสำเนียงญี่ปุ่นที่ทับศัพท์จากภาษาอังกฤษว่า “Curry Rice” หรือข้าวแกงกะหรี่ และพูดถึงข้าวแกงกะหรี่ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมของญี่ปุ่นนั้น ถ้าสาวต้นตอให้ลึกที่สุด ก็ต้องมาจากอินเดีย

แต่ในความรู้สึกของผม มันผิดแผกไปจากในอินเดียมาก ทั้งเรื่องที่ต้องเคี่ยวกับแป้งสาลีให้น้ำข้น ซึ่งอินเดียไม่ทำแน่นอน ทั้งเครื่องที่มีลักษณะเหมือนสตูว์ นี่แสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นคงไม่ได้รับจากอินเดียโดยตรง ดูตามรูปการณ์น่าจะผ่านมาทางตะวันตกเสียมากกว่า

อาจารย์พูดถูกเลยครับ ในเรื่องของเครื่องเหมือนสตูว์ อย่างในเพลงเมื่อกี้ ถ้าใครฟังภาษาญี่ปุ่นออก ก็ต้องได้ยินว่า เขาพูดว่า “Ninjin, tamanegi, jagaimo, butaniku” นั่นคือ “แครอท หัวหอมใหญ่ มันฝรั่ง เนื้อหมู” สี่อย่างนี้คือส่วนผสมหลักของแกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่เหมือนสตูว์ของตะวันตกมาก ส่วนเรื่องที่เคี่ยวกับแป้งสาลีนั้น เป็นเทคนิคการทำอาหารที่ได้มาจากทางฝรั่งเศส เรียกว่า roux ซึ่งปัจจุบันคำว่า “kare ruu” หรือ curry roux นั้นหมายถึงเครื่องแกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่เคี่ยวกับแป้งสาลีและน้ำมันแล้วอัดเป็นก้อนแข็ง เวลาใช้ก็หักออกมาใช้ตามปริมาณที่ต้องการ

อันนี้ก็ไม่เหมือนอินเดียเลย ถ้าเป็นที่อินเดีย จะแกงทีต้องผสมเครื่องเทศกันทีนึง เพราะเครื่องเทศไม่ได้มาเป็นก้อน ๆ แบบของแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

ใช่ครับ แกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่เราคุยกันอยู่นี้คืออิทธิพลจากพวกกองทัพเรือบริติชที่เข้ามาติดต่อกับญี่ปุ่นในยุคเมจิ (1862-1912) กล่าวคือพวกอังกฤษรับแกงมาจากอินเดีย มาปรุงในรูปแบบสตูว์แต่ผสมผงเครื่องเทศรสจัดจ้าน และเรียกว่า curry ซึ่งรากศัพท์มาจากภาษาทมิฬว่า kari พวกญี่ปุ่นได้จดจำมาและปรับสูตรให้รสชาติอ่อนละมุนลง เป็นแบบของตัวเอง

เหตุผลที่ต้องเล่าเรื่องอาหารมาตั้งนาน ก็เพราะอยากจะโยงด้วยว่า เมื่อมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคืออาหารใหม่ ๆ ที่เป็นลูกผสมข้ามวัฒนธรรม ดังในหัวเรื่องหลักวันนี้ ที่จะเล่าเรื่องชุมชนอินเดียในญี่ปุ่น ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองต่างจากชุมชนอินเดียในไทยหรือในประเทศอื่น

พูดถึงญี่ปุ่น (นาที 7.05)
การที่เลือกพูดเรื่องญี่ปุ่นในครั้งนี้ ก็เพราะช่วงนี้ถ้าสังเกตข่าวรอบตัว กระแสเกี่ยวกับญี่ปุ่นกำลังมาแรงหลายเรื่อง เช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีประเด็นอ่อนไหวกับจีนในเรื่องของน่านน้ำ สถานการณ์กำลังตึงเครียด จีนยกเลิกเที่ยวบินไปญี่ปุ่นแล้วเป็นจำนวนมาก ย้อนกลับไปไม่กี่วันก่อนก็มีอีกข่าวหนึ่งเรื่องรัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธการมอบที่ดินให้สร้างกุโบร์ (สุสานมุสลิม) โดยยืนยันว่าชาวมุสลิมที่เสียชีวิตในดินแดนญี่ปุ่นก็ต้องเอื้อตามประเพณีญี่ปุ่น คือฌาปนกิจ หรือถ้าอยากจะฝังก็ส่งศพกลับไปดินแดนบรรพบุรุษของตน ประเด็นนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร ถึงท่าทีที่ญี่ปุ่นไม่ค่อยเอื้ออำนวยความสะดวกต่อคนต่างชาติสักเท่าไรนัก

พิจารณาจากประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่เคยอยู่เป็นเกาะอย่างโดดเดี่ยว ปราศจากการติดต่อกับโลกภายนอกมาเป็นเวลานาน ก็ถือว่าเป็นเรื่องพอเข้าใจได้ที่ญี่ปุ่นจะอาศัยแนวนโยบายพึ่งพาตนเอง นิยมสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ และเอื้อประโยชน์ต่อพลเมืองตนเองมากกว่าชาวต่างชาติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มิได้หมายความว่าญี่ปุ่นดูแคลนหรือรังเกียจคนต่างชาติ เพียงแต่การจะให้ยอมรับว่าชาวต่างชาติเป็นส่วนหนึ่งของสังคมตนนั้นยากมาก

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมญี่ปุ่นเองก็มีพลวัตที่ตอบรับกับกระแสโลกอยู่เสมอเช่นกัน ดังนั้นเมื่อไม่นานมานี้จึงเริ่มมีปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้นคือ เกิดย่านชุมชนชาวอินเดียขึ้นในบริเวณหนึ่งของโตเกียวย่านดังกล่าวนี้ชื่อว่า นิชิคะไซ (Nishi Kasai) เขตเอโดะงาวะ (Edogawa) ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในนาม ลิตเติลอินเดีย (Little India) ของญี่ปุ่น
ลิตเติ้ลอินเดียในย่านนิชิคะไซ โตเกียว
มีหลักฐานว่าชุมชนอินเดียที่นิชิคะไซเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างบ้างก็เมื่อเกือบจะสิ้นสหัสวรรษ ซึ่งหมายความว่าลิตเติลอินเดียนิชิคะไซมีอายุอยู่ราว ๆ ไม่เกิน 30-40 กว่าปีนี้เอง ซึ่งนับว่ายังใหม่อยู่ถ้าเทียบกับพาหุรัดบ้านเราที่พวกชาวซิกข์เริ่มเข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หรือย่านเซาท์ฮอล (Southall) ในลอนดอนที่เริ่มจะมีชาวอินเดีย (ส่วนใหญ่เป็นซิกข์) อพยพเข้าไปอยู่ตั้งแต่ช่วงสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง

นิชิคะไซตั้งอยู่ทางชานเมืองตะวันออกของมหานครโตเกียว ใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจากใจกลางโตเกียวประมาณ 15 นาทีเท่านั้น ปัจจุบันมีชาวอินเดียอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นประมาณ 30,000 คน และประมาณ 10% จากจำนวนดังกล่าว คือประมาณ 3,000 คนอาศัยอยู่ในนิชิคะไซ นิชิคะไซเป็นย่านพักอาศัยที่มีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวมากมาย และเคยเป็นย่านยอดนิยมสำหรับครอบครัวชาวญี่ปุ่น แต่ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา ชาวอินเดียก็เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

เหตุผลหลักสองข้อที่ทำให้ชาวอินเดียจำนวนมากมาอาศัยอยู่ในนิชิคะไซ ข้อแรกคือ ความสะดวกในการเดินทางไปยังย่านธุรกิจของโตเกียวและสนามบินนาริตะ และข้อสองคือปัญหา “Y2K” ซึ่งในขณะนั้นหลายคนคงจำได้ดีว่ากำลังเป็นที่วิตกกังวลมาก ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาบุคลากรทางไอทีอย่างเร่งด่วน ชาวอินเดียส่วนใหญ่ที่เดินทางมาญี่ปุ่นในช่วงปลายศตวรรษเป็นวิศวกรไอทีหรือนักการธนาคาร และทำงานในย่านธุรกิจต่างๆ เช่น โอะเทะมะ (Otemaji) คะยะบะโช (Kayabasho) และนิฮงบะชิ (Nihonbashi) ย่านเหล่านี้สามารถเดินทางโดยรถไฟจากนิชิคะไซได้อย่างสะดวก ทำให้เป็นย่านที่นักธุรกิจชาวอินเดียนิยมมาอยู่อาศัย

ปัญหา Y2K เกี่ยวข้องกับข้อผิดพลาดและความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์ในปี 2000 (พ.ศ. 2543) กล่าวคือ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ถูกตั้งโปรแกรมปีไว้ที่เลขสองหลัก เมื่อเปลี่ยนจากเลข 99 เป็นเลข 00 อาจทำให้ระบบรวน และเกิดข้อเสียหายได้หลายประการ ถึงแม้จะเป็นเพียงการตั้งสมมติฐาน แต่สมัยนั้นความกังวลก็แผ่กระจายมากจริง ๆ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหานี้ บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งจึงเชิญวิศวกรชาวอินเดียที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาร่วมงาน ส่งผลให้มีชาวอินเดียอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น และหลายคนเลือกที่จะอาศัยอยู่ในนิชิคะไซ ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำความเป็นผู้นำทางไอทีของอินเดียมาอย่างยาวนาน ซึ่งแม้แต่ญี่ปุ่นก็ยอมรับและพึ่งพา
เหตุผลที่ชาวอินเดียจำนวนมากเลือกอาศัยอยู่ในนิชิคะไซ
ชัคโมหัน จันทรานี (Jagmohan Chandrani) ประธานสมาพันธ์ชาวอินเดียแห่งเอโดงาวะ อาจมีคำตอบในเรื่องนี้ เพราะเขามีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดแจงที่อยู่อาศัยให้ชาวอินเดียจำนวนมาก ตัวของจันทรานีเองอาศัยอยู่ในนิชิคะไซมานานกว่า 40 ปี และปัจจุบันนี้เขาอยู่ในวัย 72 ปี ผู้คนเรียกเขาว่าเป็นบิดาแห่งชุมชนชาวอินเดียในโตเกียว เพราะการที่ชาวอินเดียจำนวนมากสามารถเดินทางมายังญี่ปุ่นและหาบ้านในนิชิคะไซได้ ก็ด้วยความช่วยเหลือจากเขา

จากบทสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุน (Asahi Shimbun) เมื่อปี ค.ศ. 2023 จันทรานีเล่าเรื่องของตนเองว่า ตนเดินทางมาญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1978 ขณะที่อายุเพียง 26 ปี จากคำบอกเล่าของเขานั้น “ผมอยากนำเข้าชาจากอินเดีย แต่การจะนำเข้านั้นต้องใช้โกดังเก็บชาจำนวนมหาศาลเหล่านั้น ผมจึงเช่าโกดังที่สร้างใหม่ในย่านริมน้ำของเขตเอโดงาวะ แล้วย้ายไปอยู่ที่นิชิคะไซ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั้น ตอนนั้นสถานีรถไฟนิชิคะไซของรถไฟใต้ดินโตเกียวเมโทรสายโทไซยังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำ”

เมื่อถูกถามว่า แล้วชาวอินเดียเริ่มย้ายเข้ามาเมื่อไหร่ เขาจึงเล่าต่อไปว่า “สถานีนิชิคะไซเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) แต่ 20 ปีหลังจากนั้น ก็ยังมีชาวอินเดียอาศัยในละแวกนั้นเพียงสี่ครัวเรือน ต่อมาช่วงประมาณปี ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) ผมจึงเริ่มเห็นชาวอินเดียในเมืองนี้มากหน้าหลายตาขึ้น พวกเขาคือพนักงานไอทีที่ถูกบริษัทญี่ปุ่นนำเข้ามาจากอินเดียเพื่อจัดการกับปัญหา Y2K ซึ่งคาดว่าจะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานผิดปกติ และกำลังมองหาที่อยู่อาศัย”

ผู้สัมภาษณ์ถามอีกว่า การหาที่เช่าสำหรับชาวอินเดียเป็นเรื่องยากหรือไม่ จันทรานีจึงอธิบายว่า ตอนนั้นเริ่มจากการที่หลายคนมาอาศัยอยู่ในโรงแรมและทำงานในย่านโอะเทะมะจิ นิฮงบาชิ และย่านอื่นๆ ในใจกลางโตเกียว พวกเขาบอกว่าอยากเช่าบ้านเพื่อที่จะทำอาหารกินเองได้ นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับชาวอินเดียมากเพราะโดยปกติโรงแรมไม่มีนโยบายให้ผู้พักปรุงอาหาร และอาหารอินเดียนั้นเป็นที่รู้กันว่ากลิ่นฟุ้งไปไกลมาก (ถึงแม้จะหอมก็ตาม) ก็อาจจะรบกวนคนอื่นได้ ตัวจันทรานีจึงต้องเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้อย่างสำคัญ สมัยนั้นนิชิคะไซเป็นจุดที่เพิ่งพัฒนาใหม่ มีอพาร์ตเมนต์ผุดขึ้นจำนวนมาก แต่เนื่องจากเจ้าของบ้านและบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไม่ค่อยรู้จักคนทำงานด้านเทคโนโลยีชาวอินเดีย จึงทำให้พวกเขาเช่าบ้านได้ยาก จันทรานีจึงอาสาเข้าไปช่วย ไปพบนายหน้าและเจรจาต่อรองแทนพวกเขา

นี่เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ จากปัญหาคอมพิวเตอร์ในปี 2000 ทำให้บรรดาบริษัทในญี่ปุ่นเห็นศักยภาพของบุคลากรไอทีจากอินเดียเหล่านี้มากขึ้น และจากที่พวกเขาจะเข้ามาทำงานในระยะสั้น ก็กลายเป็นทำงานต่อเนื่องและอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นยาวขึ้น และชุมชนชาวอินเดียในนิชิคะไซก็เติบโตขึ้นอย่างมากมาย ตัวของจันทรานีผู้อยู่เบื้องหลังความเจริญเติบโตนี้ ได้เปิดร้านอาหาร ซึ่งเริ่มจากขายอาหารฮินดูมังสวิรัติ และของชำอินเดีย จนเป็นภัตตาคารในปัจจุบัน

ส่วนอื่น ๆ ในนิชิคะไซนั้นก็มีการเปิดโรงเรียนอินเดียสำหรับสอนลูก ๆ ของชาวอินเดียที่เข้ามาทำงาน และการจัดเทศกาลอินเดียต่าง ๆ ก็ดึงดูดให้ชาวญี่ปุ่นเข้ามาท่องเที่ยวไม่น้อย นี่คือสิ่งที่เป็นซอฟท์เพาเวอร์สำคัญของอินเดียเวลาไปอาศัยอยู่ต่างแดน เพราะสีสันแห่งวัฒนธรรมที่แฝงอยู่ในอณูของชีวิตประจำวันชาวอินเดีย สร้างความอยากรู้อยากเห็นให้แก่เจ้าของท้องถิ่น จนนำมาสู่การเรียนรู้และความเข้าใจกันและกันมากขึ้น
ความแตกต่างกับชุมชนอินเดียในประเทศอื่น
ความที่ชุมชนนิชิคะไซยังคงมีอายุไม่มาก รวมทั้งการที่ผู้อยู่อาศัยถาวรจริง ๆ มีน้อย ส่วนใหญ่มาทำงานในระบบสัญญาจ้าง จึงมีความแตกต่างกับชุมชนอินเดียในประเทศอื่น ๆ อย่างในไทย สิงคโปร์ หรืออังกฤษ และมิติทางวัฒนธรรมก็ยังไม่เด่นชัดเหมือนชุมชนชาวจีนในโยโกฮามา หรือชุมชนเกาหลีในชินโอคุโบะ คือยังคงจำกัดอยู่ในวงเล็ก ๆ และยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวรที่เกี่ยวกับอินเดียมากนัก

ผู้ฟังที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นและอยากไปสัมผัสชุมชนนิชิคะไซ หลัก ๆ ก็คงจะได้ไปกินอาหารอินเดียหรือไปซื้อของในร้านของชำอินเดีย แต่อาจยังไม่ต้องหวังถึงการเข้าไปไหว้วัดอินเดีย ซึ่งในอนาคตก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีวัดอินเดียเกิดขึ้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับทิศทางการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนนี้กับชุมชนอื่น ๆ
เมื่อพูดถึงทิศทางการพัฒนา
ก็คงต้องกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ด้วย คือการเดินทางเยือนญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ในระหว่างวันที่ 29-30 สิงหาคม 2568 ซึ่งทำให้สองประเทศได้ทบทวนและสำรวจสิ่งที่ต้องการจากกันและกันมากขึ้น

อย่างที่ได้กล่าวแต่ต้นรายการแล้วว่ากระแสการเมืองญี่ปุ่นเป็นไปในทางเอื้อผลประโยชน์คนของตนยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์กับอินเดียจึงยังไม่ใช่สิ่งสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ กระนั้นก็ตามเมื่อมาคำนึงถึงการเติบโตทางอำนาจของจีนซึ่งสร้างแรงกดดันให้แก่ทั้งสองประเทศ ก็ยังจัดว่าเป็นประเด็นให้เกิดผลประโยชน์ร่วมระหว่างญี่ปุ่น-อินเดีย อย่างน้อยก็ในด้านการป้องกันประเทศ

นอกจากนี้จากคำของโมดีเอง อินเดียก็จะยังคงเน้นส่งออกบุคลากรไอทีไปยังญี่ปุ่นอย่างที่เคย รวมทั้งการและเปลี่ยนบุคลากรกับญี่ปุ่น และร่วมมือกันพัฒนาอย่างใกล้ชิดในโครงการจันทรยาน 5 นี่เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองต่อไป ท่ามกลางกระแสการเมืองของญี่ปุ่นที่จุดประเด็นกังวลเกี่ยวกับพื้นที่และบทบาทของชาวต่างชาติ

รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [6 ธ.ค.68]
รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ

(Live) รายการ สโมสรคูณสุข