อนาคตการเมืองเมียนมาอาจพลิกผัน(?)จากกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ | มหาอำนาจฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายอัตตาธิปไตยจะเป็นผู้นำในการกำหนดระเบียบโลก
402 views
0
0

[1] อนาคตการเมืองเมียนมาอาจพลิกผัน (?) จากกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์
[2] ข้อถกเถียงต่อคำถาม ในระยะยาวมหาอำนาจ 'ฝ่ายประชาธิปไตย' หรือ 'ฝ่ายอัตตาธิปไตย’ จะเป็นผู้นำในการกำหนดระเบียบโลก

[1] อนาคตการเมืองเมียนมาอาจพลิกผัน (?) จากกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์

• เรื่องเมียนมาไม่ได้เป็นเรื่องของเมียนเท่านั้น แต่กระทบความมั่นคงและเสถียรภาพของโลก รวมถึงเกี่ยวข้องกับการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคด้วย

• หนังสือ The Hidden History of Burma เขียนโดย Thant Myint-U อ่านเพื่อเข้าใจประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นของเมียนมา ทำไมความขัดแย้งในเมียนมาจึงมีความซับซ้อน และไม่สามารถนำมาตรวัดของปัจจุบันไปใช้อธิบายเพียงมุมมองเดียวได้

[ ประเด็นน่าสนใจที่เกิดขึ้นระหว่างที่มีการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง ]

• การเริ่มออกมาของกองกำลังชาติพันธุ์ในเมียนมาที่พร้อมเป็นแนวร่วมและสู้เคียงข้างผู้ประท้วง

• กลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมามีมากกว่า 20 กลุ่ม แต่กลุ่มสำคัญ เช่น อาข่า กะเหรี่ยง ไทใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ที่ติดอาวุธ ส่วนใหญ่อยู่บริเวณตามชายแดน เดิมทีเป็นเสี้ยนหนามของรัฐบาลทหารเมียนมาอยู่แล้ว ถ้ากลุ่มเหล่านี้ออกมาเป็นแนวร่วมสนับสนุนผู้ประท้วงก็อาจทำให้เสถียรภาพของกองทัพเมียนมามีปัญหาแน่นอน

• การไหลทะลักของคนเมียนมาบริเวณชายแดน ตรงนี้จะกลายเป็นประเด็นปัญหาระยะยาว

• บทบาทของนานาชาติในเรื่องนี้ โดยเฉพาะการกดดันกองทัพเมียนมา ที่ผ่านมาก็ทำอะไรไม่ค่อยได้และมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

• กรณีเมียนมา ปัจจัยที่เป็นตัวตัดสินว่าผลจะเป็นอย่างไร ความรุนแรงจะขยายมากน้อยแค่ไหน คือบทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดอาวุธ

• ขณะนี้ (1 เมษายน) กองทัพเมียนประกาศหยุดยิง 1 เดือน

[ โอกาสและการรวมกลุ่มของกลุ่มชาติพันธุ์ ]

• ถ้ากลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธรวมตัวกันเป็นแนวร่วมต่อต้านกองทัพเมียนมาครั้งนี้ได้น่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ต่างจากเดิม คำถามคือกลุ่มชาติพันธุ์จะรวมตัวกันได้จริงหรือ?

• น่าสนใจว่ากลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นดุลอำนาจในการต่อสู้เคียงข้างประชาชนผู้ไร้อาวุธกับกองทัพได้มากน้อยแค่ไหน

• ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่งที่จะต่อกรรัฐบาลทหารแบบถอนรากถอนโคนได้หากกลุ่มชาติพันธุ์มีจุดยืนและแนวร่วมเดียวกัน ไม่อย่างนั้นเมียนมาก็ยังต้องเจอปัญหาแบบเดิมวนเวียนอยู่แบบนี้ เพราะการครอบงำของกองทัพ

• แม้การรวมกลุ่มของกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นโอกาสในการต่อกรรัฐบาลทหาร แต่เอาเข้าจริงก็คงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะนอกจากจะมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว สิ่งที่กลุ่มเหล่านี้ต้องคิดต่อคือ ถ้าสุดท้ายเมียนมามีความเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลจะรักษาสัญญาได้แค่ไหน เพราะแม้แต่รัฐบาลภายใต้นางอองซาน ซูจี ก็มิได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์มากนัก

• นายพลยอดศึก ผู้นำกลุ่มไทใหญ่เห็นว่า แค่ยุติความรุนแรงกับผู้ประท้วง การเมืองเมียนมาก็ยังสงบไม่ยั่งยืน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรากเหง้าความขัดแย้ง ไม่ได้แก้ปัญหาความแตกแยกระหว่างรัฐบาลกลางกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเมียนมา

[ โอกาสและทางออกการเมืองเมียนมา ]

• ความขัดแย้งในเมียนมา การแก้ไขต้องมาจากภายในกองทัพ ส่วนนานาประเทศจะมีบทบาทอะไรต่อเรื่องนี้ต้องทำให้จริงและทำให้ถึงที่สุด

• เรื่องนี้ไม่ง่ายที่จะทำให้กองทัพเมียนมาแตกแถว เพราะผู้นำทหารเหนียวแน่นและยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์ ถ้าปัญหาไม่ได้แก้ไขจากภายในกองทัพเอง การเรียกร้องประชาธิปไตยมือเปล่าของประชาชนแทบจะไร้หนทาง

• ทางออกหนึ่งของเมียนมาคือประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ เป็นการแชร์อำนาจกันระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความรู้สึกชาตินิยมของคนพม่า ถ้าไม่ยอมแชร์อำนาจกับกลุ่มชาติพันธุ์ ความแตกแยกในเมียนมาก็ยังคงวนเวียนอยู่ต่อไป

หลักการ R2P (Responsibility to Protect) หลักการความรับผิดชอบในการปกป้อง

หลักการ R2P เป็นบรรทัดฐานระหว่างประเทศ ไม่ใช่กฎหมาย หัวใจสำคัญคือ ไม่ควรแบ่ง “อำนาจอธิปไตยของรัฐ” กับ “การยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายใน”

• หลักการ R2P กลายเป็นประเด็นเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงแขวนป้าย "We need R2P" และเรียกร้องให้นำหลักการนี้มาใช้ในเมียนมา

• ที่มาเกิดจากอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ นายโคฟี อันนัน มองว่าทำไมจึงปล่อยให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในที่ต่างๆ มากมายเพียงเพราะคำว่า "ประเทศเราจะไม่แทรกแซงเพราะเป็นเรื่องภายใน"

• หลักการนี้อธิบายว่า อธิปไตยของรัฐครอบคลุมถึงการที่รัฐต้องปกป้องและคุ้มครองทุกคนในรัฐไม่ว่าเชื้อชาติใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอาชญากรรม 4 ประเภท ได้แก่ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ การชำระล้างเผ่าพันธุ์

• ประชาคมระหว่างประเทศก็มีพันธะในการช่วยเหลือรัฐให้รัฐสามารถให้ความคุ้มครองประชาชนจากภัย 4 ประเภทนี้ แต่การให้ความช่วยเหลือนั้นไม่ได้หมายความว่าให้เข้าไปแทรกแซงโดยใช้กำลังทหาร

• ปี 2011 มีการทบทวนเพื่อพัฒนาหลักการนี้ สหประชาชาติเองยอมรับว่าคงทำไม่ได้ทุกอย่าง องค์การระหว่างประเทศส่วนภูมิภาคน่าจะเป็นหน่วยงานแรกที่ทำเรื่องนี้ก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาระจึงตกเป็นของอาเซียนที่จะต้องดำเนินการช่วยเหลือ

• หลักการนี้ไม่ได้หมายความว่าให้แต่ละประเทศทำอะไรก็ได้ จริงๆ แล้วหลักการนี้เน้นในการป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรม 4 ประเภท ไม่ใช่เน้นการแทรกแซงหลังเกิดอาชญากรรม

• แม้หลักการ R2P จะเข้าข่ายในเมียนมา แต่การจะทำอย่างไรต่อไปต้องหารือและร่วมมือกัน เช่น ตัดช่องทางการเงินและอาวุธของกองทัพ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ต้องบอกว่ากิจการของกองทัพมีหลายอย่าง ตัดอย่างไรผลประโยชน์ของกองทัพก็ยังเยอะอยู่ดี

[2] ข้อถกเถียงต่อคำถาม ในระยะยาวมหาอำนาจ ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ หรือ ‘ฝ่ายอัตตาธิปไตย’ จะเป็นผู้นำในการกำหนดระเบียบโลก

จากวิวาทะระหว่างผู้นำประเทศมหาอำนาจสองฝ่าย คือ 1) สหรัฐ 2) จีนและรัสเซีย โยงสู่ประเด็นที่ว่า ในระยะยาวมหาอำนาจ ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ หรือ ‘ฝ่ายอัตตาธิปไตย’ จะเป็นผู้นำในการกำหนดระเบียบโลก

• ระเบียบโลกในอนาคตเป็นการแข่งขันกันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย (Democracy) กับฝ่ายอัตตาธิปไตย (Autocracy) ซึ่งการจะเข้าใจการเมืองระหว่างประเทศได้นั้นต้องเข้าใจบทบาทของประเทศมหาอำนาจด้วย เพราะเป็นผู้กำหนดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

• สี จิ้นผิง ผู้นำจีน เชื่อว่าอัตตาธิปไตยจะเป็นคลื่นอนาคตของโลก ขณะที่ประชาธิปไตยไม่สามารถทำงานได้ในโลกที่มีความสลับซับซ้อน

• ระยะหลังเริ่มมีนักวิชาการจำนวนมากที่มองว่าจีนจะกลายเป็นมหาอำนาจที่กำหนดระเบียบโลก

• สิ่งที่ท้าทายโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐอเมริกา คือการพิสูจน์ให้เห็นว่าประชาธิปไตยยังใช้การได้และสามารถใช้แก้ปัญหาได้

• ไล่เรียงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แม้มีข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าประชาธิปไตยสามารถเอาชนะอัตตาธิปไตย บ่อยครั้งก็มีการถกเถียงกันในเชิงความคิดว่าประชาธิปไตยน่าจะดีกว่า แต่ครั้งนี้อยากชี้ชวนให้เห็นผ่านการศึกษาและอธิบายอย่างเป็นระบบจากหนังสือ The Return of Great Power Rivalry: Democracy Versus Autocracy from the Ancient World to the U. S. and China เขียนโดย Matthew Kroenig

• หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมโยงการเมืองภายใน โดยใช้ข้อมูลประวัติศาสตร์เชิงประจักษ์และเปรียบเทียบให้เห็นชัด เพื่อใช้ในการทำนายและทำความเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

• แต่ก็ใช่ว่าอัตตาธิปไตยจะไม่มีความได้เปรียบ บางเรื่องที่นโยบายเกิดจากการผลักดันของตัวผู้นำก็สามารถทำได้รวดเร็วกว่า

• แม้หนังสือเล่มนี้จะบอกว่าในระยะยาวประชาธิปไตยก็ยังยั่งยืนกว่า แต่อนาคตก็ยังไม่มีใครรู้ สหรัฐอาจเพลี่ยงพล้ำจากเรื่องการเมืองภายในของตัวเองก็ได้

รายการรัฐศาสตร์สู่สังคม
ศาตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู และ ผศ.ดร.ปราณี ทิพย์รัตน์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายการรัฐศาสตร์สู่สังคม