สตี: พิธีกรรมหรืออาชญากรรม
1,304 views
0
0
"Sati"

เพลง Shakti Thi Shiv Ka Praan Thi (เธอคือศักติ เธอคือลมหายใจของพระศิวะ)
เป็นเพลงจากซีรีส์ชุด Mahakaali – Anth Hi Aarambh Hai (มหากาลี – จุดจบนั่นแหละคือจุดเริ่มต้น) ออกฉายทางโทรทัศน์ในช่วงปี 2017 เป็นเรื่องราวของพระแม่มหากาลี ปางหนึ่งของพระแม่ปารวตี ชายาพระศิวะ ดารานำคือ Pooja Sharma รับบทพระแม่กาลี และ Sourabh Raj Jain รับบทพระศิวะ สาเหตุที่เลือกเพลงนี้เพราะพรรณนาถึงเทวี “สตี” อดีตชาติของพระแม่ปารวตี นางได้ปลงชีพตัวเองในกองไฟ เพื่อรักษาเกียรติของพระศิวะผู้เป็นสวามี ดังที่เราจะได้เล่าเรื่องราวต่อไปในรายการวันนี้

พิธีสตีมีอยู่จริง แต่ไม่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติถ้วนหน้า

สัปดาห์ก่อน เราได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบพิธีศพโดยสตรี โดยยกกรณีตัวอย่างคือคุณมณฑิรา เบดี และได้เกริ่นไว้ท้ายรายการว่า ความรับรู้ของชาวไทยหลายคนเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรีในอินเดีย ยังคงเป็นไปในทางลบมากพอสมควร ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องทางลบเกี่ยวกับสิทธิสตรียังคงมีอยู่แน่ แต่หลายเรื่องก็ได้ปรับเปลี่ยนและกำลังปรับเปลี่ยน พัฒนาไปสู่ทางบวกมากขึ้น

นอกจากนี้เรื่องบางเรื่องที่บางคนคิดว่ายังปฏิบัติกันเป็นเรื่องปกติ แท้ที่จริงแล้วก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ ตัวอย่างเช่น การประกอบพิธีสตีคือให้หญิงหม้ายเผาตัวเองบนเชิงตะกอนเผาศพสามี เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องเผชิญคำถามหลายต่อหลายครั้งว่า เรื่องโหดร้ายเช่นนี้มีอยู่จริงหรือ และยังปฏิบัติอยู่หรือ

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนว่า พิธีสตีหรือการเผาแม่หม้ายนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่เคยเป็นธรรมเนียมปฏิบัติถ้วนหน้า กล่าวคือ ไม่ใช่แม่หม้ายทุกคนจะต้องเผาตัวเองบนเชิงตะกอนของสามีเสมอไป พิธีดังกล่าวปฏิบัติกันเป็นธรรมเนียมเฉพาะบางกลุ่มบางชนชั้น แต่ในช่วงประวัติศาสตร์หลายช่วงก็อาจจะได้รับความนิยมแตกต่างกันออกไป ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลอินเดียได้ประกาศห้ามการประกอบพิธีดังกล่าวมานานแล้ว

แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ขออธิบายความเป็นมาของพิธีสตีในอดีตเสียก่อน

สตี พระนามชายาของพระศิวะ

โดยรูปศัพท์แล้ว คำว่า "สตี" มีความหมายว่า หญิงผู้ธำรงสัตย์ ได้มาจากพระนามของชายาองค์แรกของพระศิวะ ซึ่งเป็นอดีตชาติของพระแม่ปารวตี

เรื่องราวในปกรณัมมีอยู่ว่า
สตีเป็นบุตรีของท้าวทักษะ พระนางได้สมรสกับพระศิวะโดยที่ทักษะไม่เต็มใจนัก เพราะทักษะรู้สึกรังเกียจพระศิวะที่มีสารรูปน่าสะพรึงกลัว เนื่องจากทรงทาพระกายด้วยขี้เถ้าจากเชิงตะกอน นุ่งห่มหนังเสือ ประดับพระองค์ด้วยงูและหัวกะโหลกมนุษย์ และมีภูตเปรตติดตามอยู่เสมอ

กาลต่อมา ทักษะได้ประกอบพิธียัชญะ คือบูชาไฟ โดยเชิญเทพทุกองค์มาพร้อมหน้า เว้นไว้แต่พระศิวะและสตีเท่านั้น เมื่อสตีเทวีได้ทราบก็ไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง จึงเสด็จไปถึงพิธีและทรงตัดพ้อพระบิดาที่ไม่เชิญสวามีของพระนาง แต่แทนที่ทักษะจะสงสารบุตรีของตัวเอง กลับบริภาษพระศิวะอย่างรุนแรงต่อหน้าเทพทุกองค์ สตีเทวีไม่อาจยินยอมให้บิดาดูถูกเหยียดหยามสวามีของพระนางได้ จึงเสด็จเข้าสู่กองไฟบูชายัญ เผาพระองค์เองต่อหน้าบรรดาเทพในที่นั้น พระศิวะพิโรธถึงขีดสุด ได้ส่งรากษสชื่อวีรภัทระและภัทรกาลีเข้าไปทำลายพิธี วีรภัทระตัดศีรษะท้าวทักษะโยนเข้ากองไฟอันตรธานไป ภายหลังพระศิวะทรงยกโทษให้ ชุบชีวิตทักษะขึ้นมาใหม่ แต่ศีรษะของท้าวทักษะสาบสูญไปแล้ว จึงทรงให้นำศีรษะแพะมาต่อแทน ส่วนสตีเทวีนั้นไปประสูติใหม่เป็นพระแม่ปารวตี พระนางได้กลายเป็นชายาของพระศิวะ และเป็นพระมารดาของพระกรรติเกยะและพระคเณศในกาลต่อมา

เหตุนี้ พิธีเผาแม่หม้ายตามสามีจึงได้รับชื่อว่า สตี เพราะถือว่าหญิงเหล่านั้นธำรงไว้ซึ่งเกียรติยศและความบริสุทธิ์ ดังเช่นพระแม่สตีในปกรณัมนี้เอง

สตีในแง่มุมประวัติศาสตร์

Romila Thapar นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของอินเดียกล่าวว่า ในสมัยพระเวท คือช่วงกว่าพันปีก่อนคริสตกาล พิธีสตีเป็นเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น
ทั้งนี้เพราะมีหลักฐานว่าหลังจากแม่หม้ายประกอบพิธีสตีในงานศพสามีแล้ว เธอก็แต่งงานใหม่ภายหลัง ฤคเวทกล่าวถึงการประกอบพิธีโดยให้ภรรยาหม้ายนอนลงบนเชิงตะกอนเคียงข้างศพสามี เป็นเสมือนการแสดงเจตนารมณ์ว่าจะติดตามเขาไปสู่ปรโลก แต่ก่อนจะจุดไฝเผาจริงก็จะมีญาติพี่น้องชายของสามีไปอุ้มตัวนางออกมา

ในกาลต่อมา การตีความภายหลังก็เลยเถิดไปถึงการให้แม่หม้ายเข้ากองไฟจริงๆ
กล่าวคือ ในช่วงราชวงศ์คุปตะ ประมาณ ค.ศ. 500 คนกลุ่มแรกที่นำพิธีนี้เข้ามาคือพวกราชปุตซึ่งเป็นวรรณะกษัตริย์แถบราชสถาน ตามคำของ ศาสตราจารย์ Thapar บรรดาวรรณะกษัตริย์ใหม่เหล่านี้สร้างวัฒนธรรมของตัวเองขึ้นมาและตีความประเพณีบางอย่างแบบเถรตรงตามตัวอักษร นอกจากนี้ อาจารย์ Thapar ยังกล่าวว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดพิธีโหดร้ายดังกล่าว มาจากการกดขี่สตรีเพศในสังคมปิตาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ และการควบคุมพฤติกรรมทางเพศของสตรีด้วย เดิมทีพิธีสตีประกอบกันเฉพาะในวรรณะกษัตริย์ของราชปุต ถือว่าเป็นพิธีอันทรงเกียรติและคู่ควรแก่วรรณะ แต่ในเวลาต่อมาได้แพร่หลายมากขึ้นในกลุ่มชนอื่น ๆ เว้นแต่วรรณะพราหมณ์ ซึ่งถือว่าตนบริสุทธิ์โดยธรรมชาติอยู่แล้วโดยไม่ต้องอาศัยพิธี

ช่วงที่พิธีสตีได้รับความนิยมมาก คือประมาณคริสตศตวรรษที่ 15 – 18 อันอยู่ในยุคที่อินเดียปกครองโดยมุสลิม
เหตุที่เป็นเช่นนี้ มีนัยสัมพันธ์กับการรุกรานของกองทัพมุสลิม บรรดาชนชั้นนำสายเลือดฮินดูจึงเรียกร้องยิ่งขึ้นให้สตรีของตนต้องรักษาเกียรติและสละชีพของตนดีกว่าจะถูกข่มเหงหรือนำไปเป็นทาส แม่หม้ายบางคนก็ตัดสินใจเข้าพิธีนี้โดยสมัครใจด้วย เพราะในสมัยนั้นชะตากรรมของบรรดาแม่หม้ายต้องทุกข์ระทมยิ่งนักจนบางคนรู้สึกว่าตายตามสามีไปเสียคงจะดีกว่าอยู่

บันทึกถึงสตีจากศตวรรษที่ 17

แต่พิธีสตีนั้น มิได้เกิดขึ้นโดยความสมัครใจของเจ้าตัวเสมอไป คงเป็นเรื่องยากสำหรับบางคนที่จะต้องยอมรับชะตากรรมโหดร้ายเช่นนี้ ดังนั้นเพื่อรักษาประเพณี คนรอบข้างจึงจับตัวและบังคับให้หญิงหม้ายเข้าไปในกองไฟ ดังในบันทึกช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ของชาวฝรั่งเศสชื่อ ฟรองซัว แบร์นิเย่ร์ ที่ได้รายงานไว้อย่างน่าสลดใจว่า

"ที่ละฮอร์ ข้าพเจ้าได้เห็นการสังเวยเด็กสาวหม้ายที่รูปโฉมงดงามที่สุดคนหนึ่ง คะเนว่าอายุต้องไม่เกินสิบสองปี เด็กน้อยผู้น่าสงสารมีท่าทางเหมือนตายไปแล้วมากกว่ายังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่เธอกำลังเดินเข้าหาหลุมเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ความเจ็บปวดรวดร้าวในใจของเธอไม่อาจพรรณนาได้ เธอตัวสั่นงันงกและร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่พวกพราหมณ์สามสี่คนซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากหญิงชราที่พยุงใต้รักแร้เธอไว้ ได้บังคับเหยื่อผู้ไม่เต็มใจให้เข้าไปสู่ที่ตาย จับเธอนั่งบนกองฟืน มัดมือเท้าไว้มิให้วิ่งหนี และในสภาพการณ์เช่นนี้เอง เด็กผู้ไร้เดียงสาก็ได้ถูกเผาทั้งเป็น"

ทั้งนี้ทั้งนั้นมิได้หมายความว่า หากผู้เข้าร่วมพิธีสมัครใจ จะทำให้พิธีนี้มีความอารยะและน่าชื่นชมแต่ประการใด นอกจากนี้ตัวพิธีเองยังเป็นเครื่องมือส่งเสริมการทำลายกันในระหว่างภรรยาหลายๆ คนของสามีคนเดียวด้วย เพราะตามธรรมเนียมระบุให้ภรรยาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ต้องรับหน้าที่สตี จึงมีโอกาสสูงที่ภรรยาผู้เป็นที่รักที่สุดและเป็นที่อิจฉาของภรรยาคนอื่นๆ จะถูกบังคับให้เข้าพิธีสตี

สตีกับสตรี

ครั้นเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 นักต่อสู้คนสำคัญที่ชื่อ ราชา ราม โมหัน รอย ผู้มีแนวคิดสตรีนิยม ได้ก่อตั้งพรหโมสมาช และเป็นแกนนำในการปฏิรูปศาสนาฮินดู รอยได้รับการศึกษามาจากตะวันตกเต็มที่ เขาจึงคัดค้านพิธีสตี ระบบวรรณะ การสมรสเด็ก และการมีสามีภรรยาหลายคน เขาเสนอว่าหญิงหม้ายควรจะสมรสใหม่มากกว่าจะเผาตัวตามสามี เขาได้เริ่มการรณรงค์ต่อต้านพิธีสตีตั้งแต่ ค.ศ. 1812 เป็นต้นมา

ในปี ค.ศ. 1829 การรณรงค์ของรอยไปถึงหูลอร์ด วิลเลียม เบนทิค ผู้สำเร็จราชการบริติชอินเดียในสมัยนั้น เบนทิคหารือกับรอยและสภาที่ปรึกษาของตนอย่างเร่งด่วน และในรุ่งอรุณของวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1829 ลอร์ดเบนทิคก็ออกกฎหมายชื่อ Regulation XVII ห้ามพิธีสตีในกัลกัตตา จากนั้นในเวลาต่อมาก็ขยายไปยังแคว้นอื่นๆ จนเกือบทั่วอินเดีย

ในระหว่างขยายการห้ามพิธีสตีนั้น ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านของผู้ยึดถือขนบมากมาย
ทั้งนี้เพราะบางแคว้นก็มีเจ้าครองนครของตน ไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของผู้สำเร็จราชการอย่างเต็มที่ กว่าทุกแคว้นในบริติชอินเดียจะประกาศห้ามพิธีสตีทั้งหมด ก็ใช้เวลานานถึงกว่าสามสิบปี พิธีสตีถูกกฎหมายครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1861 ณ อุทัยปุระ เมืองหลวงของเมวาร์ ในปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียก็ทรงประกาศห้ามพิธีสตีทั่วอินเดีย แต่ถึงแม้จะถูกห้ามโดยถ้วนหน้าแล้ว แต่ก็ยังมีรายงานกรณีพิธีสตีอยู่เป็นระยะๆ แม้แต่หลังอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้ว

เต็มใจเข้าพิธีสตีหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่...

เหตุการณ์สำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดคือในปี ค.ศ. 1987 หญิงราชปุตวัย 18 ปีชื่อ รูป กันวาร์ ได้เข้าพิธีสตีอย่างเอิกเกริก ท่ามกลางผู้เข้าร่วมนับพัน และหลังจากมรณกรรม เธอยังได้รับการยกย่องจากผู้คนว่าเป็น สตีมาตา (พระแม่ผู้ธำรงสัตย์) อีกด้วย

เรื่องที่เธอเต็มใจเข้าพิธีหรือไม่นั้น ยังคงเป็นที่ถกเถียง บ้างก็ว่าเธอเต็มใจ บ้างก็ว่าถูกบังคับ บ้างก็ว่าเดิมทีไม่เต็มใจแต่ถูกเกลี้ยกล่อมว่าเป็นการรักษาเกียรติยศ แต่ประเด็นสำคัญในที่นี้คือ ไม่ว่ากันวาร์จะเต็มใจหรือไม่ การยกย่องหรือส่งเสริมพิธีที่ทำลายล้างชีวิตผู้บริสุทธิ์เช่นนี้ นับว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง

กรณีรูป กันวาร์ มีผู้ถูกฟ้องร้องฐานฆาตกรรมรวม 45 คน และมีผู้เข้าร่วมพิธีหลายคนถูกจับกุมฐานส่งเสริมพิธีสตี รวมไปถึงระดับนักการเมืองท้องถิ่นด้วย และในปี ค.ศ. 1987 นั้นเอง รัฐบาลอินเดียก็ออกรัฐบัญญัติป้องปรามพิธีสตี โดยกำหนดโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตแก่ผู้สมรู้ร่วมคิดในการประกอบพิธี และแม้แต่การยกย่องสรรเสริญพิธีสตีก็ยังมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปีเลยทีเดียว
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย