เปิดมุมมองเกี่ยวกับสงครามผ่านสายตานักรัฐศาสตร์ สงครามในรูปแบบต่าง ๆ ผลกระทบ และสิ่งที่ประชาชนควรเตรียมรับมือ เช่น สงครามการค้า สงครามตัวแทน (นาที 1.25)
• การใช้สงครามเพื่อกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม (นาที 13)
• ในยุคที่ข่าวสารมาพร้อมกับวัตถุประสงค์ทางการเมือง (นาที 16.35)
สงครามในมุมมองของนักรัฐศาสตร์
สงครามไม่ใช่แค่การทหาร สงครามถือเป็นนโยบายสาธารณะอย่างหนึ่งของผู้นำทางการเมือง การใช้กำลังทหารเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการทำให้เป้าหมายของนโยบายสาธารณะ (การทำสงครามในรูปแบบต่างๆ) บรรลุผลวัตถุประสงค์ของสงครามมักเกี่ยวข้องกับการขยายอำนาจทางการเมือง ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ หรือการขยายอุดมการณ์ทางการเมืองและวัฒนธรรม
สงครามไม่ได้มีแค่สงครามทางทหาร แต่ยังมีสงครามรูปแบบอื่น ๆ ที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน
สงครามการค้า (Trade War) เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงมากในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการใช้นโยบายภาษีเพื่อกดดันสงครามตัวแทน (Proxy War) เช่น ในยุคสงครามเย็น เป็นการต่อสู้กันทางอุดมการณ์การเมืองระหว่างสองค่าย (เสรีประชาธิปไตยนำโดยสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียตในอดีต) โดยใช้ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคต่าง ๆ เป็นสนามรบ
สงครามทางจิตวิทยา มักใช้ร่วมกับสงครามตัวแทน เพื่อสร้างอิทธิพลกับผู้คนในประเทศนั้น ๆ
สงครามทรัพยากร เกิดขึ้นเนื่องจากระบบเศรษฐกิจโลกมีความซับซ้อนและเทคโนโลยีสูงขึ้น ทำให้เกิดความต้องการทรัพยากร โดยเฉพาะแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตและนวัตกรรม
ทฤษฎีคำสาปทรัพยากร (Resource Curse)
คำอธิบาย ทฤษฎีนี้อธิบายว่าประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรกลับมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ต่ำตัวอย่าง เห็นได้ในประเทศแถบแอฟริกาที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวต่ำและความขัดแย้งทางการเมืองสูง หรือในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีทรัพยากรน้ำมัน ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ก็ประสบปัญหาการต่อสู้สงครามทั้งในประเทศและกับประเทศอื่น
ข้อสรุป ทรัพยากรไม่ได้นำไปสู่ความเจริญเสมอไป แต่อาจกลายเป็นเหตุผลที่นำไปสู่ความขัดแย้งได้
ผลกระทบและความสูญเสีย
ผู้ชนะสงคราม โดยส่วนใหญ่แล้วประเทศมหาอำนาจหรือประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังคงได้เปรียบและมีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะอยู่ดี ไม่ว่าจะใช้สงครามประเภทใดประชาชนคือผู้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ประชาชนคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม สงครามไม่มีผลดีต่อคนส่วนใหญ่
ชนะสงครามแต่แพ้ทางการเมือง การทำสงครามในยุคปัจจุบันที่การสื่อสารไปถึงทั่วโลก อาจทำให้เกิดความไม่พอใจของผู้คนในประเทศมากขึ้น และอาจนำไปสู่การชนะสงครามแต่แพ้การเมืองในประเทศได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สงครามเวียดนาม ที่สหรัฐอเมริกาสามารถชนะในภูมิรบ แต่แพ้สงครามการเมืองในประเทศตนเอง ทำให้ต้องถอนกำลังออกไป
ข้อดีที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
การกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน ในบางกรณี สงครามอาจถูกใช้เป็นจังหวะในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการจ้างงานได้กรณีสหรัฐอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการกระตุ้นการจ้างงานผู้หญิงในอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธ เนื่องจากผู้ชายถูกเกณฑ์ไปรบ ซึ่งส่งผลให้ผู้หญิงได้เข้าสู่ระบบการจ้างงาน มีรายได้ และได้รับสิทธิทางกฎหมาย
กรณีประเทศไทย (ทศวรรษ 1960-1970) นโยบายสนับสนุนให้สหรัฐอเมริกาใช้ไทยเป็นฐานทัพทหาร ส่งผลให้เกิดการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบิน (อู่ตะเภา) และถนนหนทาง ทำให้ GDP เติบโตถึง 6-7% ในช่วงนั้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตามมาคือความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในเขตเมือง
สงครามกับการแบ่งชนชั้นและความสามัคคี
ความเหลื่อมล้ำและการแบ่งชนชั้น สงครามในปัจจุบัน โดยเฉพาะสงครามในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้การแบ่งชนชั้นเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ประเทศที่พัฒนาแล้วจะยิ่งพัฒนาไปอีก ส่วนประเทศกำลังพัฒนาจะถูกชะงักงันในการพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ เช่น กรณีของยูเครนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (รักชาติ) ความสามัคคีและความรักชาติในช่วงสงครามมักเป็น อุบาย ที่ผู้นำใช้ในการระดมความสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นประเทศประชาธิปไตยหรืออำนาจนิยม ก็จะใช้กระแสรักชาติเพื่อสนับสนุนการจัดการสงคราม ซึ่งการปลุกเร้าความรักชาติโดยผู้นำในช่วงสงครามอาจเป็นอันตราย และอาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจทางการเมืองได้
ข้อแนะนำสำหรับประชาชน
การตั้งรับในยุคข้อมูลข่าวสาร ประชาชนควรใช้ความระมัดระวังในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ต้องตระหนักถึง ข่าวปลอม (Fake News) ซึ่งมักเจือปนด้วยวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือความมั่นคง หากไม่พิจารณาให้ดี ประชาชนอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ในการสนับสนุนนโยบายที่ไม่เหมาะสมได้การวางแผนทางการเงิน ควรมีการวางแผนทางการเงินและการออมที่ดีในยามปกติ ในช่วงสงคราม การวางแผนทางการเงินและการใช้จ่ายควรจะรัดกุมมากขึ้น และควรมีแผนสำรองหลาย ๆ แผน
สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
ต้นตอความขัดแย้ง มีความซับซ้อน ทั้งด้านการเมืองที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐบาล และปัญหาเศรษฐกิจดิจิทัลธุรกิจไม่สุจริต (สแกมเมอร์) การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้เครื่องมือเหล่านี้ถูกใช้ในธุรกิจที่ไม่สุจริต เช่น สแกมเมอร์ กลุ่มธุรกิจเหล่านี้จะเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ที่กฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ และใช้เงินทุนสนับสนุนผู้นำทางการเมือง/นักการเมือง เพื่อกำหนดนโยบาย ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก
ข้อเสนอแนะ รัฐบาลควรกลับมาพิจารณาเรื่องการ บังคับใช้กฎหมาย อย่างจริงจังเพื่อควบคุมและปราบปรามธุรกิจเหล่านี้ให้หมดไป และหากไม่สามารถปราบปรามให้สิ้นซากได้ ก็ต้องไม่ปล่อยให้เติบโตจนมีอิทธิพลในการกำหนดนโยบาย
บทบาทระดับภูมิภาค ควรมีความร่วมมือในระดับภูมิภาค (อินโดจีน หรือ อาเซียน) ในการสร้างกรอบความร่วมมือเพื่อปราบปรามธุรกิจที่ไม่โปร่งใสไม่ให้เติบโตในพื้นที่เปราะบาง เช่น ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งเหล่านี้กลายเป็นการทำสงครามในที่สุด
รายการรอบตัวเรา วันอาทิตย์ 10.30 น. Chula Radio [21 ธ.ค.68]ผู้ดำเนินรายการ: ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิทยากร: รศ.ดร.ธนพันธ์ ไล่ประกอบทรัพย์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย







