เพลง Mera Joota Hai Japani
เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ Shree 420 ออกฉายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1955 ราช กาปูร์ (Raj Kapoor) คือดารานำ ผู้กำกับและผู้ผลิต ดารานำอื่น ๆ เช่น นาร์กริส (Nargris) นาดีรา (Nadira) และอื่น ๆ เพลง Mera Joota Hai Japani ขับร้องโดย มุเกศ (Mukesh)
เหตุที่เลือกเปิดเพลงนี้เพราะมีความเกี่ยวข้องกับรัสเซีย ลองฟังเนื้อเพลงกันนิดหนึ่ง
Mera joota hai japani
รองเท้าของฉันเป็นของญี่ปุ่น
Yeh patloon englistani
กางเกงตัวนี้เป็นของอังกฤษ
Sar pe laal topi rusi
ฉันสวมหมวกรัสเซียสีแดงอยู่บนศีรษะ
Phir bhi dil hai hindustani
แต่หัวใจของฉันยังคงเป็นอินเดีย
ความสัมพันธ์อินเดีย–รัสเซีย (นาที 4.10)
เราจะขอพาท่านผู้ฟังไปทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคู่หนึ่ง ที่หากมองจากภายนอกอาจรู้สึกว่าอบอุ่น สนิทสนม และเต็มไปด้วยภาพความเป็นมิตร ตั้งแต่รอยยิ้ม การกอด ไปจนถึงถ้อยคำที่ชวนให้เชื่อว่า “มิตรภาพนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”แต่หากมองให้ลึกลงไปในชั้นเชิงของภูมิรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์คู่นี้กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อน ความลังเล และความย้อนแย้งทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียภายใต้การนำของวลาดิมีร์ ปูติน กับประเทศอินเดียภายใต้การนำของนเรนทรา โมดี สองประเทศที่ต่างมีน้ำหนักในเวทีโลก ต่างแสวงหาพื้นที่ของตนในโลกหลายขั้ว และต่างต้องรับมือกับแรงกดดันจากมหาอำนาจฝั่งตะวันตกในคนละรูปแบบ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (ธันวาคม 2025) ภาพที่ถูกส่งออกไปทั่วโลกคือ ภาพของนายกรัฐมนตรีโมดีออกไปต้อนรับประธานาธิบดีปูตินถึงสนามบิน ทั้งสองกอดกัน นั่งรถคันเดียวกัน และโมดีเรียกปูตินว่า “เพื่อนของผม” พร้อมอธิบายความสัมพันธ์อินเดีย–รัสเซียว่าเป็น “ดาวนำทาง” ที่ตั้งอยู่บน “ความเคารพซึ่งกันและกัน และความไว้วางใจอย่างลึกซึ้ง” ภาพเหล่านี้ชวนให้นึกถึงการทูตแบบ “สร้างภาพจำ” ที่เน้นสัญลักษณ์ ความสนิท และความใกล้ชิดเชิงบุคคล เหมือนกับที่เราเคยเห็นในหลายกรณีของการทูตระดับผู้นำ กล่าวอย่างเรียบง่ายก็คือ แค่กอดหนึ่งครั้ง นั่งรถคันเดียวกันหนึ่งเที่ยว ก็สามารถส่งสัญญาณต่อโลกได้ว่า “เรายังอยู่ด้วยกัน”
แต่คำถามสำคัญคือ ภาพเหล่านี้สะท้อนความจริงทางภูมิรัฐศาสตร์มากเพียงใด หรือเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่สวยงามในโลกที่ความเป็นจริงกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ “ภาพ” กับ “สาระ” ไม่จำเป็นต้องเดินไปด้วยกันเสมอ ความสนิทในเชิงสัญลักษณ์อาจคงอยู่ได้ แต่ความแน่นแฟ้นในเชิงผลประโยชน์และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์อาจเปลี่ยนรูปไปแล้วก็ได้
ย้อนความสัมพันธ์รัสเซีย–อินเดีย ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น
หากจะเข้าใจปูตินกับอินเดีย เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปก่อนหน้าปูติน ย้อนกลับไปถึงยุคสงครามเย็น เพราะความสัมพันธ์รัสเซีย–อินเดียในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่มี “ชั้นประวัติศาสตร์” ที่ยังคงกำหนดวิธีคิดของชนชั้นนำอินเดียจำนวนมากมาจนถึงวันนี้หลังอินเดียได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1947 ภายใต้การนำของ ชวาหระลาล เนห์รู อินเดียเลือกนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หรือ Non-Alignment เพื่อรักษาอิสระในการกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศของตนเอง ไม่ให้ตกอยู่ใต้การชี้นำของมหาอำนาจ
แต่ในทางปฏิบัติ อินเดียกลับพัฒนาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหภาพโซเวียตอย่างลึกซึ้ง เหตุผลสำคัญไม่ได้มาจากอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ไม่ได้เป็นเรื่อง “รักระบบ” หรือ “หลงแนวคิด” หากแต่เกิดจาก ประสบการณ์ทางความมั่นคง ที่ค่อย ๆ สั่งสม เมื่อสหรัฐอเมริกาและจีนมีแนวโน้มสนับสนุนปากีสถาน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของอินเดีย โซเวียตคือประเทศที่มักยืนอยู่ข้างอินเดียในหลายจังหวะสำคัญ ทั้งการทูตในเวทีโลก ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมหนัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอาวุธและความมั่นคง
ความสัมพันธ์นี้ถึงจุดสูงสุดในปี ค.ศ. 1971 เมื่ออินเดียและโซเวียตลงนามสนธิสัญญาสันติภาพ มิตรภาพ และความร่วมมือ ก่อนสงครามอินเดีย–ปากีสถาน ซึ่งอินเดียต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งสหรัฐฯ และจีนพร้อมกัน
ในมุมของชนชั้นนำอินเดีย นี่ไม่ใช่ “บทหนึ่งของประวัติศาสตร์” แต่คือ “บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์” ว่าในยามคับขัน มอสโกเคยเป็นเสาหลักที่ช่วยประคองอินเดียไม่ให้โดดเดี่ยว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมความทรงจำดังกล่าวยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อชนชั้นนำอินเดียรุ่นเก่าจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มที่ผ่านยุคสงครามเย็นมาโดยตรง
เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ. 1991 หลายประเทศที่เคยใกล้ชิดมอสโกเลือกตัดสัมพันธ์ หันไปพึ่งพาตะวันตก แต่อินเดียไม่ทำเช่นนั้น ทั้งที่รัสเซียในยุคหลังโซเวียตอ่อนแอและสับสนในเชิงนโยบาย เดลียังคงมองว่ารัสเซียเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านอาวุธ พลังงาน และดุลอำนาจโลก กล่าวคือ รัสเซียยังคงมีคุณค่าในฐานะผู้สนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์รายใหญ่ เป็นตัวแสดงสำคัญในระบบพลังงานโลก และเป็นตัวแปรที่ช่วยไม่ให้โลกถูกครอบงำโดยมหาอำนาจฝ่ายเดียว
เมื่อปูตินขึ้นสู่อำนาจ เขาต้องการสร้างโลกหลายขั้ว และอินเดียคือหนึ่งในเสาหลักของโลกนั้น
ปูตินมองอินเดียไม่ใช่เพียงประเทศคู่ค้า แต่เป็น “รัฐอารยธรรม” ที่มีประชากรจำนวนมาก มีความทะเยอทะยานเชิงมหาอำนาจ และสามารถถ่วงดุลตะวันตกได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกับตะวันตกความสัมพันธ์จึงถูกยกระดับเป็น Special and Privileged Strategic Partnership ในปี ค.ศ. 2010 ซึ่งเป็นการยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายต้องการรักษาความสัมพันธ์ระดับสูงไว้เป็น “โครงสร้าง” มากกว่าจะเป็นเพียง “ความสัมพันธ์เฉพาะรัฐบาล”
วกกลับมาที่การเยือนล่าสุด แม้จะเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ แต่ในเชิงเนื้อหากลับมีช่องว่างที่น่าสังเกต
จริงอยู่ ปูตินให้คำมั่นว่าจะจัดส่งพลังงานให้อินเดียอย่างไม่ขาดตอน แต่นี่เป็นคำมั่นที่เกิดขึ้นในโลกที่ระบบคว่ำบาตรมีผลจริง และแรงกดดันทางการค้าและภาษีจากสหรัฐฯ กระทบต่อการตัดสินใจของบริษัทเอกชนอินเดียโดยตรงดังนั้นในความเป็นจริง บริษัทอินเดียหลายแห่งเริ่มลดการซื้อน้ำมันรัสเซีย หรืออย่างน้อยก็ชะลอการซื้อบางช่วง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรหรือความไม่แน่นอนของตลาด นี่สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระดับรัฐอาจแน่นแฟ้น แต่ความสัมพันธ์ในระดับตลาดและบริษัทกลับต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เปลี่ยนไป
จริงอยู่ มีการลงนามบันทึกความเข้าใจหลายฉบับ ตั้งแต่สุขภาพ อาหาร การเดินเรือ ปุ๋ย ศุลกากร ไปจนถึงสื่อและการศึกษา แต่สิ่งที่ “ไม่เกิดขึ้น” คือการประกาศข้อตกลงอาวุธขนาดใหญ่ นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก
ที่สำคัญมากก็เพราะในอดีต “ความมั่นคงและอาวุธ” คือแก่นของความสัมพันธ์อินเดีย–รัสเซีย แต่ในช่วงหลัง อินเดียไม่ได้ลงนามสัญญาซื้ออาวุธใหม่จากรัสเซียมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2022 ส่วนหนึ่งเพราะความล่าช้าในการส่งมอบและการจัดหาอะไหล่ ซึ่งเป็นผลจากการที่รัสเซียต้องทุ่มทรัพยากรให้กับความต้องการทางทหารของตนเอง อีกส่วนหนึ่งเพราะอินเดียต้องการกระจายแหล่งนำเข้า และพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในให้แข็งแรงขึ้น นี่เป็นแนวโน้มที่เริ่มมาก่อนสงครามยูเครนเสียอีก กล่าวคือ นิวเดลีกำลังปรับสถาปัตยกรรมความมั่นคงของตนใหม่ให้ “พึ่งพาตนเอง” มากขึ้น และ “พึ่งพาภายนอก” อย่างเลือกสรรมากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ ท่าทีของโมดี โมดีแสดงความเคารพต่อปูตินอย่างชัดเจน แต่หลีกเลี่ยงการรับเอาท่าทีต่อต้านตะวันตกหรือต่อต้านยูเครน กล่าวอีกแบบคือ โมดีเลือก “ให้เกียรติ” แต่ไม่เลือก “ยืนข้าง” ในเชิงอุดมการณ์
แถลงการณ์ร่วมกว่า 70 ข้อ ไม่มีการกล่าวถึงยูเครนแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่เรียกความสัมพันธ์อินเดีย–รัสเซียว่า “หลักยึดของสันติภาพและเสถียรภาพโลก” ประเด็นนี้สะท้อนความพยายามของอินเดียที่จะไม่ทำให้ความสัมพันธ์กับตะวันตกแหลกสลาย เพราะถ้าอินเดียแสดงท่าทีต่อต้านยูเครนอย่างชัดเจน นั่นจะทำให้ความร่วมมือกับยุโรป สหรัฐฯ และพันธมิตรอื่น ๆ แพงขึ้นในทันที
อินเดียยังยืนยันวาทะของโมดีว่า “นี่ไม่ใช่ยุคแห่งสงคราม” แต่การกระทำของอินเดียต่อยูเครนก็ยังจำกัดมาก นี่สะท้อนว่า อินเดียต้องการเป็นประเทศ non-Western แต่ไม่ anti-Western
คือมีโลกทัศน์ที่ไม่ถูกนิยามโดยตะวันตกเป็นศูนย์กลาง แต่ก็ไม่ต้องการประกาศสงครามทางอุดมการณ์กับตะวันตก อินเดียต้องการพื้นที่ในการเป็นตัวของตัวเอง และต้องการรักษาความชอบธรรมในเวทีโลกว่าเป็น “มหาอำนาจที่รับผิดชอบ” โดยไม่ถูกลากเข้าไปอยู่ในสนามการแตกขั้วแบบสุดโต่ง
ในขณะที่รักษาความสัมพันธ์กับรัสเซีย อินเดียกำลังเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป ลงนามข้อตกลงการค้ากับสหราชอาณาจักร สร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับออสเตรเลียและแคนาดา และมีนักศึกษาในสหรัฐฯ มากกว่ารัสเซียถึงสิบเท่า
ทั้งหมดนี้ชี้ชัดว่าอินเดียไม่ได้ “หันหลังให้ตะวันตก” แต่กำลังเดินนโยบายต่างประเทศที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งโดยเจตนา กล่าวคือ ย้อนแย้งเพื่อรักษาดุลผลประโยชน์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งพลังงาน ความมั่นคง เทคโนโลยี ตลาด และสถานะในเวทีโลก
ประเด็นถัดมาคือ “ไม่มีไตรภาคีใหม่” อินเดีย–รัสเซีย–จีน
แม้จะมีภาพโมดี ปูติน และสี จิ้นผิง แต่ความร่วมมือไตรภาคี RIC ไม่ได้ฟื้นกลับมาอย่างจริงจังโมดีไม่เข้าร่วมขบวนพาเหรดทางทหารในปักกิ่ง และหลีกเลี่ยงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ต่อต้านตะวันตกอย่างเปิดเผย สิ่งนี้สะท้อนความระมัดระวังของอินเดียอย่างยิ่ง เพราะอินเดียไม่ต้องการให้โลกตีความว่าเดลีกำลังเข้าแกน “ต่อต้านตะวันตก” ร่วมกับมอสโกและปักกิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่อินเดียยังต้องบริหารความขัดแย้งกับจีนในระดับชายแดนอยู่ตลอดเวลา
เมื่อมองภาพรวม ความสัมพันธ์ระหว่างปูตินกับอินเดียไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่กำลังจะจบลง อินเดียจะไม่ตัดรัสเซีย แต่ก็ไม่เดินตามรัสเซีย ปูตินยังเป็นเพื่อน แต่ไม่ใช่เข็มทิศ นี่คือความซับซ้อนของนโยบายต่างประเทศอินเดียในโลกที่การเลือกข้างอาจเป็นความเสี่ยงมากกว่าการลังเล เพราะการเลือกข้างแบบสุดโต่งอาจทำให้อินเดียเสียทั้งพลังงาน เสียทั้งเทคโนโลยี เสียทั้งตลาด และเสียทั้งพื้นที่ทางการทูต แต่การ “ลังเลอย่างมีศิลปะ” หรือ “ทรงตัวอย่างมีเหตุผล” กลับทำให้อินเดียมีอิสระในการต่อรองกับทุกฝ่าย
ทั้งหมดนี้คือบทเรียนสำคัญของการเยือนปูตินต่ออินเดียครั้งล่าสุด ภาพที่กอดกันอาจบอกว่า “เราเป็นเพื่อน” แต่ภูมิรัฐศาสตร์บอกว่า “เพื่อนกันได้ แต่อย่าให้ใครลากเราไปอยู่ฝั่งเดียว”
•
รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [3 ม.ค.69]
รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ







