จากปมความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ สู่โอกาสแห่งสันติภาพอย่างสถาพรที่มีวันเป็นจริง(?) ระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์
868 views
0
0

• ปมความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ทำไมยืดเยื้อยาวนาน แก้ไม่ได้สักที (9:40)

• เป็นที่รู้กันว่าสหรัฐมีนโยบายหนุนหลังอิสราเอล ตามหลักแล้วสหรัฐน่าจะสนับสนุนอาหรับมากกว่าเพราะเป็นแหล่งน้ำมัน สหรัฐได้ประโยชน์อะไรจากการอยู่ข้างอิสราเอล (29.23)

• ทางออกสันติภาพระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์จะมีวันเกิดขึ้นจริงไหม (54.03)

ปมปัญหา

• ถ้ามองในมุมวิทยาศาสตร์และรัฐสมัยใหม่ อาจตั้งต้นในปี 1648 ที่เริ่มมีแนวคิดว่าประเทศใดมีสถานะเป็น "รัฐ" ได้ ต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ ประชาชน เขตแดน รัฐบาล อันเป็นผลพวงจากการยุติสงคราม 30 ปีในยุโรป และเกิดสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์เฟเลีย

• ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (และก่อนหน้านั้นหลายร้อยปี) ดินแดนแถบนี้ (พื้นที่อิสราเอลและปาเลสไตน์ในปัจจุบัน) ปกครองโดยจักรวรรดิออตโตมัน โดยมีชาวอาหรับตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว (ขณะที่เราคงเคยได้ยินที่ชาวอิสราเอลบางส่วนอ้างพระคัมภีร์ว่านี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้ามอบให้ชาวยิว ซึ่งก็จะย้อนไกลเกินไป) จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุติ ประเทศอังกฤษได้รับชัยชนะ ขณะที่จักรวรรดิออตโตมันเริ่มเสื่อมสลาย อังกฤษยกดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมันและมีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ ยกให้เป็นที่อยู่ของพวกยิว ในเวลาต่อมาองค์การสันนิบาตชาติก็ยังให้การรับรองว่าดินแดน (ปาเลสไตน์) ตรงนี้เป็นของยิว แน่นอนว่าพวกอาหรับไม่พอใจ เพราะอยู่ก่อนหน้านั้นมาตั้งนานแล้ว

• ปี 1947 เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างยิวและปาเลสไตน์ อังกฤษจึงเสนอสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติให้จัดสรรพื้นที่สำหรับยิวและปาเลสไตน์ นอกจากประเด็นที่ชาวปาเลสไตน์ไม่พอใจที่มาฉกฉวยเอาดินแดนจากพวกเขาแล้ว ยังเกิดคำถามในเวลาต่อมาว่าทำไมยิวได้ยึดครองพื้นที่เยอะกว่า

• ปี 1967 เกิดสงคราม 6 วัน อิสราเอลบุกยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ส่วนที่เหลือในเขตเวสต์แบงก์ เยรูซาเล็มตะวันออก ฉนวนกาซ่า ที่ราบสูงโกลันของซีเรีย และคาบสมุทรซีนายของอียิปต์ได้เป็นผลสำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 6 วัน

ตราบใดที่ปาเลสไตน์ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ขณะเดียวกันอิสราเอลที่มีดินแดนของตัวเองอยู่แล้ว ก็ยังรุกรานโดยการพาคนยิวเข้ามาตั้งถิ่นฐานและยึดดินแดนที่เป็นความหวัง (รัฐในอนาคต) ของปาเลสไตน์ ความขัดแย้งก็ไม่มีวันจบสิ้นเสียที

• มีหลายประเทศให้การรับรอง "ปาเลสไตน์" ว่ามีสถานะเป็น "รัฐ" เพียงแต่ยังไม่ได้รับการรับรองเป็นรัฐอย่างสมบูรณ์แบบจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

มีสหรัฐให้ท้าย

เป็นที่รู้กันว่าอิสราเอลได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐทุกด้าน ถ้าว่ากันตามหลักแล้วสหรัฐน่าจะสนับสนุนอาหรับมากกว่าเพราะมีน้ำมัน แต่ทำไมสหรัฐจึงเข้าข้างอิสราเอลซึ่งอยู่โดดเดี่ยวและไม่ใช่แหล่งน้ำมันในภูมิภาคนี้ อะไรคือผลประโยชน์ของสหรัฐ?

• นโยบายให้ท้ายอิสราเอลแบบสุดโต่งของสหรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการเมืองภายในของสหรัฐ เพราะพวกยิวเป็นกลุ่มอิทธิพลที่มีผลประโยชน์และเข้มแข็งมาก

• สหรัฐคำนึงถึงดุลแห่งอำนาจในตะวันออกกลาง เป้าหมายไม่ต้องการให้ประเทศอาหรับอื่นมาครอบงำภูมิภาคนี้ เพราะกระทบแหล่งน้ำมันของสหรัฐไปด้วย หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เหล่าประเทศมหาอำนาจจ้องภูมิภาคนี้ตาเป็นมัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำมันคือยุทธปัจจัยที่สำคัญและมีผลต่อสถานะมหาอำนาจ

แนะนำหนังสือ The Israel Lobby and U.S. Foreign Policy เขียนโดย John Mearsheimer และ Stephen Walt

นักวิชาการสองคนนี้วิจารณ์นโยบายของสหรัฐและอิสราเอลว่า ไม่เปิดโอกาสให้ประเทศอาหรับในตะวันออกกลางยอมรับ และไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของปาเลสไตน์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เพราะต้องการต่อต้านอิสราเอล เพียงแต่มองว่าถ้าทำได้ จะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐ อิสราเอล และสันติภาพในตะวันออกกลาง สหรัฐจะได้ไม่ต้องตกเป็นเป้าหมายของพวกกลุ่มก่อการร้ายที่ไม่พอใจนโยบายสหรัฐที่มักหนุนหลังและให้ความช่วยเหลืออิสราเอลโดยไม่มีเงื่อนไขเลย

• ส่วนประเด็นที่ว่าสหรัฐสนับสนุนอิสราเอลเนื่องจากเป็นประชาธิปไตยท่ามกลางประเทศในตะวันออกกลาง อาจเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า และสหรัฐก็ใช้เรื่องนี้เพื่ออ้างความชอบธรรม เพราะหากดูจากประเทศตะวันออกกลางที่สหรัฐไปตั้งฐานทัพในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน ก็ไม่มีประเทศใดเป็นประชาธิปไตย

• มีเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองหัวก้าวหน้าในพรรคเดโมแครตที่ว่า สหรัฐควรเลิกสนับสนุนอิสราเอลแบบไร้เงื่อนไข งบประมาณที่ให้อิสราเองต้องมีเงื่อนไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามเอาไปใช้รุกราน รวมถึงสหรัฐควรกดดันอิสราเอลไม่ให้ดำเนินนโยบายก้าวร้าวต่อปาเลสไตน์

อุปสรรคยังมี

• นอกจากการเมืองภายในสหรัฐแล้ว การเมืองภายในอิสราเอลก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเอื้อให้เกิดสองรัฐ (อิสราเอลและปาเลสไตน์) หากสภาอิสราเอลไม่ผลักดันให้เกิดการเจรจากับปาเลสไตน์ การตกลงใดๆ ก็ไม่อาจเกิดขึ้น การแก้ไขปัญหาที่ต้นตอก็ไม่มีทางเกิดเช่นกัน ชาวโลกก็คงต้องเห็นการสู้รบวนเวียนเช่นนี้อีกต่อไป

• หลังจากที่สมัยอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ชักใบให้เรือเสียกรณีอิสราเอล-อาหรับ-ปาเลสไตน์ สมัยประธานาธิบดีไบเดน ก็กลับมาพยายามทำให้อิสราเอล-ปาเลสไตน์กลับมาสู่การเจรจาอีกครั้ง (แม้สหรัฐยังสนับสนุนอิสราเอลอยู่ก็ตาม)

ตั้งใจหรือไม่

อิสราเอลกำลังโดนตรวจสอบจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รวมถึงมีจดหมายเปิดผนึกจากผู้นำจากประเทศตะวันตกหลายประเทศให้สอบสวนกรณีที่อิสราเอลโจมตีเขตที่พักอาศัยของประชาชนชาวปาเลสไตน์ว่าเข้าข่ายการกระทำ "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" หรือไม่ เพราะหากต้องการให้ระเบียบโลกตั้งอยู่บนฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ผู้ใดละเมิดควรได้รับบทลงโทษ มิเช่นนั้นต่อไปก็จะไม่มีใครเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

ความหวังยังมี

ทางออกกรณีอิสราเอลกับปาเลสไตน์
1) รวมกันเป็นหนึ่งรัฐ ข้อเสนอที่เป็นไปได้แต่เกิดขึ้นยากมาก
2) แยกเป็นสองรัฐ แต่รัฐปาเลสไตน์ก็มีปัญหา เพราะดินแดนที่คนปาเลสไตน์อาศัยอยู่ก็กระจัดกระจาย บริเวณไม่ได้ติดต่อกัน และอิสราเอลจะยอมแค่ไหน

ทางออกและโอกาสอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ยังพอมี อยู่ที่คนรุ่นต่อไปมองเห็นประโยชน์และสันติภาพที่แท้จริงระยะยาว ทำไมพวกเขาต้องมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงว่าวันดีคืนดีผู้ก่อการร้ายจะมาก่อความรุนแรง สิ่งนี้อาจไม่ได้เกิดภายในระยะเวลาอันใกล้ แต่เชื่อว่าสังคมจะมีวิวัฒนาการการปรับสภาพในตัวของมัน

มองไปข้างหน้า

ยังมีคนกล่าวโทษว่าผลพวงที่ตกทอดจนถึงทุกวันนี้เป็นเพราะเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ไม่มีประโยชน์ที่เอาแต่หวนกลับไปตำหนิสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะเหตุการณ์ก็ล่วงเลยมาแล้ว อย่างไรเสียก็เปลี่ยนประวัติศาสตร์ไม่ได้ เรามองอดีตเพื่อเข้าใจรากเหง้าปัญหา สิ่งสำคัญที่ต้องทำต่อจากนี้คือแก้ไขปัญหาร่วมกันเพื่อสร้างหนทางสู่สันติภาพถาวรอย่างแท้จริง

รายการรัฐศาสตร์สู่สังคม
ศาตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู และ ผศ.ดร.ปราณี ทิพย์รัตน์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายการรัฐศาสตร์สู่สังคม