ถึงเวลาบอกลาคำกล่าว "เจองูเจอแขก ตีแขกก่อน"
546 views
0
0

เพลง Insaan (มนุษย์)
ยาวประมาณ 05:40 นาที แต่เราเลือกเปิดเพียง 02.30 นาที เพลงนี้ขับร้องโดย Piyush Kumar และคณะ ดนตรีโดย Lakshya Sharma เพลงนี้ไม่ใช่เพลงประกอบภาพยนตร์ เป็นเพลงที่ Allen Gurukripa Productions ผลิตเพื่อสังคม

"Kaam acche hamare aur neeyat saaf ho, hai wahi insaan yaha insaaniyat ka vaas ho" ได้แปลไว้บางท่อน จึงขอให้ณัฐช่วยอ่านให้ฟังด้วย

1) การกระทำต้องดี ความมุ่งหมายก็ควรบริสุทธิ์
2) มนุษย์แท้คือผู้ที่ปฏิบัติสอดคล้องกับมนุษยชาติ
3) ผู้ใดรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของผู้อื่น ผู้เห็นอกเห็นใจคนนั้นแหละที่จะได้พรจากพระเจ้า
4) ผู้ใดที่หัวใจของเขาประสงค์แบ่งปันทุกข์สุขกับผู้อื่น ก็ผู้นั้นแหละคือผู้ที่ปฏิบัติสอดคล้องกับมนุษยชาติ
5) คนทำงานชีวิตก็ต้องมีผิดพลาด แต่ก็เพราะทำงานจึงมีข้อผิดพลาด แต่คนที่แก้ไขข้อผิดพลาดของตนและอภัยให้ผู้อื่น ก็ผู้นั้นแหละที่ปฏิบัติสอดคล้องกับมนุษยชาติ
6) เราเป็นมนุษย์ ดังนั้นแล้ว มนุษยชาติก็ย่อมเป็นศาสนาของเราสิ

ประเด็นปัญหา

ในรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” สถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ออกอากาศวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 นายบากบั่น บุญเลิศ ได้พูดจาทำร้ายจิตใจคนอินเดียหรือคนไทยเชื้อสายอินเดียอย่างไม่น่าเชื่อ ที่บอกว่าไม่น่าเชื่อเพราะนี่ก็ศตวรรษที่ 21 แล้ว

รายการดังกล่าวตรงช่วงวิเคราะห์สถานการณ์โควิดโดยนายบากบั่น และนายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กลายเป็นประเด็นปัญหาและเป็นที่มาของหัวข้อรายการปกิณกะอินเดียในวันนี้

ช่วงวิเคราะห์ถ้าตัดต่อมาก็มีเนื้อหาดังนี้ คือ “อัลฟาเนี่ยนะครับ ผลต่อปอด คือเข้าลงปอด แล้วปอดอักเสบเนี่ย ใช้เวลา 7-10 วัน พี่โอ (ชื่อเล่นคุณบากบั่น) ติดปั๊บ 7-10 วัน ถึงจะลงปอด”

นายบากบั่น ยกมือไหว้แล้วกล่าวว่า “สาธุ” ที่สาธุคือคุณบากบั่นต้องการจะสื่อว่ายังไม่ติดหรืออย่าติดเลย นายวีระศักดิ์กล่าวต่อว่า “แต่เดลตาอินเดียเนี่ย ใช้เวลา 3-5 วัน ลงปอด” นายบากบั่น กล่าวว่า “ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมเจองูเห่ากับเจอคนอินเดีย เค้าถึงตีคนอินเดียก่อน เพราะอินเดียติดปุ๊บลงปอดอักเสบ 3-5 วัน สายพันธุ์อังกฤษปาไปเท่าไหร่ 7 วัน ถึง 10 วัน”

เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ก็มีชาวไทยเชื้อสายอินเดียคนหนึ่งเขียนข้อความไปหาคุณวารินทร์ สัจเดว หลังจากนั้นคุณวารินทร์ก็นำเรื่องดังกล่าวลงเพจเฟซบุ๊ก Rich India (ริชอินเดีย) เพจนี้สร้างขึ้นโดยคุณวารินทร์และทีมงานศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้คนจำนวนมากก็เข้ามาแสดงความรู้สึกโกรธหรือโศกเศร้า โดยหลักๆ แล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่ก็คือ ไม่เข้าใจว่าในต้นศตวรรษที่ 21 ยังมีสื่อแบบนี้อีกหรือ

พร้อมกันนี้ ทางนักธุรกิจไทยเชื้อสายอินเดียก็รุกไปที่เนชั่นเพื่อแสดงความไม่พึงพอใจต่อการกล่าวเช่นนี้ หอการค้าอินเดีย-ไทยก็เขียนจดหมายถึงเนชั่น แสดงความกังวลและความไม่พึงพอใจต่อสิ่งที่คุณบากบั่นได้กล่าวไว้

ผลที่ตามมาคือ ทางเนชั่นก็ขอโทษ และคุณบากบั่นก็กล่าวขอโทษ โดยกล่าวว่า “ผมต้องขออภัยพี่น้องชาวอินเดียทุกท่าน ที่ในข้อวิเคราะห์ว่าด้วยเรื่องของ I want MRNA เมื่อวันอังคารที่เราได้ออกอากาศไป ได้กระทบกระเทือนความรู้สึกของพี่น้องชาวอินเดียนะครับ เรื่องราวที่เกิดขึ้นผมมิได้ประสงค์ที่จะนำเสนอที่จะนำไปสู่ความคิดความเห็นที่พูดกันถึงเรื่องของการชัง การชังชาติ การเหยียด ผมเพียงต้องการที่จะนำเสนอเพียงแค่ว่าให้ทุกคนการ์ดอย่าตก ระมัดระวัง และก็ดูแลเท่านั้น หากคำพูดส่วนหนึ่งส่วนใดไปกระทบกระเทือนและก็ทำให้ความรู้สึกของท่านเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความผิดพลาด ผมกราบขออภัย”

คราวนี้ลองมาวิเคราะห์สิ่งที่คุณบากบั่นกล่าว และตามด้วยคำขอโทษของคุณบากบั่น “เจองูเจออินเดีย ตีอินเดียก่อน” นี่น่าจะเป็นที่มาของสิ่งที่คุณบากบั่นได้กล่าวถึง แต่คุณบากบั่นปรับเปลี่ยนมันให้ชัดขึ้นกว่าเดิม คือเปลี่ยนแขกเป็นอินเดียเลย ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่า ถ้าคำกล่าวนี้ยังคงเป็นคำว่าแขก มันจะมีอะไรดีขึ้นนะ

เจองูเจอแขก ตีแขกก่อน

ที่มาของคำกล่าวนี้ จริงๆ แล้วไม่ทราบว่ามาจากไหน หลายแหล่งข้อมูลก็ว่ากันไป บางคนเล่าให้ผมฟังเป็นระบบเลย แต่ไม่มีหลักฐาน ที่มีหลักฐานชัดเจนและใกล้เคียงคือ “หากคุณเจองูกับเจอคนวรรณะพราหมณ์บนถนน ตีคนวรรณะพราหมณ์ก่อน” อันนี้กล่าวโดยเปริยาร์ (Periyar) ภาษาอังกฤษคือ "If you see a snake and a Brahmin on the road, kill the Brahmin first."

พราหมณ์ในที่นี้หมายถึงวรรณะ ซึ่งเปริยาร์กล่าวในบริบทการต่อสู้ทางวรรณะในอินเดีย เข้าใจว่า ทำไมถึงกล่าวแบบนี้ แต่ถ้าดูที่หลักฐานก็จะพบว่า มีคนวรรณะพราหมณ์ที่ยากจนด้วยนะ และมีชาววรรณะล่างหรือนอกวรรณะที่มีฐานะดีด้วย หลายอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วย

ดังที่กล่าวแล้ว ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า “เจองูกับเจอแขก ตีแขกก่อน” มาจากไหน เริ่มเมื่อใด และคำกล่าวอันน่าเกลียดนี้ ก็เปรียบเสมือนแนวทางสอนคนไทยในการมองแขกหรือชาวอินเดีย ยิ่งมีประสบการณ์ไม่ดีกับแขกบางคน หรือกับอินเดียบางคน ก็ยิ่งตอกย้ำว่า “เอ่อ คำกล่าวนี้มันจริงนะ” “คนโบราณพูดถูกนะ” หรืออื่นๆ ในทำนองนี้

อคติทางชาติพันธุ์

การใส่เลนส์หรือการมีอคติในการมองผู้อื่นแบบนี้มันเหลวไหล ไร้เหตุผล และเลวร้ายอย่างสิ้นเชิง

ขอยกตัวอย่างให้ฟัง มีครั้งหนึ่งผมเดินทางไปเบอร์ลิน ผมกับอาจารย์ชาวไทยเพศหญิงท่านหนึ่งออกไปซื้อผลไม้ด้วยกัน คนขายผลไม้เพศชายถามว่า เราทั้งสองมาจากไหน ทันทีที่ตอบว่ามาจากเมืองไทย เขาก็ทำหน้าตาแบบอยากไปมาก และสักครู่เดียวก็สื่อประมาณว่าที่เมืองไทยมีผู้หญิงเซ็กซี่จำนวนมากที่พร้อมจะร่วมหลับนอนกับใครก็ได้ อาจารย์คนนี้กับผมนอกจากจะโกรธแล้ว เรายังรีบเดินจากไปเพื่อไปซื้อผลไม้ที่แผงอื่น ตัวผมเองไม่ได้รังเกียจผู้หญิงเซ็กซี่เหล่านี้นะครับ แต่ที่ผมไม่ชอบคือการเหมารวม ประเทศไทยมีโสเภณีหรือมีหญิงที่ประสงค์จะร่วมหลับนอนกับชาวต่างชาติ แต่มันไม่ได้หมายความว่า คุณจะมาตีตราประเทศไทยแบบนี้ได้

นี่แหละครับที่เขาเรียกว่าเหยียดชาติ หรือข้อความแสดงความเกลียดชังต่อผู้อื่น เหมือนกันเลยครับ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีแขกหรือชาวอินเดียที่ไม่ดีนะ แต่เราจะเหมารวมได้ไง

เวลาคนไทยตกเป็นเหยื่อของการเหยียดผิว เราจะยอมรับหรือครับ หรือเราจะต่อสู้อย่างมีเหตุมีผล แล้วถ้าเราจะต่อสู้อย่างมีเหตุมีผล เราจะใช้เหตุผลอะไรละครับ เราจะรังเกียจผู้อื่นแบบเหมารวมได้ แต่เราจะไม่ยอมรับหากมีใครมาเหยียดเราหรือ

ได้ยินบางคนบอกว่า

"คนไทยเชื้อสายอินเดียหรือคนอินเดียมีบทบาทสำคัญในทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจมาก การใช้คำกล่าวแบบเจองูเจอแขกจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเลย" ข้อนี้อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไร?

ผมก็ไม่รับเหตุผลนี้ด้วยครับ สำหรับผมจะมีคุณูปการหรือไม่มีเลย เราก็ไปพูดจาดูถูกดูแคลนเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ หรือประเทศชาติไม่ได้

สิ่งที่พูดออกมา

สิ่งที่คุณบากบั่นพูดออกมา
ผมมีสมมติฐานว่า มันมาจากความเกลียดชังที่เขามีต่อแขกหรืออินเดียเท่านั้น จะจริงไม่จริงอย่างไร ก็อยากเชิญคุณบากบั่นมาดีเบตกัน ที่ผมรู้สึกแบบนี้เพราะว่าเท่าที่ผมเข้าไปดูคลิปคุณบากบั่นจำนวนหนึ่ง ไม่พบว่า คุณบากบั่นได้พูดจาเหยียดชาติอื่น ดังนั้น จึงขอตั้งสมมติฐานว่า คุณบากบั่นเหยียดแค่แขกหรืออินเดียเท่านั้น ใคร่เน้นกับผู้ฟังในที่นี้ว่า หากคุณบากบั่นเคยเหยียดชาติอื่น ผมก็ไม่สนับสนุนอยู่ดีครับ เพราะสำหรับผม นาย ก หรือ มิสเตอร์ A ดีไม่ดีอย่างไรก็ว่ากันตามนั้น ไม่ต้องเหมารวม เพราะทุกชาติมีทั้งคนดีคนเลว

เรื่องที่ชวนคิดอีกคือ
คุณบากบั่นด้อยความรู้ด้วยหรือเปล่า สายพันธุ์โควิดต่างๆ ที่เขาเรียกชื่อประเทศก็เพราะพบเจอที่ไหนก็ว่ากันตามที่พบเจอ เป็นภูมิศาสตร์ในบริบทรัฐชาติหรือทวีป พบที่อังกฤษก็บอกว่าสายพันธุ์อังกฤษ พบที่อินเดียก็บอกสายพันธุ์อินเดีย พบในแอฟริกาบอกว่าสายพันธุ์แอฟริกา แต่การเรียกแบบนี้มันก็ทำให้คนที่มาจากประเทศหรือทวีปที่พบเจอสายพันธุ์เขารู้สึกไม่ดีได้ ต่างจากสเปนิชฟลู (Spanish Flu) ซึ่งไม่ได้เริ่มจากสเปนด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกในความเป็นพลเมืองมันแตกต่างจากสมัยสเปนิชฟลูเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว นี่คือเหตุผลที่เขาไม่ให้เรียกโรคไวรัสที่เรากำลังเผชิญขณะนี้ว่า โรคไวรัสจีน (China Virus) เหมือนกับที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์เรียก องค์กรอนามัยโลกให้เรียกว่า โควิด-19 และใช้ชื่อเรียกตัวอักษรกรีกตั้งชื่อสายพันธุ์ เช่น อัลฟา เบต้า แกมม่า เดลต้า ฯลฯ

คราวนี้ลองมาวิเคราะห์คำขอโทษของคุณบากบั่นบ้าง
คำขอโทษที่กล่าวมาไม่สมบูรณ์ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แรกๆ ก็ดูดีอยู่ แต่ก็ยังแก้ตัวให้ตัวเองดูดี โดยกล่าวว่า “ผมเพียงต้องการที่จะนำเสนอเพียงแค่ว่าให้ทุกคนการ์ดอย่าตก ระมัดระวัง และก็ดูแลเท่านั้น” คำพูดนี้ยิ่งทำร้ายจิตใจ ตอกย้ำการเหยียดอีก ถ้าเป็นสายพันธุ์อินเดีย แล้วให้มองว่าเป็นงูหรือ

การขอโทษต้องคิดก่อน
ต้องสำนึกก่อนจึงกล่าวคำขอโทษ เพราะคำขอโทษที่มาจากการสำนึก มันจะเรียกร้องให้เกิดการอภัย การขอโทษจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคุณบากบั่นบอกตามมาอีกว่า คำพูดดังกล่าวไม่มีส่วนใดๆ เกี่ยวข้องเลย หรือผมกล่าวไปโดยไม่นึกคิดอะไรเลย และที่ต้องตามมาอีกคือคำมั่นสัญญาว่าจะไม่พูดอีกแล้ว ทั้งหมดต้องทำโดยปราศจากการปกป้องตนเอง เวลาทำผิดต้องอ่อนน้อมถ่อมตน นึกถึงคนที่เขาเจ็บปวดกับคำพูดของเรา ศักดิ์ศรีของตนไม่ต้องเอามาปนด้วยเลย

เรื่องนี้บอกอะไรแก่เรา

นัยสำคัญของเรื่องนี้มีหลายประการ แต่ที่จะพูดในวันนี้ก่อนจบรายการมี 2 ข้อด้วยกัน
1) เรื่องนี้บอกอะไรแก่เราเรื่องความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย
2) เรื่องนี้บอกอะไรแก่เราในความเป็นตัวตนของเรา

สำหรับข้อแรกเราต้องคิดให้ดีนะครับว่า ฐานคิดหลักด้านการต่างประเทศของอินเดียยังมีเรื่องการต่อต้านอาณานิคมอยู่
อย่าลืมนะครับว่าอาณานิคมก็อยู่ในสมการเดียวกับการเหยียดผิว สมัยหนึ่งอาณานิคมเคยมีป้ายห้ามหมากับชาวอินเดียเข้าในสถานที่บางแห่งด้วย วันนี้การเมืองเรื่องเหยียดชาติพันธุ์ในอินเดียก็ถูกนำมาถกเถียงในหมู่ปัญญาชนด้วยว่า อินเดียจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไรหากยังมีการเหยียดชาติพันธุ์อยู่

สำหรับข้อที่สอง อะไรคือความเป็นไทยของเรา
เรามีชาติพันธุ์อื่นอาศัยอยู่ในไทย ร่วมกันสร้างชาติสร้างบ้านเมืองกันมาด้วย เวลาชาวไทยเชื้อสายอินเดียในเชียงใหม่จัดงานศพ ก็จะจัดที่วัดไทย จะมีการเชิญ ชญานี (Gyani) มาทำพิธีแบบซิกข์ ตามด้วยพราหมณ์ทำพิธีแบบฮินดู และจบด้วยการทำพิธีแบบพุทธ ทั้งหมดเกิดขึ้นในวัดพุทธหมดเลย ตัวอย่างนี้บ่งบอกว่าเราเชื่อในพหุนิยม ดังนั้นแล้ว เราต้องไม่ปล่อยให้สื่อไร้จรรยาบรรณมาบั่นทอนพลังบวกแห่งพหุนิยมนี้เด็ดขาด เราต้องเดินต่อไปแล้วต่อสู้กับโรคโควิดอย่างมีเอกภาพบนฐานของพหุนิยมนี้
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย