Boris Johnson นายกคนใหม่ประกาศพาอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป | 25 ปี Asean Regional Forum ไปทางไหนต่อ | แนะนำหนังสือ 3 เล่มที่เชื่อมโยงการเมืองโลก
1,149 views
0
0

*Boris Johnson นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ ประกาศพาอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป
*ครบรอบ 25 ปี Asean Regional Forum มองความสำเร็จและความก้าวหน้า (?)
*แนะนำหนังสือ 3 เล่ม เชื่อมโยงประเด็นสำคัญทางการเมืองโลก

*Boris Johnson นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศพาอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป [นาที 24.20]
ไม่แคร์สหภาพยุโรป

การเป็นตัวตั้งตัวตีออกจากสหภาพยุโรป บอริส จอห์นสันมองว่าระยะยาวจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจอังกฤษมากกว่า เพราะไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของสหภาพยุโรปอีกต่อไป ซึ่งเขามองว่าว่าไม่เป็นประชาธิปไตยเนื่องจากข้าราชการประจำที่กรุงบรัสเซลส์เป็นคนกำหนดนโยบายและเอาแต่บังคับประเทศอื่น

แม้ว่าในระยะสั้นเศรษฐกิจของอังกฤษต้องเผชิญปัญหาการปรับตัว แต่ระยะยาวอังกฤษจะสามารถเจรจาการค้ากับประเทศอื่นได้คล่องตัวมากขึ้น

อีกไม่นานได้รู้กัน

กรณี Brexit บอริส จอห์นสันต้องตัดสินใจในประเด็นที่สังคมอังกฤษกำลังแตกแยกทางความคิด เกือบครึ่งต่อครึ่งของคนที่อยากออกกับไม่อยากออกจากสหภาพยุโรป

ความแตกแยกทางความคิดของคนอังกฤษจะลงเอยอย่างไร? ในประเด็นซึ่งมีความสำคัญต่ออนาคตของอังกฤษ อีกสองเดือนข้างหน้า (ตุลาคม 2019) ได้รู้กัน

ทัศนคติต่อผู้หญิงถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วง

บอริส จอห์สัน ถูกวิพากษ์วิจารณ์วิจารณ์อย่างมากในประเด็น sexist หรือทัศนคติต่อผู้หญิง เขาเป็นคนที่ไม่มีความระมัดระวังเวลาให้สัมภาษณ์ทั้งคำพูดและกิริยามารยาทโดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง บ่อยครั้งที่พูดจาดูหมิ่นดูแคลนผู้หญิง (พฤติกรรมนี้คล้ายประธานาธิบดีทรัมป์)

เกิดคำถามว่า นี่เป็นเทรนด์ของโลกยุคนี้หรือ? ที่ผู้นำคนสำคัญในศตวรรษที่ 21 ในโลกที่กำลังให้ความสำคัญกับความหลากหลาย ยังพูดจาเหยียดหยามเพศตรงข้าม พูดให้คนแตกแยกกัน

*ครบรอบ 25 ปี Asean Regional Forum มองความสำเร็จและความก้าวหน้า (?)
Asean Regional Forum หรือ ARF

การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
เกิดขึ้นครั้งแรกปี 1994 ดังนั้นปี 2019 จึงครบรอบ 25 ปี Asean Regional Forum

ความสำคัญ
-เป็นเวทีเดียวที่รวมเอาประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศและประเทศมหาอำนาจทั้งหมดไว้ด้วยกัน
-เมื่อแรกก่อตั้งต้องการให้เวทีนี้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในประเด็นความมั่นคง ถ้าทำได้! จะเป็นการสร้างการทูตเชิงป้องกัน และนำไปสู่การสร้างกลไกการจัดการความขัดแย้ง

แต่ 25 ปีที่ผ่านมา ยังอยู่แค่ขั้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่สามารถทำได้แม้กระทั่งพาประเทศที่ขัดแย้งกันมาคุยกัน

จุดยืนเรื่องอาวุธนิวเคลียร์

สิ่งที่อาเซียนทำได้และพยายามทำมาตลอดเรื่องอาวุธนิวเคลียร์มี 2 เรื่องคือ
1. ประกาศว่าเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์
2. ด้วยความที่ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนไม่ได้มีอาวุธนิวเคลียร์ จึงพยายามชักชวนให้ประเทศมหาอำนาจที่อยู่ใน ARF ทำตามด้วย

หรือแค่ฝันไป

ข้อเสนอที่ไม่มีใครกล้าเสนอ ทำไมอาเซียนไม่ลองใช้เวทีนี้ทำให้ประเทศมหาอำนาจและประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ทำสัญญากันว่าจะไม่เป็นประเทศแรกที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ ข้อเสนอนี้ไม่ทำให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบ ที่สำคัญไม่มีวันเกิดสงครามนิวเคลียร์

AIPA เรื่องที่คนไทยไม่ค่อยรู้

AIPA: Asean Inter-Parliamentary Assembly หรือ สมัชชารัฐสภาอาเซียน (ไม่ใช่รัฐสภาอาเซียน และไม่เหมือนรัฐสภายุโรป)
ตั้งขึ้นเพื่อรวมตัวแทนสมาชิกรัฐสภาของแต่ละประเทศในอาเซียนมาหารือกันตามข้อมติที่ได้ตกลง ประชุมใหญ่กันปีละหน
การที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนในปี 2019 ประธานรัฐสภาของประเทศไทย (ขณะนี้คือคุณชวน หลีกภัย) จึงต้องเป็นประธาน AIPA ด้วย

เรื่องที่ต้องให้เครดิตกับ AIPA การผลักดันประเด็นโรฮิงญา มีการตั้งกลุ่มเฉพาะซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปแสวงหาข้อเท็จจริงและกลับมารายงานต่ออาเซียน

ประเด็นที่ต้องจับตาในการประชุม 25-30 สิงหาคม 2019 อินโดนีเซียเสนอมติเรื่องโรฮิงญา ซึ่งกำลังเป็นข้อขัดแย้ง แต่พม่าไม่ยอมรับแน่นอน ผู้แทนอินโดนีเซียบอกว่าถ้าไม่ยอมรับมตินี้ ก็จะไม่รับมติอื่นใด ไทยในฐานะประธาน AIPA จะทำอย่างไร

*แนะนำหนังสือ 3 เล่ม เชื่อมโยงประเด็นสำคัญทางการเมืองโลก [นาที 40.30]
1. หนังสือ To End a Presidency: The Power of Impeachment

เขียนโดย Laurence Tribe นักวิชาการชั้นนำทางนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Harvard ใครที่อยากศึกษารัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาต้องอ่านงานของเขา

ประเด็นสำคัญ
-การที่ประธานาธิบดีสหรัฐถูกถอดถอนจากตำแหน่งได้ มีความเป็นมาอย่างไร เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร
-การยุติบทบาทประธานาธิบดีมีกระบวนการและเงื่อนไขอะไรบ้าง

2. หนังสือ Identity

เขียนโดย Francis Fukuyama นักวิชาการชั้นนำทางรัฐศาสตร์ เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น

อัตลักษณ์ หรือ identity
ประเด็นใหญ่ในศตวรรษที่ 21 และยังอาจเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดสงครามระหว่างรัฐได้ อัตลักษณ์คือสิ่งที่แบ่งแยกเรากับเขาโดยอาศัยความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ฯลฯ

ทำไมเล่มนี้น่าสนใจ

1. ทำให้เข้าใจปัญหาการเมืองสหรัฐยุคประธานาธิบดีทรัมป์ การเข้ามาของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ปลุกความเป็นชาตินิยมแบบเชื้อชาติ ตอกย้ำและขยายปัญหาการแบ่งขั้วในสังคม ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในสหรัฐ

แม้แต่ในยุโรป การที่อังกฤษอยากถอนตัวจากสหภาพยุโรป ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากเรื่องอัตลักษณ์ เพราะการที่อังกฤษเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ทำให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ ในสหภาพยุโรป (อีก 27 ประเทศ) สามารถเข้ามาทำงานในอังกฤษ เกิดปัญหาการแย่งงาน เกิดความรู้สึกไม่มั่นคง คนอังกฤษเริ่มเกิดความคิดว่าอัตลักษณ์ความเป็นอังกฤษกำลังหายไป

2. วิเคราะห์การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ (Identity politics) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมานานแล้ว นักการเมืองแต่ละยุคมักใช้ประโยชน์จากเรื่องอัตลักษณ์เพื่อสร้างกลุ่มฐานเสียงของตนเอง โดยพยายามปลุกปั่นความรู้สึกว่าคนอีกกลุ่มน่าหวาดกลัว

'การเมืองเรื่องอัตลักษณ์' มีผลทำให้การเมืองแบบประชาธิปไตยสั่นคลอนได้ เพราะไม่ได้มองว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย นำไปสู่การเหยียดหยามกันและกัน

ในทัศนะของฟูกูยามา ทุกวันนี้การเมืองเรื่องอัตลักษณ์เริ่มชัดเจนและรุนแรงขึ้นในหลายประเทศ นำไปสู่ความสุดโต่งและสุดขั้วของชาตินิยม ระยะยาวส่งผลกระทบต่อวิถีประชาธิปไตย ต้องไม่ลืมว่าประชาธิปไตยโดยหลักการต้องปฏิบัติกับทุกคนด้วยความเสมอภาค

ถ้าไม่มีเธอ ก็ไม่มีฉัน
ย่อหน้าแรกของคำนำในหนังสือ To End a Presidency และ Identity เหมือนกันโดยมิได้นัดหมาย เขียนไว้ว่าถ้าไม่มีประธานาธิบดีทรัมป์คงไม่มีหนังสือเล่มนี้ กล่าวได้ว่าหนังสือสองเล่มนี้มีประธานาธิบดีทรัมป์เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ต้องเขียนเพื่ออธิบายให้คนเข้าใจประเด็นสำคัญในการเมืองสหรัฐ

3. หนังสือ The Mueller Report

โดย The Washington Post

ในรายงานของมุลเลอร์แสดงหลักฐานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจในทางที่ผิด นั่นคือขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ถือว่าเข้าข่ายอาชญากรรมร้ายแรง
มี 10 กรณีที่แสดงให้เห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้กระทำการละเมิดรัฐธรรมนูญสหรัฐที่ระบุไว้เกี่ยวกับอาชญากรรม

จดหมายเปิดผนึกของอัยการทั่วประเทศมากกว่าพันคนบอกว่าพฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระบุไว้ในรายงานของมุลเลอร์เป็นโทษทางอาญาที่ร้ายแรง ถ้าศาลพิสูจน์ได้ว่าเป็นไปตามนี้จริงและถ้าทรัมป์ไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ต้องติดคุกอย่างแน่นอน (เพราะนโยบายของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐจะไม่ดำเนินคดีอาญากับประธานาธิบดีที่ยังดำรงตำแหน่ง)

ทำไมการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมจึงร้ายแรง
เพราะเป็นการทำลายระบบยุติธรรม เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนการเมืองอเมริกันเท่านั้น การขัดขวางกระบวนการยุติธรรมโดยผู้นำทุกรูปแบบไม่ว่าประเทศใด จะทำลายระบบประชาธิปไตยและความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง

รายการรัฐศาสตร์สู่สังคม
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู และ ผศ.ดร.ปราณี ทิพย์รัตน์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย