รัขมาบาย แพทย์หญิงนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี
151 views
0
0

เพลง Kuni Mhanale (บางคนก็ว่า)
เป็นเพลงภาษามราฐี เผยแพร่เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล 8 มีนาคม ค.ศ. 2021 ขับร้องโดย Amruta Fadnavis จุดเด่นของเพลงคือดนตรีเป็นแบบนาฏยสังคีต ประพันธ์โดย Rohan Rohan และแต่งเนื้อร้องโดย Dr. Swapna Patker

คำว่า Kuni Mhanale มาจากวรรคแรกของเพลงว่า ‘Kuni mhanale vedi kuthali, kuni mhanale kuli…..’ แปลความหมายสังเขปได้ว่า “บางคนก็ว่าเธอบ้า บางคนก็ว่าเธอเปิดกว้าง” สารโดยรวมของเนื้อเพลงต้องการส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกคนทำตามความฝันของตัวเองและเผชิญโลกด้วยความมั่นใจ

เหตุผลที่เลือกเพลงนี้มาในวันนี้ก็เพราะเราจะกล่าวถึงบุคคลสำคัญที่เป็นผู้หญิง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นผู้หญิงคนแรก ๆ ในอินเดียยุคอาณานิคมที่ได้ประกอบอาชีพแพทย์ แต่ยังมีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิเพื่อบรรดาสตรีเพื่อนร่วมชาติของเธออีกด้วย

รัขมาบาย (Rukhmabai)

25 กันยายน ค.ศ. 2021 เป็นวันครบรอบ 66 ปีวันเสียชีวิตของรัขมาบาย (Rukhmabai) แพทย์หญิงชาวอินเดียและนักต่อสู้เรียกร้องสิทธิสตรีในอินเดียใต้การปกครองของอังกฤษ เธอเป็นที่รู้จักดีที่สุดในเรื่องการต่อต้านการแต่งงานในวัยเด็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเธอเองได้เผชิญมาด้วยเช่นกัน

รัขมาบายเกิดวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1864 พ่อของเธอ ชนารธัน ปาณฑุรังค์ (Janardhan Pandurang) เสียชีวิตเมื่อเธออายุได้เพียง 2 ขวบ ขณะนั้นแม่ของเธอ ชยันตีบาย (Jayantibai) ยังอายุได้ 17 ปีเท่านั้น จากนั้นต่อมาอีก 6 ปี ชยันตีบายได้มีโอกาสแต่งงานใหม่กับแพทย์และนักเคลื่อนไหวชาวบอมเบย์ชื่อ สขาราม อรชุน ราวุต (Sakharam Arjun Ravut) ซึ่งเป็นหม้ายด้วยกัน (ตามประเพณีของวรรณะสุถาร์ ซึ่งเดิมเป็นตระกูลช่างไม้ หญิงหม้ายได้รับอนุญาตให้แต่งงานใหม่) สขารามจึงกลายเป็นพ่อเลี้ยงของรัขมาบายตั้งแต่นั้น

แต่งงานเมื่ออายุ 11 ปี

เมื่อรัขมาบายอายุได้ 11 ปี เธอก็ต้องเข้าพิธีสมรสกับ ดาดายี ภิขายี (Dadaji Bhikaji) ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น เป็นลูกพี่ลูกน้องกับสขารามพ่อเลี้ยงของเธอนั่นเอง ภิขายีในขณะนั้นอายุ 19 ปี เขาได้มาอาศัยร่วมกับครอบครัวภรรยา ตามธรรมเนียมอินเดียเรียกเขยลักษณะนี้ว่า Gharjamai คือแต่งเข้าบ้านภรรยาและได้รับการดูแลโดยพ่อแม่ของภรรยา สขารามกับชยันตีบายคาดหวังว่าจะให้ภิขายีได้รับการศึกษาและ “ทำตัวเป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้าง” หกเดือนหลังจากทั้งคู่แต่งงานกัน รัขมาบายจึงจะเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์คือมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก ตามธรรมเนียมแล้วต้องประกอบพิธีครรภธาน อันเป็นสัญญาณว่าบ่าวสาวสามารถประกอบกิจกรรมทางเพศกันได้เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นสามีภรรยากันตามพฤตินัยโดยสมบูรณ์

อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุที่สขารามเป็นแพทย์และมีความคิดเชิงปฏิรูปอยู่แล้ว แม้จะประกอบพิธีครรภธานแล้ว แต่เขาก็ไม่อนุญาตให้ภิขายีญาติผู้น้องที่เพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มมีเพศสัมพันธ์กับรัขมาบายวัย 12 ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ภิขายีไม่พอใจอย่างยิ่ง

เรื่องข้างต้นนี้ รวมทั้งเรื่องที่ภิขายีเองไม่พอใจอยู่แล้วที่ครอบครัวสขารามต้องการจะให้เขาปรับปรุงตัว จึงส่งเขาเข้าโรงเรียนทั้ง ๆ ที่เขาอายุพอจะไปมหาวิทยาลัยแล้ว ทำให้ภิขายีรู้สึกหดหู่ ต่อมาเขาก็เสียแม่ซ้ำอีก ทั้งหมดนี้ทำให้ภิขายีตัดสินใจแยกไปอยู่กับลุงอีกคนชื่อ นารายัณ ธุรมายี โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของสขาราม ภิขายีใช้ชีวิตสุขสบายในความดูแลของลุง กลายเป็นคนเกียจคร้านและสำมะเลเทเมาหนักขึ้นอีก จนกระทั่งสร้างหนี้สินเอาไว้ก้อนโต เมื่อไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรดีก็หวังจะมาพึ่งสินสมรสที่จะต้องติดมากับตัวรัขมาบาย เขาจึงขอให้รัขมาบายย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านธุรมายี

ได้ศึกษาเล่าเรียน

รัขมาบายปฏิเสธเรื่องดังกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้สขารามพ่อเลี้ยงก็สนับสนุนเธอ และในระหว่างที่เธออาศัยอยู่ที่บ้านของสขาราม เธอก็ได้ศึกษาเล่าเรียนที่บ้าน ได้อ่านหนังสือมากมายจากห้องสมุดของโบสถ์ในท้องถิ่น และได้รู้จักคุ้นเคยกับนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีหลายคนทั้งชายและหญิง เช่น วิษณุ ศาสตรี บัณฑิต ผู้กำลังโด่งดังในอินเดียตะวันตกสมัยนั้น บุคคลเหล่านี้ทำให้เธอได้เรียนรู้ความคิดการปฏิรูปแนวเสรีนิยม

การต่อสู้ของรัขมาบาย

เดือนมีนาคม ค.ศ. 1884 ภิขายีได้ให้ทนายความของตนยื่นโนติสไปยังสขารามให้เลิกขัดขวางรัขมาบายมิให้มาอยู่กับเขา สขารามจึงแต่งทนายสู้เช่นกัน แล้วเรื่องก็ขึ้นถึงโรงถึงศาล กลายเป็นคดีอันโด่งดังระหว่างดาดายี ภิขายีกับรัขมาบายใน ปี ค.ศ. 1885 ภิขายีอ้างสิทธิในการที่ตนเป็นคู่สมรส แต่ครั้งนั้นผู้พิพากษานามโรเบิร์ต ฮิล พินเฮย์ได้ตัดสินว่า รัขมาบายเป็นเพียงเด็กหญิงที่ถูกจับแต่งงานโดยไม่อาจปกป้องตนเองได้ จึงไม่อาจบังคับเธอไปอยู่กับสามีได้

ไม่นานหลังจากนั้นผู้พิพากษาพินเฮย์ก็เกษียณอายุ ภิขายีมีหรือจะยอมเลิกราง่าย ๆ เขายื่นอุทธรณ์อีกในปี ค.ศ. 1886 ครั้งนี้รัขมาบายตกที่นั่งลำบากเพราะกระแสสังคมส่วนใหญ่เขาข้างภิขายี และวิพากษ์วิจารณ์ผู้พิพากษาพินเฮย์ที่ไม่เคารพขนบธรรมเนียมฮินดู และในวันที่ 4 มีนาคม ปี ค.ศ. 1887 ศาลมีคำสั่งว่ารัขมาบายจะต้องไปอยู่กับสามีของเธอ หรือมิฉะนั้นก็ต้องรับโทษจำคุกหกเดือน ซึ่งรัขมาบายก็ตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ให้เธอติดคุกเสียดีกว่าต้องไปอยู่กับสามีคนนี้

สิ่งนี้นำมาสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในวงกว้าง บัล คงคาธาร ติลัก เขียนบทความโจมตีว่า นี่เป็นผลพวงการศึกษาแบบอังกฤษ ศาสนาฮินดูถึงคราวอันตรายแล้ว ขณะที่ฟรีดริช มักซ์ มึลเลอร์ นักบูรพาคดีชาวเยอรมันชื่นชมว่าการศึกษานี้แหละทำให้รัขมาบายรู้จักตัดสินชะตากรรมของตัวเธอเอง

เมื่อผลของคดีออกมารูปนี้ รัขมาบายจึงตัดสินใจต่อสู้ครั้งสุดท้ายด้วยการถวายฎีกาถึงสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียโปรดให้ยกเลิกคำพิพากษาของศาล และให้ถือว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะ เมื่อถึงขั้นนี้ ภิขายีก็จำเป็นต้องรามือ และในปี ค.ศ. 1888 เขาก็ตกลงไกล่เกลี่ยกับบ้านตระกูลราวุตได้โดยยอมรับเงินชดเชยจำนวนสองพันรูปี และแต่งงานใหม่ในปี ค.ศ. 1889 ส่วนรัขมาบายก็ดำเนินหนทางชีวิตของตนเอง ไล่ตามความฝันของเธอต่อไป

เรียนวิชาแพทย์

โชคดีที่รัขมาบายมีผู้คอยสนับสนุนทุนการศึกษาหลายต่อหลายคน
ค.ศ. 1889 รัขมาบายได้ล่องเรือไปอังกฤษเพื่อศึกษาต่อในวิชาการแพทย์
ค.ศ. 1894 เธอก็สำเร็จปริญญาแพทยศาสตร์จาก London School of Medicine for Women
ค.ศ. 1895 รัขมาบายได้กลับมาประกอบอาชีพแพทย์ที่เมืองสุหรัต จนถึงปี ค.ศ. 1918 เธอได้ย้ายไปประจำที่ราชโกตจนกระทั่งเกษียณอายุในปี ค.ศ. 1929 เธอยังคงทำงานทางการแพทย์โดยก่อตั้งสมาคมกาชาดในราชโกต ควบคู่กับการเรียกร้องสิทธิสตรีและต่อต้านการสมรสในวัยเด็กอย่างต่อเนื่อง ข้อเขียนสำคัญของรัขมาบายวิพากษ์ธรรมเนียมปฏิบัติของชุมชนฮินดูหรือมุสลิมบางจำพวก ต่อบรรดาแม่หม้ายผู้สูญเสียสามีในวัยเยาว์ โดยการจับพวกเธอกักขังหรือจำกัดสิทธิต่างๆ

ตัวอย่างการต่อสู้ของผู้หญิง

รัขมาบายจากไปด้วยโรคมะเร็งปอดในวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1955 สิริอายุ 90 ปี

คดีตัวอย่างอันโด่งดังของรัขมาบายในปี ค.ศ. 1885 มีอิทธิพลต่อสังคมมาก ไม่นานหลังจากคดีจบลง ทั้งในอังกฤษและอินเดียก็เกิดการศึกษาและถกเถียงอภิปรายเกี่ยวกับมุมมองสตรีนิยม และนำมาสู่การที่อังกฤษออกพระราชบัญญัติ Age of Consent Act 1891 ซึ่งเปลี่ยนแปลงอายุที่หญิงจะยินยอมให้ชายร่วมประเวณีได้ จาก 10 ปีเป็น 12 ปีทั่วบริติชอินเดีย

ชีวิตของรัขมาบายเป็นตัวอย่างการต่อสู้ของผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อให้ตนมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองต้องการ หากในครั้งนั้นเธอยอมจำนนต่อขนบอันคร่ำครึและยินยอมไปอาศัยอยู่กับสามีผู้สำมะเลเทเมา โลกก็คงไม่มีโอกาสรู้จักแพทย์หญิงและนักสตรีนิยมนามรัขมาบาย
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย