“ลักษมี” อุปรากรออกสำเนียง
295 views
0
0
"ฝรั่งยุโรปโดยทั่วไปเริ่มรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของดินแดนและวัฒนธรรมสังคมอื่นนอกเหนือจากภาคพื้นยุโรปกันอย่างจริงจังก็ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 เมื่อนักสำรวจยุโรปหลายชาติออกสำรวจโลกเพื่อหาเส้นทางการค้า และในที่สุดนำมาซึ่งแนวคิดและนโยบายการล่าอาณานิคมในคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 เพื่อแผ่อำนาจการเมืองการทหารเข้าบุกยึดทรัพยากรธรรมชาติ และใช้เป็นตลาดปล่อยสินค้าจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในยุโรป"

ทางเอเซียนั้น ฝรั่งอังกฤษและฝรั่งเศสแบ่งเค้กดินแดนแถบบ้านเรากันอย่างอิสระสนุกมือ ผลที่สุดอังกฤษก็ได้ อินเดีย พม่า มาเลเซีย ส่วนฝรั่งเศสได้ทางฝั่งลาว เขมรและเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ขณะที่ทางฝ่ายการเมืองการปกครองและการค้าของฝรั่งแสวงหาประโยชน์จากดินแดนอาณานิคมเหล่านี้ ปัญญาชนและศิลปินฝรั่งก็ได้เปิดหูเปิดตาเปิดใจกว้างไกลอย่างมหัศจรรย์ เมื่อพวกเขาได้สัมผัสเสน่ห์อันงดงามและลึกลับของศิลปวัฒนธรรมตะวันออก และกลายมาเป็นแหล่งบันดาลใจสำคัญให้ศิลปินตะวันตกสร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกสำเนียงตะวันออก ที่มีกลิ่นอายผิดแผกแตกต่างจากที่เคยรู้จักกันมา และช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก็เกิด ‘กระแสคลั่งไคล้ตะวันออก’ ในหมู่ปัญญาชนและศิลปินฝรั่งเป็นครั้งแรกๆ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมดนตรีฝรั่งเศส ดังปรากฎในผลงานดนตรีของ Claude Debussy (1862-1918), Maurice Ravel (1875-1937), Maurice Delarge (1879-1961) และ Leos Delibes ที่มีอุปรากรออกสำเนียงกลิ่นอายตะวันออก ที่ขอกล่าวถึงเป็นพิเศษในคราวนี้ เพื่อร่วมระลึกถึงและเฉลิมฉลองวาระครบรอบคล้ายวันเกิดในเดือนกุมภาพันธ์นี้

เลโอ เดอลีบส์ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1836 เรียนดนตรีที่วิทยาลัยดนตรีแห่งกรุงปารีส ต่อมาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักแต่งเพลงบัลเลต์และอุปรากรที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศส อุปรากรเรื่องเยี่ยมก็คือเรื่อง Lakme หรือเรียกเป็นไทยปนแขกได้ว่า “ลักษมี”

เลโอ เดอลีบส์ นักแต่งเพลงบัลเลต์และอุปรากรที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศส

เดอลีบส์ประพันธ์อุปรากร “ลักษมี” ในปี ค.ศ. 1883 ออกแสดงครั้งแรกที่โรงอุปรากรแห่งกรุงปารีสในปีนั้น ประสบความสำเร็จมาก เพราะมีบทร้องอาริยา (aria) เด่นๆไพเราะมากมายหลายบท รวมทั้งมีเนื้อหาเรื่องราวผิดแผกแปลกหูผสมผสานศิลปะออกสำเนียงซึ่งกำลังเฟื่องฟูในสมัยนั้น อุปรากรเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโศกนาฏกรรมความรักข้ามศาสนา วัฒนธรรมและเผ่าพันธุ์ ระหว่างหญิงสาวชาวอินเดียและนายทหารหนุ่มชาวอังกฤษ

ผู้เขียนบทอุปรากรคือ Edmond Gondinet และ Phillippe Gille ในปัจจุบันนี้แม้ว่าอุปรากรเรื่องนี้จะไม่ค่อยมีการนำมาออกแสดงนัก แต่ก็ได้รับยกย่องมากในวงการอุปรากรว่า เป็นอุปรากรสำหรับนักร้องอย่างแท้จริง (a singer’s opera) เพราะต้องใช้นักร้องอุปรากรที่มีน้ำเสียง เทคนิคการขับร้องและการแสดงชั้นครู จึงจะสามารถปลุกตัวละครที่มีบุคลิก อารมณ์และภูมิหลังแปลกๆแตกต่างจากวัฒนธรรมฝรั่งโดยทั่วไป ให้ลุกขึ้นมามีชีวิตโลดแล่นกันได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะตัวละครเอกคือ นาง”ลักษมี”
เรื่องราวและฉากของเรื่องนี้เกิดขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในประเทศอินเดียเมื่ออังกฤษกำลังเป็นมหาอำนาจ เข้าครอบครองดินแดนอินเดียไว้ได้หมด แล้วส่งผู้สำเร็จราชการเข้าดูแลปกครองเมืองต่างๆของอินเดีย รวมทั้งจัดระเบียบสังคมและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของอินเดีย ให้เป็นไปตามที่ตนเองเห็นว่าดีงามและเป็นอารยะตามมาตรฐานของสังคมตะวันตก เช่น การลดและกำจัดชั้นวรรณะของสังคมอินเดีย รวมทั้งห้ามนับถือและประกอบศาสนกิจตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ที่มีการเคารพบูชาเทพเจ้าต่างๆของทางฝ่ายตะวันออก
อุปรากรเรื่องนี้แบ่งออกเป็น 3 องก์ และมีตัวละครเอกดังนี้

ฝ่ายอินเดีย: นิละคันธา พราหมณ์ชาวอินเดีย หัวรุนแรง และเป็นผู้นำต่อต้านฝ่ายปกครองของอังกฤษ, ลักษมี ลูกสาวของนิละคันธา เป็นนักบวชเช่นกัน, มัลลิกา ทาสสาวคนสนิทของลักษมี และฮัดจี ทาสรับใช้ของนิละคันธา

ฝ่ายอังกฤษ: เจอรัลด์ (Gerald) พระเอกซึ่งเป็นนายทหารอังกฤษ เป็นคู่หมั้นของมิสแอลเลน (Miss Ellen) ลูกสาวของผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำอินเดีย, เฟรเดอริค (Frederic) นายทหารเพื่อนรุ่นน้องของเจอรัลด์, มิสโรส (Miss Rose) เพื่อนมิสแอลเลน และมิสเบนท์สัน (Miss Bentson) พี่เลี้ยงมิสแอลเลน

องก์แรก: เปิดฉากที่สวนอันงดงามร่มรื่นริมฝั่งแม่น้ำ สวนแห่งนี้เป็นสวนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่พักอาศัย ที่หลบภัยและที่ลักลอบประกอบศาสนพิธีของศาสนาฮินดู โดยมีนิละคันธา พราหมณ์ผู้ใหญ่เป็นผู้นำ รวมทั้งลูกสาวคนสวยนามลักษมี ผู้อุทิศตัวรับใช้ศาสนา และมีสถานภาพในหมู่ฮินดูราวกับเป็นลูกสาวเทพ ภายในสวนสวยแห่งนี้ มีโบสถ์ที่ใช้ประกอบศาสนพิธีแฝงตัวอยู่อย่างมิดชิด

เมื่อเริ่มเรื่องนั้น นิละคันธาและลักษมี กำลังทำพิธีต้อนรับและสวดมนต์ร่วมกับชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธากลุ่มหนึ่งที่มาปวารณาตัวเข้าร่วมโบสถ์ เมื่อเสร็จพิธีและกลุ่มผู้ศรัทธาแยกย้ายกันกลับไปแล้ว นิละคันธาก็บอกลูกสาวว่า ท่านมีกิจต้องรีบไปช่วยเหล่าพราหมณ์ในเมือง ตระเตรียมเทศกาลสำคัญและขบวนแห่แหนที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ และจะกลับมาก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

ระหว่างที่บิดาไม่อยู่ ลักษมีชวนมัลลิกา ทาสสาวคนสนิท ไปเก็บดอกไม้และหาดอกบัวสีน้ำเงินอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำมาบูชาพระพิฆเนศวร แล้วทั้งสองก็ลงเรือ ช่วยกันพายไปในสระบัวจนลับสายตา

ไม่นาน ฝรั่งกลุ่มใหญ่ทั้งชายหญิงก็ปรากฏตัว พวกเขาตื่นตาที่ได้มาค้นพบสวนที่ช่างดูงดงามร่มรื่น ทั้งเคยได้ยินข่าวคราวร่ำลือกันว่า สวนลึกลับแห่งนี้เป็นของนักบวชนิละคันธา พราหมณ์หัวแข็งที่เกลียดชังคนอังกฤษ รวมทั้งเรื่องราวที่เขานำลูกสาวคนสวยมาซุกซ่อนจากสายตาหนุ่มๆทั้งหลาย โดยทำราวกับว่าเธอเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ชายใดจะแตะต้องมิได้ พวกเขาต่างพูดจาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวเหล่านี้ตามที่เคยได้ยินมาด้วยความสนเท่ห์ใจระคนขบขัน

ขณะที่ทั้งหมดกำลังซุบซิบนินทากันอย่างสนุกปาก มิสโรสก็เหลือบเห็นเครื่องประดับชิ้นงามที่นางลักษมีลืมทิ้งเอาไว้ แอลเลนเห็นเข้าก็ชอบมากและหลงใหลในฝีมือช่างอันละเอียดงดงามของเครื่องประดับชิ้นนั้น แล้วเจอรัลด์ คู่หมั้นของแอลเลนก็เตือนทุกคนว่าได้เวลากลับกันแล้ว มิฉะนั้นอาจเดือดร้อนถ้าเจ้าของเข้ามาพบและกล่าวหาว่าบุกรุก ส่วนตัวเขานั้นจะอยู่อีกสักครู่ เพื่อวาดบันทึกลักษณะเครื่องประดับชิ้นนั้น จะได้ให้ช่างฝีมือทำเลียนแบบให้แอลเลนได้สวมใส่ในวันแต่งงานของทั้งคู่

แต่ปรากฏว่า หลังจากทุกคนกลับไปแล้ว เจอรัลด์กลับนั่งตกภวังค์ ใจล่องลอยคำนึงไปถึงหญิงสาวเจ้าของเครื่องประดับ และขณะที่กำลังจะกลับก็พลันได้ยินเสียงคนมา เขาจึงรีบหลบซ่อนตัว นางลักษมีนั่นเองที่ก้าวเข้ามาพร้อมดอกไม้ที่เธอนำไปวางหน้าแท่นบูชาองค์พระพิฆเนศวร เมื่อบูชาเสร็จเธอก็เหลือบไปเห็นเจอรัลด์ และก่อนที่มัลลิกาและฮัดจีจะเข้ามาเห็น เธอก็บอกให้ชายแปลกหนีรีบหลบไป ไม่เช่นนั้นเขาต้องถูกประหารชีวิต เพราะเธอนั้นเปรียบเสมือนลูกสาวเหล่าทวยเทพตามความเชื่อของคนที่นี่

ทว่า เจอรัลด์เกิดรักแรกพบกับนางลักษมีเสียแล้ว จึงบอกความในใจกับเธอ ฝ่ายนางลักษมีเองก็ยอมรับว่าเกิดความรู้สึกแปลกๆในใจกับชายผิวขาวแปลกหน้าคนนี้ เจอรัลด์จับความรู้สึกได้ จึงพยายามบอกเธอว่า ความรู้สึกแปลกๆนั้น ก็คือความรักที่เธอมีต่อเขานั่นเอง

ไม่นานนิละคันธาก็กลับมา เจอรัลด์หลบหนีออกไปได้ทัน แต่นิละคันธาก็เห็นร่องรอยของผู้บุกรุก และประกาศว่าจะแก้แค้นผู้ที่บุกรุกเข้ามาให้จงได้

องก์สอง: เปิดฉากขึ้นที่ลานกลางเมืองซึ่งกำลังมีเทศกาลเฉลิมฉลองและขบวนแห่แหนสนุกสนาน ฝรั่งอังกฤษทั้ง 5 คน ต่างก็เดินท่องเที่ยวอยู่ในงาน ฝ่ายนิละคันธาและลูกสาวก็ปลอมตัวปะปนอยู่ในฝูงชนอันคลาคล่ำ นิละคันธาพยายามตามหาเจอรัลด์ผู้บุกรุกเพื่อฆ่าเขาให้ได้ เขาบังคับให้ลักษมีซึ่งปลอมตัวเป็นนักขับลำนำ ขับร้องเพลงเพื่อล่อหลอกให้เจอรัลด์ปรากฏตัว แต่เสียงเพลงอันไพเราะวิจิตรของเธอก็ยังไม่สามารถทำให้เจอรัลด์ออกมา ฝ่ายบิดาก็ข่มขู่เคี่ยวเข็ญให้เธอขับร้องเพลงต่อไป นางลักษมีกลัวบิดาและสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจนแทบเป็นลม ฝ่ายเจอรัลด์ก็ปรากฏตัวเพื่อจะเข้าช่วยเหลือคนรัก แต่ไม่ทันการ เพราะนิละคันธาลากเอาตัวลูกสาวกลับไปก่อน

นิละคันธาทิ้งลูกสาวให้อยู่กับฮัดจี ทาสคนสนิท ขณะเขาไปปรึกษาหารือกับพรรคพวกเพื่อหาทางช่วยกันฆ่าเจอรัลด์ และในที่สุดเจอรัลด์ก็ตามหาลักษมีจนพบ เธอบอกเขาว่า ถ้าเพียงแต่เจอรัลด์จะเปลี่ยนมานับถือฮินดูเหมือนเธอ เขาก็จะปลอดภัย เพราะฮินดูคนอื่นๆจะช่วยปกป้อง และบอกว่าเธอมีกระท่อมกลางป่าที่ซึ่งเขาสามารถมาอยู่กับเธอได้อย่างสงบสุขปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ชาวฮินดูคลั่งศาสนาคนหนึ่งก็แทงเจอรัลด์เข้าจนได้ เขาบาดเจ็บไม่มากนักแต่ก็เลือดตกยางออก ฮัดจีนั้นกลายมาเป็นพวกเจอรัลด์ เพราะเขารักลักษมีมาก เธอเป็นคุณหนูที่เขาเห็นมาแต่เล็กแต่น้อย ฮัดจีจึงอุ้มเจอรัลด์และพาวิ่งหนีฝ่าเหตุการณ์ชุลมุนออกมาได้ ฝ่ายนางลักษมีก็ดีใจมากที่เธอจะได้เจอรัลด์มาไว้กับตัวตลอดไป

องก์สุดท้าย: เปิดฉากในกระท่อมกลางป่าของลักษมี ที่ซึ่งเธอบอกเจอรัลด์ว่าเขาจะได้อยู่กับนางอย่างปลอดภัย แล้วเธอก็กล่าวกับเขาว่า ตามธรรมเนียมของพวกเธอนั้น คู่รักจะเดินทางไปยังบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำน้ำนั้นมาดื่มจากจอกเดียวกัน เป็นเครื่องแสดงว่าทั้งสองจะเป็นของกันและกันตราบนิรันดร แต่ในเมื่อเขายังบาดเจ็บ เธอก็จะออกไปนำน้ำศักดิ์สิทธิ์มาดื่มร่วมกันที่กระท่อมนี้

ระหว่างที่นางลักษมีออกไปหาน้ำศักดิ์สิทธิ์ เฟรเดอริคก็ตามรอยเลือดมาจนพบเจอรัลด์ เขาอ้อนวอนให้เจอรัลด์นึกถึงหน้าที่ชายชาติทหาร เพราะพรุ่งนี้กองทัพก็มีหมายเรียกให้นายทหารกลับเข้าประจำการแล้ว เขาพูดกล่อมและเตือนสติจนเจอรัลด์คิดได้ถึงหน้าที่ และหลังจากแน่ใจว่าเจอรัลด์ได้สติกลับคืนมาแล้ว เฟรเดอริคก็ลาจากไป

ไม่นานนางลักษมีก็กลับมาพร้อมจอกบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ เธอจับได้ถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของคนรัก และได้ยินเสียงทหารฝรั่งเดินทัพมาแต่ไกล และรู้ด้วยว่าความรักที่เจอรัลด์มีต่อกองทัพและประเทศชาติของเขานั้น ดูจะมากกว่าความรักที่เขามีต่อเธอเสียแล้ว เธอแน่ใจว่ากำลังจะสูญเสียเขาไป แม้ว่าปากจะพร่ำบอกว่ารักเธอ ดังนั้นเพื่อยุติเหตุการณ์ทั้งหมด เธอจึงตัดสินใจแอบเด็ดดอกไม้ที่กลีบดอกมีพิษใส่ปากเคี้ยว และในที่สุดก็บอกเจอรัลด์ว่า เธอกำลังจะตายด้วยยาพิษ

ทันใดนั้น นิละคันธาก็ตามเข้ามาในกระท่อมเพื่อจะฆ่าเจอรัลด์ แต่ลักษมีบอกบิดาว่า เจอรัลด์และตัวเธอดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว และบัดนี้เจอรัลด์ได้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวตัวเธอ บิดาไม่มีสิทธิ์ทำร้ายเขา ส่วนตัวเธอก็เลือกที่จะสังเวยชีวิตแด่เหล่าทวยเทพผู้ทรงฤทธิ์ ขณะที่พละกำลังเธออ่อนโรยลงไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับที่เจอรัลด์ก็หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจและเสียใจ ทว่า นิละคันธาผู้คลั่งศาสนากลับปลื้มปิติเมื่อเห็นลูกสาวกำลังจะพ้นจากสภาวะความเป็นมนุษย์ เข้าสู่สภาวะอมตะชั่วนิรันดรกับเหล่าทวยเทพอันศักดิ์สิทธิ์

ขอเชิญฟังเพลงไพเราะบทต่างๆ จากอุปรากรโศกนาฏกรรมออกสำเนียงเรื่องเยี่ยมนี้ คืนวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้