เทศกาลเทพทีปาวลี สีสันบนฝั่งคงคาแห่งพาราณสี
185 views
0
0

เพลง Banaras Song
เพลง Banaras Song จากช่องยูทูบที่ชื่อ Kashi Gaan รายละเอียดเกี่ยวกับเพลงนี้มีน้อยมาก ยังค้นไม่พบว่าศิลปินผู้ใดหรือกลุ่มใดเป็นผู้ร้องไว้ เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่ากาศีหรือพาราณสี ซึ่งเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังแห่งนานาลัทธิศาสนา เพลงเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงบรรยากาศยามรุ่งอรุณแห่งเมืองพาราณสี แว่วเสียงกระดิ่งและเสียงสวดมนต์บูชาเทพอยู่ทุกหนแห่ง และกล่าวต่อไปถึงวิถีชีวิตของชาวเมืองที่ดำเนินไปในแต่ละวันด้วยความศรัทธา และการที่เมืองพาราณสีเป็นจุดกำเนิดของศาสนาและปรัชญามากมายหลายสำนัก

วันเพ็ญเดือน 12 ที่อินเดีย

วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 จะตรงกับวันเพ็ญเดือน 12 ในปฏิทินจันทรคติ ถ้าพูดถึงวันเพ็ญเดือน 12 สิ่งแรกที่คนไทยนึกถึงคงหนีไม่พ้นเทศกาลลอยกระทง ซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลประจำปีของไทยตั้งแต่โบราณ สิ่งที่เราปฏิบัติมาเป็นประจำทุกปีก่อนเกิดเหตุโรคระบาดก็คือการนำกระทงไปลอยในแม่น้ำ และมีมหรสพต่าง ๆ อย่างครึกครื้น เทศกาลดังกล่าวนี้มีคติความเชื่อที่หลากหลาย บ้างก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตเถระผู้บำเพ็ญภาวนาอยู่ใต้น้ำ บ้างก็ว่าเป็นการขอบคุณพระแม่คงคาที่ประทานน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต บ้างก็เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ ลอยทุกข์โศก เป็นธรรมดาที่เทศกาลต่าง ๆ ที่สืบทอดกันมายาวนานจะมีคติความเชื่อแตกต่างกัน

แต่ที่น่าสนใจยิ่งคือ คืนวันเพ็ญเดือน 12 คืนเดียวกันนี้ที่อินเดีย หรือเรียกตามปฏิทินฮินดูว่า "การติกปูรณนิมา" หมายถึง คืนพระจันทร์เต็มดวงแห่งเดือนที่ชื่อว่าการติก ชาวอินเดียก็กำลังฉลองเทศกาลสำคัญในเมืองพาราณสี ที่เรียกว่า Dev Deepawali หรือออกเสียงตามภาษาไทยว่า “เทพทีปาวลี” เทศกาลนี้มีความใกล้เคียงกับเทศกาลลอยกระทงในแง่ที่ว่า เป็นการบูชาพระแม่คงคา และจัดที่ริมฝั่งน้ำเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ช่วงวันที่ 2-6 พฤศจิกายน ก็มีเทศกาลดิวาลีหรือทีปาวลี อันเป็นเทศกาลยิ่งใหญ่ที่เฉลิมฉลองกันทั่วอินเดีย ซึ่งแม้ว่าจะมีชื่อคล้ายกันแต่ไม่ใช่เทศกาลเดียวกัน ผู้ฟังหลายคนเคยได้ยินเกี่ยวกับดิวาลีแล้ว เพราะเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงและมีความเป็นมาเก่าแก่มาก มีการเฉลิมฉลองในหลายศาสนาและเรียกชื่อแตกต่างกันหลายชื่อทั่วอนุทวีปอินเดีย

เทศกาลเทพทีปาวลีจะเกิดขึ้นประมาณ 15 วันหลังเทศกาลดิวาลี และจัดขึ้นเฉพาะในเมืองพาราณสีเท่านั้น เป็นเทศกาลที่ยังใหม่พอสมควร เพราะเพิ่งเริ่มจัดในรูปแบบปัจจุบันนี้ก็เมื่อปี ค.ศ. 1985 ก่อนจะเล่าถึงบรรยากาศของเทศกาลนี้ เราจะเล่าถึงตำนานก่อน

เทพทีปาวลี

เทพทีปาวลีจัดในดิถีการติกปูรณิมา ซึ่งมีอีกชื่อว่า "ตริปุระปูรณิมา" ที่มาของการเฉลิมฉลองนี้โดยส่วนใหญ่ผูกกับตำนานปกรณัมฮินดูว่าด้วยลีลาของพระศิวะปางที่ทรงพระนามว่า "ตริปุรันตกะ" หรือผู้ทำลายล้างเมืองอสูรทั้งสาม

เรื่องย่อมีอยู่ว่า
อสูรตนหนึ่งชื่อ ตารกาสูร มีบุตรสามตนชื่อว่า ตารกากษะ กมลากษะ และวิทยุนมาลิ บุตรอสูรทั้งสามได้บำเพ็ญตบะต่อพระพรหม จนกระทั่งแต่ละตนได้รับพรให้มีอาณาเขตเป็นเมืองลอยฟ้าตนละเมือง และเมืองเหล่านี้จะทำลายล้างได้ก็ต่อเมื่อใช้ศรลูกเดียวทำลายทั้งสามเมืองพร้อมกันเท่านั้น ด้วยเหตุที่เมืองอสูรเหล่านี้ลอยไปลอยมาอยู่ตลอด จะมาบรรจบกันบ้างก็เพียงครั้งเดียวในรอบพันปี จึงทำลายพร้อมกันยากมาก ทั้งสามก็กำเริบในฤทธิอำนาจจึงสร้างความปั่นป่วนไปทั่ว บรรดาเทพและฤษีที่ได้รับความเดือดร้อนจึงมาอัญเชิญพระศิวะไปปราบ พระศิวะจึงทรงรวมกำลังทวยเทพในจักรวาล ใช้พระแม่ปฤถิวีเป็นรถทรง พระพรหมเป็นสารถี สูรยะและจันทระเป็นล้อรถ เขาพระสุเมรุเป็นคันธนู วาสุกินาคราชเป็นสายธนู และพระวิษณุคือพระนารายณ์เป็นลูกธนู ทรงรอโอกาสเมื่อเมืองทั้งสามลอยมาซ้อนกันก็แผลงศรคือร่างกายของพระวิษณุนั้นออกไปเพียงดอกเดียว เกิดเป็นไฟล้างเมืองทั้งสามพินาศเป็นจุณไป อสูรทั้งสามก็ตายด้วยเหตุนี้ ความสงบสุขก็กลับมาอีกครั้ง บรรดาทวยเทพจึงรื่นเริงยินดี พากันมาสรงน้ำชำระตนเองในแม่น้ำคงคา อันเป็นเวลาตรงกับวันเพ็ญเดือนการติกนี้เอง

ตำนานตริปุรันตกะในเรื่องรามเกียรติ์ของไทยแตกต่างออกไป
คือเป็นยักษ์เพียงตนเดียวที่ชื่อว่า ตรีบุรัม และในตอนจบพระอิศวรแผลงศรไม่ออกจากแหล่งเพราะพระนารายณ์ที่เป็นลูกศรบรรทมเสีย พระอิศวรจึงต้องใช้พระเนตรที่สามเผาตรีบุรัมเป็นจุณ แม้เนื้อเรื่องจะต่างกันมากแต่ยังคงมีร่องรอยปรากฏอยู่ในชื่อของยักษ์ตรีบุรัม ซึ่งฟังสำเนียงแล้วน่าจะรับมาจากทางอินเดียตอนใต้

เทศกาลเทพทีปาวลี

ในส่วนการเฉลิมฉลองนั้น บรรยากาศพิธีจะเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 11 ค่ำของเดือนการติก และไปสิ้นสุดในคืนวันเพ็ญ ซึ่งดังที่กล่าวแล้ว มีความเชื่อกันว่าในเวลาดังกล่าวบรรดาทวยเทพจะลงมาสรงสนานในแม่น้ำคงคาบนโลกมนุษย์ ผู้คนทั้งหลายจึงจัดแท่นพิธีบูชาที่ประดับประดาด้วยดวงประทีป (Diyas) อย่างสวยงามตามท่าน้ำทุกท่าริมฝั่งแม่น้ำคงคา นับตั้งแต่ท่าใหญ่ที่อยู่ใต้สุดของพาราณสีชื่อ สันตรวิทาสฆัฏ (Sant Ravidas Ghat) ไปจนจรดท่าราชฆัฏ (Rajghat) จำนวนถึงกว่า 80 ท่า ประมาณกันว่าจำนวนดวงประทีปที่ใช้ประดับในเทศกาลนี้นับด้วยหลักล้านดวงทีเดียว

ระหว่างช่วงเทศกาล ทุกบ้านเรือนจะจุดดวงประทีปสว่างไสวและตกแต่งประตูบ้านด้วยรังโกลีที่มีสีสันสวยสดงดงาม มีการจุดพลุและดอกไม้ไฟยามค่ำคืน และมีขบวนแห่อัญเชิญเทวรูปบนท้องถนน

กิจกรรมที่จะขาดเสียมิได้ในเทศกาลนี้คือการที่บรรดาศาสนิกผู้ศรัทธาลงอาบน้ำในแม่น้ำคงคา เรียกว่า "การติกสนาน" (Kartik Snan) จากนั้นมีการนำประทีปลงไปลอยบูชาพระแม่คงคาด้วย เรียกว่า "ทีปทาน" (Deepdan) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผู้ฟังได้ฟังแล้วก็คงอดไม่ได้ที่จะโยงกับประเพณีลอยกระทงของเรา หากแต่ประทีปของเขานั้นจะทำจากดินเผาเป็นรูปถาดกลม ด้านในบรรจุน้ำมันและไส้ตะเกียง สำหรับสถานที่สำคัญที่เป็นหัวใจของพิธีอยู่ที่ท่าน้ำที่ชื่อว่า ทศาศวเมธฆัฏ (Dashashwamedh Ghat) ทุกค่ำคืนในช่วงเทศกาล จะมีการประกอบพิธีคงคาอารตี ณ ริมท่าน้ำแห่งนี้

จุดเริ่มต้นเทศกาลเทพทีปาวลี

ดังที่กล่าวไว้แต่แรกเริ่มแล้วว่า เทศกาลเทพทีปาวลีมีอายุไม่เก่าแก่มากนัก กล่าวคือ เมื่อปี ค.ศ. 1985 กลุ่มเยาวชนที่นำโดยนักกิจกรรมชื่อนารายณีได้จุดประทีปนำไปลอยบูชาพระแม่คงคาที่ท่าน้ำชื่อปัญจคงคาฆัฏ (Panchganga Ghat)

ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันนี้เทพทีปาวลีกลายเป็นเทศกาลยิ่งใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยการรัฐบาลมากมาย ในฐานะเทศกาลที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเข้ามาสู่พาราณสี กิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวได้แก่การล่องเรือไปตามแม่น้ำคงคา ชมทิวทัศน์สองฝั่งน้ำยามค่ำคืนที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วยแสงสีและดวงประทีปที่ลอยล่องระจัดกระจายอยู่บนผืนน้ำ

คงคามหรสพ

พร้อมกันนี้ ในช่วงเทศกาลยังมีกิจกรรมใหญ่ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เรียกว่า "คงคามหรสพ" (Ganga Mahotsav) เพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์ของพาราณสีอันรุ่มรวยไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรม กิจกรรมดังกล่าวนี้มีทั้งการแสดงดนตรีคลาสสิกอินเดีย การแสดงนาฏศิลป์ การแข่งเรือ ขบวนแห่เทวรูป การแสดงมวยปล้ำ และงาน “ศิลปะเมลา” (Shilpmela) ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าศิลปหัตถกรรมพื้นเมืองมากมาย

ระหว่างช่วงกำลังเข้าสู่เทศกาลเทพทีปาวลีนี้ มีความตื่นตัวจากหลายภาคส่วน สำนักข่าวใหญ่ ๆ อย่างฮินดูสตานีไทมส์และยูไนเต็ดนิวส์ออฟอินเดียรายงานว่า ในปี ค.ศ. 2021 ขบวนเรือประมาณ 500 ลำจากทั้งหมดกว่า 1,700 ลำที่จะล่องในแม่น้ำคงคาระหว่างช่วงเทศกาลเทพทีปาวลี จะได้รับการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้เป็นระบบใช้เชื้อเพลิงแบบที่เรียกว่า CNG หรือ Compressed Natural Gas ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าน้ำมันดีเซลแบบดั้งเดิมซ้ำยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เรื่องนี้มีนัยสำคัญมาก ทั้งนี้เพราะในแต่ละปีที่ผ่านมา ขบวนเรือที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันดีเซลได้ก่อเกิดมลภาวะทางอากาศและทางเสียง และทิ้งสารปนเปื้อนไว้ในแม่น้ำคงคามากมาย การปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะยังคงกระทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งในอนาคตเรือทั้งหมดจะใช้ระบบ CNG ได้ในที่สุด
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย