อินทิรา คานธี หญิงเหล็กแห่งอินเดีย ตอนที่ 7
325 views
0
0
"ตอนที่ 7"

อินทิรา คานธี หญิงเหล็กแห่งอินเดีย ตอนที่ 7

Aadmi Musafir Hai (มนุษย์คือผู้เดินทาง)
เพลงประกอบภาพยนตร์ Apnapan (ความเป็นเครือญาติ) ฉายในปี 1977 กำกับโดย J. Om Prakash ขับร้องโดย Mohamad Rafi และ Lata Mangeshkar

ความนิยมชมชอบในตัวอินทิรา ทำให้เธอเหลิงอำนาจ

ความนิยมชมชอบในตัวอินทิราโดยเฉพาะที่มาจากชัยชนะของเธอต่อปากีสถาน ทำให้เธอเหลิงอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ เธอเริ่มห้อมล้อมด้วยผู้คนที่ประจบประแจงเธอ

เดฟ กานต์ บารูอาห์ นักการเมืองจากอัสสัม เป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองที่ประจบสอพลอเธอมากคนหนึ่ง กล่าวว่า "อินเดียคืออินทิรา อินทิราคืออินเดีย"

เอ็น.เค. เศษัน เลขาส่วนตัวของอินทิรา เล่าให้ฟังในภายหลังว่า "ท่านนายกรัฐมนตรีกลายเป็นคนหยิ่งยโสอย่างยิ่ง ท่านชอบที่คนเรียกว่าพระแม่ทุรคา"

ความเป็นเผด็จการของเธอส่วนหนึ่งมาจากสัญชัย คานธี ลูกชายคนเล็กของเธอด้วย ซึ่งได้ผลาญเงินหลวงในหลายโครงการ

ภาพลักษณ์ของอินทิราเริ่มมัวหมอง

ปลายปี 1974 ภาพลักษณ์ของอินทิราเริ่มมัวหมอง การขจัดความยากจนของเธอไม่เป็นไปตามสัญญาที่ให้ไว้ ขณะที่สินค้ามีราคาแพงขึ้นเพราะราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

ปี 1975 การประท้วงของกลุ่มคนต่างๆ สะท้อนความโกรธเคืองที่มีต่อรัฐบาลคอรัปชันและมีความประพฤติไม่เหมาะสม เดือนมิถุนายนปีเดียวกัน พรรคของเธอต้องประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อมที่คุชราต และศาลฎีกาในอัลลาฮาบัดตัดสินว่าเธอกระทำผิดในการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อที่นั่งในสภาล่างของเธอ หัวหน้าฝ่ายค้านข่มขู่ที่จะใช้อารยะขัดขืนเพื่อบีบบังคับให้เธอลาออกจากนายกรัฐมนตรี แม้แต่ที่ปรึกษาของพรรคก็ขอให้เธอลาออก แต่เธอกลับเชื่อสัญชัยแล้วชักชวนให้ประธานาธิบดีประกาศภาวะฉุกเฉินในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1975 ในภาวะดังกล่าวเธอสั่งจับกุมนักการเมืองหลายคนที่เคยร่วมกับมหาตมาคานธีและยวาฮัรลาลในการต่อสู้เรียกร้องเอกราช

ช่วงประกาศภาวะฉุกเฉิน อินเดียพ้นจากความเป็นประชาธิปไตย

ในเวลา 21 เดือนของการประกาศภาวะฉุกเฉิน อินเดียพ้นจากความเป็นประชาธิปไตย มีการระงับสิทธิพลเมือง มีผู้ถูกจับกุมคุมขังนับพันคน รวมถึงสื่อมวลชนผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง และสื่อก็ถูกคัดกรองอย่างหนัก

ช่วงภาวะฉุกเฉิน อินทิราเริ่มใช้มาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ รวมถึงการกวาดล้างสลัมและทำหมันหมู่สำหรับผู้มีลูกสองคน ด้วยหลายปัจจัย เธอประสบความสำเร็จในการกู้เศรษฐกิจอินเดียได้ในระดับหนึ่ง นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอยกเลิกภาวะฉุกเฉินและยุบสภาประกาศเลือกตั้ง เพราะเธอเชื่อว่ายังพอมีโอกาสที่จะชนะเลือกตั้งได้ แต่ก็เป็นไปได้ด้วยว่า เธอกังวลว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปทหารคงทำรัฐประหารยึดอำนาจอย่างแน่นอน

อินทิราพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

นักการเมืองที่ได้รับการปล่อยตัวหลังอินทิราประกาศยุบสภาได้รวมตัวกันและเอาชนะเธอในการเลือกตั้งปี 1977 ผลของการเลือกตั้งทำให้พรรคชนตานำโดยเดซายก้าวสู่อำนาจ เดซายผิดพลาดมาก เพราะแทนที่จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ กลับเน้นที่จะคิดบัญชีกับอินทิราและพรรคพวก ทั้งที่หลายข้อกล่าวหาต่ออินทิราหรือสัญชัยมิอาจพิสูจน์ในศาลได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 1977 ถึงพฤศจิกายน ปี 1978 อินทิราถูกจำคุกในข้อหาคอรัปชัน ผลของการติดคุกนี้ทำให้ประชาชนที่หนึ่งปีก่อนหน้านี้เคยกลัวความเป็นเผด็จการของเธอรู้สึกสงสารเธอขึ้นมาทันที เดซายรีบชิงลาออกจากตำแหน่งก่อนจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จรัน ซิงห์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะยุบสภาประกาศเลือกตั้งใหม่

อินทิรากลับมาชนะเลือกตั้งอีกครั้ง

เดือนมกราคม ปี 1980 อินทิราชนะเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรคคองเกรส ไอ (ไอย่อมาจากอินทิรา) ที่เธอใช้เวลาก่อตั้งไม่นานนัก

เดือนมิถุนายน ปี 1980 สัญชัยเสียชีวิตเพราะเครื่องบินตก อินทิรารู้สึกเสียใจมาก เธอไม่เคยทำใจกับการจากไปของลูกชายคนโปรดนี้ได้เลย อีกครั้งหนึ่งแล้วที่บุคคลที่เธอรักมากต้องจากไป ตั้งแต่การจากไปของสัญชัย เธอดูเหมือนจะสูญเสียสัญชาตญาณอันเฉียบคมและการตัดสินใจอันเด็ดขาดไปไม่น้อยเลย ผลที่ตามมาอีกคืออินทิราเรียกราจีฟ ลูกชายคนโตที่ยึดอาชีพนักบินให้มาเล่นการเมือง และเพราะการยืนกรานของแม่ ราจีฟจึงยอมหันมาเป็นนักการเมือง

เส้นทางการเมืองของอินทิราช่วงท้าย ก่อนถูกสังหาร

การดำเนินการทางการเมืองของเธอหลังปี 1980 เป็นไปในลักษณะของการเมืองเพื่อความอยู่รอดเสียมากกว่า แม้ว่าอินทิรายังยืนยันความเชื่อแบบสังคมนิยมอยู่ แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจห้าปีฉบับที่ 6 กลับแตกต่างอย่างมากกับแผนในช่วงขจัดความจน โครงการและนโยบายประชานิยมถูกแทนที่ด้วยโครงการที่สอดคล้องกับเสถียรภาพทางการคลังมากขึ้น มีการมุ่งเน้นจำกัดค่าใช้จ่ายสาธารณะ การส่งเสริมรัฐวิสาหกิจซึ่งอินทิราเคยเรียกว่า "สิ่งน่าเศร้า" ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการกระตุ้นภาคเอกชนด้วยการลดหย่อนกฎเกณฑ์และปล่อยตลาดทุนให้เสรีกว่าเดิม ซึ่งระหว่างปี 1980-1985 อินเดียมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึงร้อยละ 5.7 นโยบายของเธอที่เน้นการปฏิบัติได้จริงดังกล่าวมานี้ถือเป็นรากฐานการปฏิรูประบบเศรษฐกิจอินเดียอย่างสำคัญยิ่ง

ช่วงปีท้ายๆ ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอินทิราเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ประกอบด้วยความรุนแรงในอินเดียหลายส่วน เธอสั่งดำเนินปฏิบัติการดาวสีฟ้า ใช้กองทัพบุกจู่โจมวัดฮัรมันดีร์ ซาฮิบ (วิหารทองคำ) ของชาวซิกข์ในเมืองอมฤตสระ เพื่อกวาดล้างผู้ก่อการร้ายชาวซิกข์ที่เรียกร้องให้สร้างประเทศใหม่สำหรับชาวซิกข์ที่เรียกว่า "คาลิสถาน" เพราะผู้ก่อการร้ายเหล่านี้กบดานอยู่ในวัด และด้วยการตัดสินใจนี้เองทำให้เธอถูกสังหารในวันที่ 31 ตุลาคม 1984 โดยองครักษ์ชาวซิกข์สองคน เบอันต์ ซิงห์ และสัตวันต์ ซิงห์

นโยบายภายในและต่างประเทศของอินทิรา

การดำเนินนโยบายภายในและการต่างประเทศของอินทิรามีนัยสำคัญต่ออินเดียร่วมสมัยอย่างน้อยที่สุด 4 ประการ

1) อินทิราทำให้นักการเมืองอินเดียเห็นแจ้งว่า นักการเมืองไม่จำเป็นต้องอิงอยู่กับฐานเสียงเดิมเสมอ นักการเมืองคือผู้กำหนดประเด็นปัญหาสำคัญอันสอดคล้องกับชีวิตประชาชน และนำเสนอทางออกต่อประเด็นปัญหานั้น ดังที่เธอได้กระทำให้เห็นในการเลือกตั้งปี 1971 นอกจากเธอจะกำหนดประเด็นความยากจน และชี้ให้เห็นมาตรการที่จะนำมาใช้แล้ว เธอยังสำแดงให้ประชาชนเห็นด้วยว่า ฝ่ายที่คิดต่างจากเธอมุ่งขัดขวางการแก้ปัญหาของเธออย่างไร

ทั้งนี้ผู้อ่านจำต้องตระหนักด้วยว่า เธอหาญกล้าที่จะท้าทายนักการเมืองหลายคนที่มีประวัติชัดเจนในการต่อสู้เพื่อเอกราชอินเดีย การที่เติบโตในตระกูลเนห์รูในอานันท์ภวัน การที่เธอต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชอินเดีย และการที่เธอช่วยพ่อและสามีในด้านการเมือง เป็นส่วนสำคัญในการหล่อหลอมความมั่นใจและทักษะทางการเมืองในตัวเธอ ทุกวันนี้ทักษะทางการเมืองหลายประการของเธอปรากฏอยู่ในตัวนเรนดรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียคนปัจจุบัน ขณะที่โซเนีย (ในอินเดียจะไม่อ่านว่าซอนยา) และราหุล คานธี (ลูกสะใภ้และหลานชายของอินทิรา) ซึ่งเป็นทายาททางการเมืองของอินทิรากลับทำตัวคล้ายนักการเมืองอย่างเดซายที่หมกมุ่นอยู่กับการโจมตีอินทิราเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ดังที่เพื่อนนักวิชาการชาวอินเดียคนหนึ่งสะท้อนความเห็นของชาวอินเดียในปัจจุบันอย่างสำคัญว่า "โมดีไม่ได้เลิศไปเสียทุกเรื่องหรอก แต่ฝ่ายค้านนำโดยโซเนีย-ราหุล นอกจากไม่มีอะไรใหม่เสนอแล้ว ยังมุ่งโจมตีโมดีแต่อย่างเดียวด้วย"

2) อินทิราได้สำแดงให้เห็นว่า ประชาชนอินเดียมีลักษณะขัดแย้งกันอยู่ไม่น้อย แง่หนึ่ง ชาวอินเดียเห็นชอบกับประชาธิปไตย แต่อีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็เรียกร้องหาผู้นำที่แข็งกร้าว กล้าคิดกล้าทำ นี่เป็นลักษณะหนึ่งที่เห็นได้ชัดในตัวอินทิราและโมดี แม้การที่โมดีประกาศยกเลิกธนบัตรมูลค่า 500 และ 1,000 รูปี และนำระบบจัดเก็บภาษีสินค้าและการบริการเดียวมาแทนระบบภาษีต่างๆ ของแต่ละพื้นที่ จะมีวัตถุประสงค์ต่างจากการที่อินทิรานำธนาคารพาณิชย์ 14 แห่งมาเป็นของรัฐ แต่ในแง่ของความแข็งกร้าวแล้ว โมดีแลดูคล้ายอินทิราไม่น้อยเลย จำต้องตระหนักด้วยว่า ยิ่งนับวันจีนซึ่งเป็นประเทศที่อินเดียจับตามองอย่างใกล้ชิดพัฒนาอย่างรวดเร็ว ชาวอินเดียจำนวนไม่น้อยยิ่งเห็นความสำคัญของการมีผู้นำที่แข็งกร้าว เพื่อให้อินเดียพัฒนาทันจีนและก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจโลกด้วย

3) อินทิราได้ทำให้อินเดียเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า การปฏิบัติได้จริงเพื่อความอยู่รอดของชาติหรือเสถียรภาพของชาติอยู่เหนืออุดมการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ในด้านเศรษฐกิจ แม้เธอจะใช้คำว่าสังคมนิยมเพื่อชูอัตลักษณ์ของพรรค แต่ในความเป็นจริง โดยเฉพาะในช่วงสมัยสุดท้ายของเธอ หลักปฏิบัตินิยมทำให้อินเดียเข้าสู่หนทางการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างช้าๆ ก่อนจะมีการปฏิรูปขนานใหญ่ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เมื่อสงครามเย็นจบลง ในด้านการต่างประเทศก็เช่นกัน เธอได้ทำให้เห็นแล้วว่า อุดมการณ์เป็นเรื่องรอง แม้อินเดียจะยึดหลักไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่เธอก็หันไปหาโซเวียตเพราะเธอมองเห็นว่า การมีพันธมิตรที่จะคอยหนุนอินเดียเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แม้การแก้ปัญหาระหว่างประเทศของอินทิราจะเป็นไปในลักษณะปฏิกิริยาตอบโต้โดยปราศจากยุทธศาสตร์แม่บท แต่การกระทำของเธอได้วางรากฐานให้การต่างประเทศอินเดียอย่างสำคัญยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเป็นมหาอำนาจในเอเชียใต้ การมีกองกำลังอันน่าเกรงขาม หรือการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ที่ทันสมัย ล้วนเป็นฉันทานุมัติในหมู่นักการเมืองอินเดียวันนี้

4) การที่อินทิราถูกสังหารโดยองครักษ์ชาวซิกข์บ่งบอกด้วยว่าการสร้างชาติของอินเดียยังเป็นความท้าทายที่สำคัญอยู่ แม้จะมีระบบสหพันธรัฐนิยมและความเป็นฆราวาสนิยมรองรับโดยรัฐธรรมนูญอินเดีย แต่ปัญหาว่าด้วยอัตลักษณ์ที่หลากหลายทางวัฒนธรรมยังมีผลถึงทุกวันนี้ องครักษ์ชาวซิกข์ที่มีหน้าที่ปกป้องอินทิราแต่กลับสังหารเธอ คงจะถามตนเองด้วยว่า สิ่งใดสำคัญกว่ากันระหว่างการเป็นชาวอินเดียที่ได้รับมอบหมายให้เป็นองครักษ์นายกรัฐมนตรี กับการเป็นชาวซิกข์ที่ต้องล้างแค้นอินทิราที่สั่งกองกำลังโจมตีศูนย์รวมจิตใจของซิกข์ ราจีฟก็ถูกสังหารเพราะเรื่องราวเกี่ยวกับชาติพันธุ์ทมิฬ ซึ่งสัมพันธ์กับทั้งศรีลังกาและอินเดียใต้

แม้วันนี้ความขัดแย้งเกี่ยวกับซิกข์และทมิฬจะเบาบางลงไปบ้าง แต่ความพยายามของโมดีในการสร้างรัฐฮินดูคงจะประสบแรงต่อต้านไม่น้อย ชาวทลิต (ที่คนไทยนิยมเรียกว่าจัณฑาล) จำนวนมากก็หันไปปลดแอกตนเองออกจากศาสนาฮินดูโดยการเปลี่ยนไปยึดพุทธศาสนาตามแบบของ ดร. ภิมราว รามยี อัมเบ็ดการ์ กลุ่มชาติพันธุ์ในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียยังเป็นความท้าทายที่รัฐบาลอินเดียยังต้องเผชิญอยู่ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับอาเซียน

อินทิรา คานธี หญิงเหล็กแห่งอินเดีย

หนึ่งวันก่อนเธอถูกสังหาร เธอได้กล่าวสุนทรพจน์ในเมืองภูพเณศวร รัฐโอฑิศา ว่า "วันนี้ฉันยังมีชีวิตอยู่ พรุ่งนี้ฉันอาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้ ฉันจะรับใช้ชาติต่อไปจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย และเมื่อฉันตาย ฉันพูดได้ว่า โลหิตทุกหยาดของฉันจะเอิบอาบถิ่นอินเดียให้แข็งแกร่งขึ้น"

รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย